ตู้หนังสือ : ลงเรือแป๊ะ ความสำเร็จดีใจได้วันเดียว

ไม่ว่านามนักธุรกิจชื่อดังระดับโลก ธนินท์ เจียรวนนท์ จะถูกกล่าวขวัญไปทางใดแต่การสร้างเนื้อสร้างตัวมาจนเป็น ผู้มีทรัพย์สินมหาศาลติดอันดับนานาชาติ เป็นเจ้าที่ดิน เป็นผู้ถูกเอ่ยชื่อว่าน่าจะเป็นรัฐมนตรี หรือแม้นายกรัฐมนตรี มาตลอดเส้นทางดำเนินของการเมืองไทย ชีวิตและเบื้องลึกเบื้องหลังของนามนี้ ย่อมควรแก่ความสนใจยิ่งยวด เมื่อมีหนังสือเล่มแรกที่เจ้าของชีวิตยอมเปิดเผยเรื่องราวต่างๆให้รู้ จึงเป็นหนังสือเล่มที่ไม่ว่าผู้ใดน่าจะเรียนรู้ศึกษาไว้

เพราะในบ้านเมืองนี้ นามนี้ใหญ่โตและสำคัญเกินกว่าจะมองข้าม

“ความสำเร็จ ดีใจได้วันเดียว” เป็นหนังสือพิเศษที่เปิดให้สั่งจองได้แต่บัดนี้จนถึงวันที่ 30 กันยายน โดยจะเริ่ม ส่งหนังสือแก่ผู้สั่งจองล่วงหน้าตั้งแต่วันที่ 3 ตุลาคม แน่นอน

หนังสือซึ่งใช้เวลากว่า 8 ปี เรียบเรียงประสบการณ์จากชีวิตธุรกิจอันยาวนานถึง 50 ปี เป็นเรื่องเล่าเรียบง่าย ด้วยแนวคิด และปรัชญาการทำงานให้ประสบผลสำเร็จ เพื่อส่งต่อแนวความคิดนี้สู่นักธุรกิจรุ่นใหม่ จากความคิดอ่าน ซึ่งตกผลึกเป็นคำพูดประโยคสั้นๆ อันเป็นหลักในการทำงานมาตลอดเส้นทางสร้างเครือข่ายองค์กรใหญ่โต ที่ชวนให้ขบ คิด ใคร่ครวญ เคล็ดความเหล่านั้น เพื่อแปรเป็นการกระทำได้เช่นเดียวกัน

ความเข้มข้นบนเส้นทางธุรกิจนี้ กลายเป็นรสชาติสุนทรียะทางตัวอักษร ให้เรียนรู้ได้อย่างเพลิดเพลิน

เหตุใดความสำเร็จจึงดีใจได้เพียงวันเดียว หนังสือซึ่งออกแบบงดงาม พิเศษสี่สีตลอดเล่ม หนังสือที่พลาดไม่ได้

๐ อาจเรียกได้กระมังว่า เป็นนักเขียนคนสุดท้ายร่วมสมัย ที่ยังคงความคิดอ่านของคนเขียนหนังสือไทยยุคก่อน พุทธศตวรรษ 2500 ซึ่งหลงเหลือ สุลักษณ์ ศิวรักษ์ อยู่ผู้เดียว ที่ยังอ้างพุทธศาสนสุภาษิตในงานเขียนของตนได้ แทนที่จะใช้สำนวนจีนแบบเหนือฟ้ายังมีฟ้า หรือหนทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน หรือสุภาษิตฝรั่งนานากันในวันนี้

วิษณุ เครืองาม ที่ถูกขานว่าเป็นเนติบริกร ไม่ว่าจะมีผู้นิยมชมชอบอย่างใดหรือไม่ แต่ความจริงที่ว่า นามนี้ เป็นผู้เดียว ซึ่งในฐานะรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย ได้รับรู้ทุกเรื่องทุกปรากฏการณ์ ตั้งแต่ คสช. เป็นรัฐบาลมา 5 ปี จากก้าวแรกของรัฐบาลประยุทธ์ 1 ซึ่งก้าวลงบนเส้นทางการเมืองหลังรัฐประหารยึดอำนาจปี 2557 เป็นต้นมา

สำหรับนักอ่านแล้ว ต้องยอมรับประการหนึ่งว่า รองนายกฯผู้นี้มีความสามารถในการเขียน และความเป็นครู มีทักษะในการเล่าเรื่อง หนังสือแต่ละเล่มจึงให้สาระประโยชน์ไม่น้อย ไม่ว่าเขียนเรื่องการเมือง นิยาย หรือสารคดี

“โลกนี้คือละคร” หรือ “เล่าเรื่องผู้นำ” หรือ “หลังม่านการเมือง” แม้จน “ครัว ครม.” อ่านแล้วน้ำลายสอ หรือ ฿”เดินดินกินข้าวแกง”฿ ล้วนเป็นงานเขียนที่เพลิดเพลินให้ความรู้ และเบื้องหลังที่ไม่มีใครอื่นเล่าได้ทั้งสิ้น

