‘อ.เศรษฐศาสตร์’ พาย้อนเศรษฐกิจหมื่นปี คอนเฟิร์ม ‘สังคมเปลี่ยนโฉม’ ทุนนิยมเกิด หลังปฏิวัติอุตสาหกรรม
เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม ที่บูธมติชน i48 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ชั้น LG ในงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 27 โดยสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ ในแนวคิด “Booktopia มหานครนักอ่าน” ซึ่งจัดมาแล้วเป็นวันที่ 9 โดยจัดตั้งแต่วันที่ 12-23 ตุลาคมนี้ เวลา 10.00 – 21.00 น.
บรรยากาศ เวลา 16.00 น. ที่เวทีกลาง สำนักพิมพ์มติชนจัดเวทีพูดคุยในหัวข้อ ‘ปรับ’ เมื่อโลก ‘เปลี่ยน’ บทเรียนจากเศรษฐกิจโลกหมื่นปี โดย อ.ธนสักก์ เจนมานะ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

อ.ธนสักก์กล่าวว่า หนังสือ MORE เปิดประวัติศาสตร์เศรษฐกิจหมื่นปี เขียนโดย Philip Coggan แปลโดย พลอยแสง เอกญาติ ได้เขียนเล่าประวัติศาสตร์เศรษฐกิจหมื่นปี คำถามที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติคือ จุดเริ่มต้นของเศรษฐกิจเกิดขึ้นได้อย่างไร คำตอบคือ ระบบเศรษฐกิจไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบไหน ก็อยู่รอบตัวเราเสมอเมื่อมีการแลกเปลี่ยนเกิดขึ้น กล่าวคือ เมื่อไรที่มนุษย์มีปฏิสัมพันธ์กันไม่ว่าในเชิงสังคม การเมือง การแลกเปลี่ยนทั้งหมดนี้เป็นระบบเศรษฐกิจทั้งหมด คือระบบที่สังคมสร้างขึ้นมาเพื่อจัดสรรทรัพยากรเพื่อการผลิต กระจายสินค้าและบริการต่างๆ เช่นในอดีต ตั้งแต่สมัยหมื่นปีที่แล้วระบบเศรษฐกิจของมนุษยชาติคือระบบ hunters-gatherers ซึ่งเป็นระบบที่มนุษย์ไม่ได้อยู่เป็นหลักแหล่ง เก็บพืชผักผลไม้ตามป่าไปเรื่อยๆ และมีการแลกเปลี่ยนกันระหว่างชนเผ่า จนเปลี่ยนระบบเศรษฐกิจมาเป็นแบบเกษตรกรรม เริ่มมีการทำไร่ทำสวนและทำฟาร์มเลี้ยงสัตว์ได้
“เราจะเห็นว่าระบบเศรษฐกิจ เป็นปรากฏการณ์ทางสังคมที่เปลี่ยนแปลงเสมอ และขึ้นอยู่กับว่าสังคมยุคนั้นมีภาพลักษณ์อย่างไร ระบบการผลิตเป็นอย่างไร มีการกระจายสินค้าและบริการอย่างไร เราจะเห็นว่าระบบเศรษฐกิจมีความสัมพันธ์กับโครงสร้างทางสังคมและการเมือง โดยระบบเศรษฐกิจก็สะท้อนสังคมมนุษย์ ว่าในแต่ละยุคมีกิจกรรมอะไรเกิดขึ้นบ้าง กล่าวได้ว่าเศรษฐกิจที่โตขึ้นในยุคก่อนจำเป็นที่จะต้องมีปฏิสัมพันธ์ของมนุษย์ที่ซับซ้อนขึ้น การแลกเปลี่ยนจำเป็นที่จะต้องมีภาษา พัฒนาการทางด้านการเขียนและการตีพิมพ์ ทั้งหมดนี้ ทำให้ระบบเศรษฐกิจเปลี่ยนไปเช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น การปฏิวัติทางอุตสาหกรรม การพัฒนาของรัฐบาล การพัฒนาของระบบกฎหมาย ระบบการศึกษาที่เท่าเทียมมากขี้น เป็นความจำเป็นอย่างมากในการที่จะทำให้เกิดการปฏิวัติอุตสาหกรรมได้” อ.ธนสักก์กล่าว


