ตู้หนังสือ : ตะวันลับแห่งต้าถัง ชุดวรรณกรรมซีไรท์

สำหรับคนไทยที่เห็นคนจีนมาแต่ไหนแต่ไร ว่ามิใช่อื่นไกลพี่น้องกัน สำหรับผู้สนใจเรื่องจีนหรือจีนศึกษา และสำหรับนักเลงเรื่องจีนกำลังภายในชนิดอ่านเอาเรื่อง ไม่เว้นว่าจะเป็นนักเรียนหรือชาวบ้าน ประเทศจีนยังเป็นอู่อารยธรรมและขุมกำลังปัญญาแหล่งใหญ่ให้เรียนรู้ได้ไม่หมดสิ้น ที่สำคัญ บรรดาเรื่องราวความรู้เหล่านั้น ล้วนเป็นความบันเทิงชั้นดีที่มาพร้อมกันชนิดแยกไม่ออก อ่านประวัติศาสตร์จีนก็เร้าใจ อ่านนิยายกำลังภายในที่อิงประวัติศาสตร์เป็นฉากหลัง ยิ่งประดังด้วยความสนุกสนานเพลิดเพลิน ดังนั้น สำหรับบุคคลทั้งหลายที่กล่าวข้างต้น หนังสือเล่มนี้จึงพลาดไม่ได้เช่นกัน

’ตะวันลับแห่งต้าถัง’ ค้นคว้ามาโดย จ้าวอี้ แปลโดยเจ้าเก่ามือฉมัง เรืองชัย รักศรีอักษร

ราชวงศ์จิ๋นอาจทำให้โลกรู้จักคำว่า จีน แต่ราชวงศ์ถังทำให้คำว่า คนถัง (ตึ่งนั้ง – แต้จิ๋ว) ที่คนจีนใช้เรียก ตัวเองแพร่ไปทั่วเช่นเดียวกัน เหมือนบอกกันตรงๆว่า ราชวงศ์นี้คือยุคทองที่จดจำกันทั้งชาวจีน และคนรู้จักจีนทั่วไป

แต่ยุคทองอันรุ่งโรจน์ยาวนานริมๆ 300 ปีนี้ ล่มสลายลงได้อย่างไร เป็นเรื่องน่ารู้พอๆกับการรุ่งเรืองขึ้นด้วย
หลี่ซื่อหมิน สถาปนาราชวงศ์ขึ้น ให้พ่อเป็นจักรพรรดิองค์แรก แต่ต้องฆ่าพี่น้องเพื่อกุมการปกครองแผ่นดินที่ ตนมีส่วนช่วงชิงมาอย่างสำคัญ ในเวลาต่อจากนั้น แต่ด้วยเหตุใด เมืองทองที่เจริญในทุกๆด้านจึงเสื่อมทรุดลงได้

ประเด็นนี้ แม้แต่ในจีนเองก็พูดถึงหรือศึกษากันน้อย เมื่อผู้เขียนเจาะเข้าจับเรื่องนี้ จึงเป็นเนื้อหาที่น่าสนใจยิ่ง
ตะวันลับแห่งต้าถัง เป็นหนังสือประวัติศาสตร์ที่แจกแจงสภาวะสังคม และเหตุการณ์สำคัญต่างๆ ช่วงร้อยกว่าปี ปลายราชวงศ์ ให้เห็นภาพระยะประชิดของราชสำนักถัง ปัญหาขัดแย้งระหว่างเขตปกครองทหาร หมู่ราชวงศ์ ขุนนาง ผู้ใหญ่ กลุ่มขันที ประชาชน ที่ล้วนเป็นตัวแปรและมีเงื่อนไขซึ่งทำให้ประวัติศาสตร์เป็นอย่างที่จารึก โดยมิอาจแก้ไข

หนังสือเล่มนี้จึงเป็นกรณีศึกษาอันสนุกสนานเข้มข้น ว่าด้วยอำนาจและการปกครอง แสดงความพลั้งพลาด และ การพลิกแก้สถานการณ์ของบรรดาผู้ขับเคลื่อนประวัติศาสตร์เหล่านั้น จึงยังเป็นบทเรียนสำคัญที่ละเลยไม่ได้จนปัจจุบัน