ดังนั้น “ลงเรือแป๊ะ” ไม่ว่าจะชอบแป๊ะหรือไม่ชอบแป๊ะ เมื่อต้องลงเรือไปแล้ว ก็ควรรู้เรื่องแป๊ะไว้บ้าง ว่าไหม

ผู้เขียนได้สกัดเรื่องราวตั้งแต่เริ่มจนถึงรัฐบาลประยุทธ์ 2 ด้วยฝีมือที่สันทัดจัดเจน ว่าเมื่อลงเรือแป๊ะแล้ว ต้องตามใจแป๊ะอย่างไร แต่ในฐานะผู้แนะนำข้อมูล รัฐนาวาจะใช้ขับเคลื่อนไปทางใด มีบุคคลแบบไหนเข้ามาช่วยพาย ล้วนอุดมด้วยเกร็ดเล็กเกร็ดน้อย ให้ภาพเบื้องหลังเวลาที่ผ่านมา ที่ในความเคร่งเครียดของสถานการณ์ ยังมีลูกเล่น ลูกหัว ให้ผู้อ่านได้เห็นและเข้าทิศทางของเรือลำนี้ ว่าจะฝ่าคลื่นลมไปทางไหน และผู้โดยสารต้องเตรียมตัวอย่างไร

ลองดูการลำดับเรื่องราวสักเล็กน้อย แล้วจะเห็นว่า หลังแว่นเลนส์หนานั้นมีดวงตาที่ซ่อนเร้นอารมณ์ขันไว้มิดชิด

ผู้โดยสารโปรดทราบ, เรือเอ๋ยเรือแป๊ะ, ก่อนจะถึงมือแป๊ะ, คสช.มาแล้วจ๊ะ, ก่อนตั้งรัฐบาล, แม่น้ำ 5 สาย, มารู้จักลุงตู่กันหน่อย, รัฐบาลกับสื่อ, โซเชียลมีเดีย, ครม.สัญจร, ว่าด้วยการเป็นรัฐมนตรี, วันๆรัฐมนตรีทำอะไร, ครัว ครม., ภาษาไทยวันละคำกับรัฐบาล, พระยาน้อยชมตลาด(คลองผดุงกรุงเกษม),

การเสด็จสวรรคตของรัชกาลที่ 9, การขึ้นครองราชสมบัติของรัชกาลที่ 10, สถาปนาสมเด็จพระสังฆราช, พระมหากษัตริย์กับรัฐบาล, ปฏิบัติการถ้ำหลวง 2561, รัฐบาลทำอะไร, พระราชพิธีบรมราชาภิเษก,

โรดแมปการเมืองสู่การเลือกตั้ง, เดือนสุดท้าย, เรือเทียบท่า

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ไม่ว่าจะเป็นคอการเมืองหรือไม่ หนังสือเล่มนี้ต้องอ่านสุดๆ

๐ ยังมีหนังสือที่นักอ่านเรื่องจีน หรือผู้สนใจประวัติศาสตร์จีนอีก 2 ชุด ที่น่าสนใจ นอกจากเนื้อหาเข้มข้นในรูป นิยายอิงประวัติสาสตร์ที่เขียนด้วยมือระดับบรม ยังเป็นหนังสือชุดซึ่งนำมาลดหย่อนภาษีได้อีกด้วย

จากประวัติศาสตร์จีนช่วงสำคัญของราชวงซ์ชิง เมื่อแมนจูเข้าด่านมาล้มล้างบัลลังก์ราชวงศ์หมิง ความท้าทาย ของจักพรรดิคือจะปกครองผู้คนจำนวนมหาศาลมิให้กระด้างกระเดื่องอย่างไร ท่ามกลางการก่อหวอดไม่ยอมสยบ

จักรพรรดิผู้พยายามเข้าใจชาวฮั่น ขณะเดียวกันก็สถาปนาความรุ่งเรืองแก่แผ่นดิน “คังซี” สี่เล่มที่วางไม่ลง ซึ่งการบริหารราชการเปี่ยมอุปสรรคนานา ทั้งยังต้องสอดส่องสายพระเนตรจับเหล่าทายาทที่ปรารถนาราชบัลลังก์ ใช้กุศโลบายการเมืองแบบไหน และวางตัวผู้สืบทอดภารกิจอันหนักหนาอย่างไร ก่อนจากไป

ถึง “ยงเจิ้ง” ที่ในมุมหนึ่งเห็นว่าเป็นผู้โหดเหี้ยม ไม่เอาพี่น้อง แต่อีกมุม เป็นผู้ลงหลักให้ราชวงศ์หนักแน่น มาอย่างไร ก่อนที่จะเสื่อมถอยในบั้นปลายจนต่างชาติเข้ามาปอกลอกจนแทบสิ้นแผ่นดิน และสิ้นราชวงศ์ในที่สุด