อ.ธนสักก์กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ วิวัฒนาการทางสังคม เช่น การเกิดการปฏิวัติทางวิทยาศาสตร์ ทำให้เกิดไอเดียใหม่ๆ ขึ้น เกิดการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ใหม่ๆ ซึ่งทั้งหมดนี้นำไปสู่การสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ที่ปลดล็อกการปฏิวัติทางอุตสาหกรรม
“คำถามที่นักประวัติศาสตร์และนักประวัติศาสตร์เศรษฐกิจถามบ่อยมาก เช่น ทำไมการปฏิวัติอุตสาหกรรมจึงเกิดขึ้นที่อังกฤษ ทำไมจึงเกิดขึ้นที่ยุโรปก่อนเมื่อเปรียบเทียบกับเอเชีย เพราะหากเราดูระดับการพัฒนาเศรษฐกิจ ระดับความซับซ้อนในด้านความสัมพันธ์ในการแลกเปลี่ยนในตลาด เราจะเห็นว่า จริงๆ แล้ว เอเชียกับยุโรปในยุคก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรม มีการพัฒนาอยู่ในระดับใกล้ๆ กัน มีเทคโนโลยีที่ซับซ้อนพอๆ กัน คำถามคือว่าทำไมการปฏิวัติอุตสาหกรรมถึงเกิดขึ้นที่ยุโรป และทำไมเกิดที่อังกฤษ นี่เป็นวิวัฒนาการทางสังคมที่นำไปสู่วิวัฒนาการทางเศรษฐกิจ” อ.ธนสักก์ระบุ
อ.ธนสักก์กล่าวต่อว่า เหตุการณ์ทางเศรษฐกิจที่ถือเป็นก้าวที่ใหญ่ที่สุด หมายถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่คงอยู่และเราเห็นกันในทุกวันนี้ ก็คงไม่พ้น ‘การปฏิวัติอุตสาหกรรม’ ถือได้ว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยยะสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์เศรษฐกิจ หากเราดูรายได้ของประชากรต่อคนทั่วโลกจะเห็นว่า ตลอดประวัติศาสตร์มนุษยชาติอยู่ในระดับที่ต่ำมากตลอด และอยู่ๆ ก็พุ่งสูงขึ้น และมีการเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่องจนถึงทุกวันนี้ โดยนักประวัติศาสตร์เศรษฐกิจเรียกสิ่งนี้ว่า history’s hockey stick นี่คือความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น โดยมีจุดเริ่มต้นจากการปฏิวัติอุตสาหกรรม และจุดเริ่มต้นของทุนนิยม

“เราจะพบว่า เมื่อเราเปรียบเทียบก่อนและหลังการปฏิวัติอุตสาหกรรม ประชากรโลกเติบโตขึ้น 10 เท่า ตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 18 จนถึงปัจจุบัน ในขณะเดียวกัน รายได้ต่อหัวของประชากรโลกก็ได้เติบโตขึ้น 10 เท่า จากไม่เกิน 100 ดอลลาร์ต่อคนต่อเดือน ปัจจุบันเป็น 1,000 ดอลลาร์ต่อคนต่อเดือน นี่เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ปฏิเสธไม่ได้ว่า เกิดขึ้นจากการปฏิวัติอุตสาหกรรม
นอกจากความพัฒนาทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น การเจริญเติบโตทางประชากร สิ่งที่เกิดขึ้นคือ การทำลายสิ่งแวดล้อม ถ้าเราติดตามการปล่อยคาร์บอนของมนุษย์ในระยะเวลาหลายหมื่นปี เราจะเห็นว่า ตั้งแต่เริ่มปฏิวัติอุตสาหกรรมมีการปล่อยคาร์บอนมากขึ้นเรื่อยๆ ตลอดเวลา ปัญหาที่เราพบเจอทุกวันนี้ คือปัญหาการเปลี่ยนแปลงทางสิ่งแวดล้อม เพราะฉะนั้น ผมค่อนข้างที่จะเชื่อว่าเหตุการณ์นี้เป็นเหตุการณ์ที่มีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่สำคัญที่สุด” อ.ธนสักก์กล่าว