ลองไล่ 7 บทที่แสนจะกระตุ้นต่อมอยากรู้ดู ว่าเรื่องราวจะดึงดูดขนาดไหน ตั้งแต่การเข้าสู่ศตวรรษที่ 9 เริ่มด้วย หมากล้อมสะท้านแผ่นดิน, รัชศกหยวนเหอ รุ่งโรจน์ช่วงสั้นๆ, จากบ่าวเป็นนาย กองทหารเสินเช่อและสำนักศูนย์กลาง, รัฐประหารกานลู่ การโต้กลับของผู้แพ้, หลี่จงหมิ่น หนิวเซิงหรู และหลี่เต๋ออวี้, เสวียนจงฮ่องเต้ ความรุ่งเรืองครั้งสุดท้าย

และการล่มสลาย

เขาว่าเรื่องจริงยิ่งกว่านิยาย ประวัติศาสตร์เป็นเรื่องจริงเสียยิ่งกว่านิยายอยู่แล้ว มิใช่หรือ


๐ ใกล้ถึงเทศกาลปีใหม่เต็มที ของขวัญชั้นดีสำหรับเพื่อนหรือญาติที่เป็นนักเลงวรรณกรรม ย่อมไม่มีอะไรเยี่ยมกว่า หนังสือ และงานวรรณกรรมชั้นดีที่ว่าก็เตรียมพร้อมรอให้หยิบฉวยอยู่แล้วคือ ชุดวรรณกรรมฉลองซีไรท์ 3 เล่ม

ซื้อก่อนสิ้นธันวาคมปีนี้ จากราคาปกรวมกัน 1,095 บาท จะเหลือเพียง 750 บาทเท่านั้น
ความบันเทิงกินใจชั้นเยี่ยม จากนักเขียนสตรีที่สามารถ หนังสือทั้งสามเล่มนี้จะล่วงลึกลงจับใจให้เต็มตื้นขึ้นมาได้

’พุทธศักราชอัสดงของทรงจำแห่งทรงจำของแมวกุหลาบดำ’ งานเติมแต่งรอยจารึกที่แหว่งวิ่น หรือความทรงจำ ที่หลงเลือนของ วีรพร นิติประภา ซึ่งระหกระเหินคลำทางอยู่ในความคลุมเครือของโลกที่ไม่รู้ว่าจริงหรือสมมติ

ท่ามกลางกระแสประวัติศาสตร์ และการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ซึ่งพาให้ชีวิตและความรักซัดเซพเนจรไป
ด้วยการเดินทางอพยพของครอบครัวจีน ที่พยายามตามหาบ้าน ทั้งในความหมายของสถานที่ และจิตใจ ที่ต่างรู้สึก ไปหนทางเดียวกันว่า ยากจะหาพื้นที่ที่หยัดอยู่ได้ จะเดินต่อไปก็แปลกแยก แต่จะหวนกลับก็ทำไม่ได้เสียแล้ว

งานซึ่งผู้เขียนคิดเค้าโครงไว้แต่ก่อนจะเขียน ’ไส้เดือนตาบอดในเขาวงกต’ เสียอีก ช่างยวนใจให้อ่านเสียนี่กระไร

’หยดน้ำหวานในหยาดน้ำตา’ ของ อุรุดา โควินท์ นักเขียนผู้ใช้ใจเป็นหมึกหล่อเลี้ยงตัวอักษรให้มีชีวิต เขียนถึง คนรักที่จากไปชั่วนิรันดร์ ด้วยเรื่องเล่าอันหม่นซึ้ง แต่เบิกบานด้วยเลือดเนื้อที่สูบฉีดลมหายใจให้เกิดสีสันอันเพริศแพร้ว