สามเล่มชุดกับอีกสี่เล่มข้างต้น เขียนโดยนักเขียนเลื่องชื่อ เอ้อเยว่เหอ และแปลละเมียดโดย เรืองชัย รักศรีอักษร อ่านเป็นจริงเป็นจัง จากการค้นคว้าประวัติศาสตร์และรายละเอียดนานัปการ ให้สีสัน เลือดเนื้อ แก่ตัวละครอย่างมีบุคลิก ตื่นเต้นกับความคิด เล่ห์กล การช่วงชิงราชบัลลังก์ ความยากลำบากในการแก้ไขปัญหา ทุกข์สุขของราษฎร ไม่ว่าในฐานะชาวแมนจูกับชาวฮั่น หรือความคิดอ่านในฐานะมนุษย์

เป็นหนังสือสองชุดซึ่งคุ้มค่ากับการใช้เวลา

๐ ทุกวันนี้ มีใคร หรือมีทางเป็นไปได้บ้างไหม ที่ใครจะหยุดคิด

นอกจากความคิดจริงๆเกี่ยวกับงาน ชีวิต ครอบครัว อันเต็มไปด้วยปัญหารอบด้านแล้ว ยังวุ่นวายฟุ้งซ่าน ซึ่งมิได้คิดเป็นแต่ติดประหวัดไปนานาให้กลัดกลุ้ม หม่นหมอง หรืออาจเพ้อเจ้อไปต่างๆได้ในวันหนึ่งๆ

ดังนั้น “ปาฏิหาริย์แห่งการหยุดคิด” โดย พศิน อินทรวงศ์ ที่พยายามฉุดรั้งให้เราช้าลงบ้าง พินิจ พิเคราะห์ ความคิด อารมณ์ ความรู้สึกในแต่ละช่วงวัน ช่วงเหตุการณ์ต่างๆ เพื่อทบทวนพฤติกรรมตัวเอง ให้เห็นแท้ถึงความคิด ความต้องการ ว่าเป็นไปโดยถูกควรเหมาะสมแก่เหตุ แก่ความจำเป็นหรือไม่ หรือเกิดแต่ความทะยานอยากนานา

การหยุดคิดจึงมิใช่การไม่คิดแต่เป็นเครื่องมืออย่างหนึ่ง ที่จะใช้ความคิดบนมรรคาสัมมาทิฏฐิ มิให้เกิดมิจฉาทิฏฐิ

การหยุดคิดจึงเป็นปาฏิหาริย์ได้สำหรับหลายๆผู้คนที่ไม่รู้ตัวว่าฟุ้งอยู่ตลอดเวลา น่าจะหาอ่านดู

๐ อย่าให้ใครว่า คนไทยเป็นคนลืมง่าย คนไทยไม่เคยมองหลัง คนไทยไม่มีราก และคนไทยมิใช่คนอดทน แต่เชื่อง

“ตุลา ตุลา สังคม รัฐไทยกับความรุนแรง” หนังสือที่จะทบทวนความคิดอ่านและพฤติกรรมของคนในสังคม ซึ่งนำหนังสือเก่า บทความเก่าและใหม่ บทกวีเก่าและที่เขียนใหม่ มารวบรวมไว้เพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์สำคัญ ทางการเมือง 4 ครั้งซึ่งเกิดขึ้นกลางกรุงเทพมหานคร เหตุการณ์ซึ่งสามารถระบุได้ว่าเป็น “อาชญากรรมรัฐ”

เป็นงานเขียนของ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ กับ เสน่ห์ จามริก และ ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ตัวหนังสือที่จะกลาย เป็นตัวหนังสือประวัติศาสตร์ ที่เราท่านทั้งหลายซึ่งยังมีชีวิตควรสามารถพินิจพิเคราะห์ความจริงแท้ มิใช่รอให้รุ่นหลาน เป็นผู้รื้อฟื้นข้อเท็จจริงที่ปู่ย่าอยู่ร่วมเหตุการณ์มิอาจยอมรับข้อเท็จจริง

แต่จะว่าไป ข้อเท็จจริงแม้จะยังแยกได้ว่าเป็นข้อเท็จจริงของใครของฝ่ายใด ก็ยังควรต้องค้นหามารับรู้ให้ถ้วนทั่ว รอบด้านอยู่นั่นเองว่า ข้อเท็จจริงเหล่านั้น บอกถึงพฤติกรรมความจริงลักษณะใดบ้าง นี่เรียกว่าการเรียนรู้

มิใช่ยอมอยู่ในเงาฝ่ามือเดียวบังฟ้า ไม่ยอมให้ค้นหาข้อเท็จจริง.

บรรณาลักษณ์

บทความก่อนหน้านี้เขื่อนวชิราลงกรณ ลดการระบายน้ำเหลือ 20 ล้าน ลบ.ม. ลดผลกระทบประชาชนอยู่ท้ายน้ำ
บทความถัดไปไฟไหม้โรงงานกระเป๋าพิมาย คอมพิวเตอร์ 15 เครื่อง และกระเป๋าเตรียมส่งออกต่างประเทศวอดหมด