ผู้อ่านจะเห็นภาพปักษ์ใต้ที่เย็นฝน ระคนกลิ่นเครื่องแกง ในป่าชื้นที่รื่นร่ม และการจากพรากอันสะเทือนอารมณ์ เนื่องจากชีวิตของคนทั้งสองเป็นจริงจนความรักที่แสนสามัญประทับความรู้สึกเสียยากจะลืมเลือน เป็นความสามารถใน การเล่าเรื่องของผู้เขียนที่แม้เพียงถ้อยคำธรรมดา ก็เล่าเรื่องธรรมดาให้ตราตรึงใจได้

’ผุดเกิดมาลาร่ำ’ ของ อารยา ราษฎร์จำเริญสุข จิตรกร (ที่เมื่อก่อนเจาะจงเรียกว่าศิลปิน กระทั่งคำนี้ใช้เรียก สัมมาชีพทางสุนทรียภาพอื่นๆไปกว้างขวาง ทำให้คำไม่ช่วยให้นึกถึงจิตรกรยิ่งกว่านักร้องอีกต่อไป) ซึ่งมีฝีมือระดับศิลปิน แห่งชาติ สาขาภาพพิมพ์ เขียนเรื่องด้วยทักษะข้ามมิติของสีสัน ด้วยจินตนาการซึ่งบันดาลให้ความเรียบง่ายกลายเป็นภาพ เหนือจริง ที่สัมผัสได้ งานเขียนซึ่งเล่าให้ฟังได้ แต่ท้าทายคนรักภาษาให้สมาทานมาอ่าน จะซับซ่านรสชาติได้อิ่มใจกว่า

พลาดไม่ได้ก่อนสิ้นปี คืองานชุดฉลองวรรณกรรมซีไรท์ 3 เล่มนี้

๐ งานชุด ’อัจฉริยภาพ 100 หน้า’ ว่าด้วย ภพภูมิ ที่แม้โลกจะก้าวล่วงอวกาศไปไกลแค่ไหน แต่ภพภูมิก็ยังเป็น คำที่อยู่ในใจไทยชาวพุทธ หนังสือเล่มนี้จะนำไปรู้จักความรู้ความเชื่อในกำเนิดมนุษย์และจักรวาล และภพภูมินานาที่มี

ด้วยผังภาพและลายเส้นที่จะช่วยให้จดจำเรื่องได้ดี เรื่องที่เราอาจไม่เคยรู้ เช่น สิ่งมีชีวิตในสังสารวัฏมีอยู่ 31 ภพภูมิ พระสีวลี อรหันต์องค์หนึ่งเป็นมนุษย์คนเดียวที่อยู่ในครรภ์มารดานานถึง 7 ปี 7วัน พระสุวรรณสาม อดีตชาติ หนึ่งของพระพุทธเจ้า กำเนิดจากองค์ประกอบที่ไม่ครบสาม สัมภเวสี คือผู้แสวงหาภพที่เร่รอนอยู่ในภพภูมิเดินจนกว่า จะสิ้นอายุขัยนั้น หนังสือเล่มนี้จะให้ภาพที่ชัดเจนขึ้นด้วยที่มาที่ไปซึ่งอ้างอิงได้สืบต่อกันมา

๐ บนเส้นทางประวัติศาสตร์ไทยซึ่งมีหลักฐานสืบค้นได้มาแต่สุโขทัยนั้น เรารับรู้เรื่องฝ่ายหน้ามากกว่าฝ่ายใน มาแต่ไหนแต่ไร ดังนั้น เมื่อมีความพยายามที่จะบันทึกเรื่องน่ารู้ของพระราชินี พระมเหสี และเจ้าจอมมารดาในพระมหากษัตริย์ ตั้งแต่ต้นมาจนสมัยรัตนโกสินทร์ โดยนักเขียนสารคดีผู้เป็นที่รู้จักมานานกว่าครึ่งศตวรรษ พิมาน แจ่มจรัส ซึ่งรวบรวมไว้ในชื่อ ๔๙ ราชินีไทย หนังสือเล่มนี้จึงน่าสนใจใคร่รู้ ไม่น้อยกว่าเรื่องของเจ้าผู้ครองแผ่นดินทั้งหลาย

นางเสือง, พระสุริโยทัย, แม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์, พระมหาเทวี, ท้าวศรีจุฬาลักษณ์, กรมพระเทพามาตย์ ฯลฯ
ไม่เพียงแต่เรื่องของฝ่ายในเหล่านี้ ยังประกอบด้วยประเพณี พระราชพิธี และการเมืองแต่ละยุคที่เกี่ยวข้อง จากรักที่ เริ่มต้นด้วยเพลงยาว ความตายที่เริ่มด้วยแส้ แม้จนกฎมณเฑียรบาลที่ทำให้บางองค์ต้องสูญพระชนม์ชีพ ไม่เว้นแม้ในไฟ สงคราม ฝ่ายในหลายองค์ยังคงพระนามอยู่ในความทรงจำของผู้คน ไม่เพียงในหน้าประวัติศาสตร์

เรื่องเหล่านี้มิใช่เพียงพระประวัติ แต่การอยู่เบื้องหลังเป็นกำลังสำคัญของราชสำนัก มีเรื่องน่ารู้อยู่ไม่น้อย


๐ หนังสือเกี่ยวกับความคิดและการศึกษาค้นหาจิตใจอีกเล่ม เป็นงานอ่านเอาเรื่องที่คนตะวันออกด้วยกันไม่น่าพลาด ปรัชญาฝ่ายโยคะ หรือหนังสือปรัชญาฝ่ายพราหมณ์ ซึ่งรวบรวมบรรดาวิธีบริกรรม หลักคิด ท่าที และสูตรโยคะที่สำคัญ เพื่อดับพฤติกรรมของจิต โดยให้หลักการและเหตุผลเป็นเนื้อหาครบถ้วน เป็นคำตอบแก่ผู้สนใจใคร่รู้

โยคะเป็นนิกายหนึ่งในหกนิกายหลักของพราหมณ์ฮินดู นอกเหนือจาก นยายะ, ไวเศษิกะ, สางขยะ, มีมางสา และ เวทานตะ ปรากฏคำครั้งแรกในคัมภัร์ฤคเวท หมายถึงการเทียมแอก เทียมรถ หรือเทียมเกวียน คือผูกม้าเข้าเทียมกับแอก

ครั้นสมัยอุปนิษัท ยุคแห่งการค้นหาตัวเอง โยคะก็หมายถึงการผูกจิตเข้ากับอินทรีย์ทั้งหลาย หรือการรวมอาตมัน (อัตตา)เข้ากับพรหมัน(พระผู้เป็นเจ้า) อันเป็นเป้าหมายสูงสุดของมนุษย์

มหาฤาษีปตัญชลีรจนาเรื่องนี้ไว้เก่าแก่ และ สวามี สัตยานันท ปุรี แปลและเรียบเรียงเป็นไทยให้อาศรมไทยภารต จัดพิมพ์ตั้งแต่ปี 2496 ผ่านการพิมพ์ซ้ำมาหลายคราว จนเพิ่งพิมพ์ครั้งใหม่ให้ผู้สนใจสำรวจจิตได้ศึกษากันอีกครั้ง

เป็นงานอ่านเอาเรื่องที่เกินสำนวน รู้ไว้ใช่ว่า ใส่บ่าแบกหาม ไปไกล เพราะหากจิตสงบลงได้ ก็เท่ากับชะลอบุญใส่ตัว

๐ เวลาไม่เช้าแล้ว อย่าลืมนิตยสารการเมืองประจำครอบครัว มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับใบสั่ง อ่านไปต้องยั้งโทสะ
อมิตตาพุทธ.

_______________

บรรณาลักษณ์

บทความก่อนหน้านี้ฌาปนกิจส่งพ่อแรมขึ้นสวรรค์วันนี้ แขกนับร้อยร่วมงานทำบุญเลี้ยงพระ-อุทิศส่วนกุศล
บทความถัดไปพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ตอน ‘จำพรรษาอยู่ภาคอีสาน ณ เสนาสนะป่า บ้านหนองบัวลำภู จ.หนองบัวลำภู’ (15) โดย นพ.วิชัย เทียนถาวร