ร.4 ที่ชาวสยามไม่รู้จัก จากปากกาแหม่มแอนนา

สำหรับคนส่วนมาก ที่ผ่านโรงเรียน เป็นนักเรียนนักศึกษามาแล้ว เอ่ยชื่อ แหม่มแอนนา ขึ้นมา น้อยนักที่จะไม่รู้ว่า คือแหม่มแอนนาที่เกี่ยวข้องกับ พระเจ้ากรุงสยาม เนื่องจากในสังคมนี้ นามสตรีผู้นี้ผูกติดอยู่กับพระองค์

ทั้งยังเป็นนามที่คนไทยร่วมสมัยแต่ไหนแต่ไรไม่ค่อยสบอารมณ์นัก เนื่องจากนิยายของ มาร์กาเรท แลนดอน เรื่อง “แอนนา แอนด์ เดอะ คิง ออฟ สยาม” (2587) ซึ่งดัดแปลงจากงานเขียนสองเล่มของ แอนนา แฮเรียต ลีโอโนเวนส์ คืออัตชีวประวัติ “ดิ อิงลิช กอฟเวิร์นเนส แอท เดอะ ไซมีส คอร์ท” (The English Governess at the Siamese Court 2413) กับเรื่องเล่า “เดอะ โรมานซ์ ออฟ เดอะ ฮาเรม” (The Romance of the Harem 2415) กลายเป็นนิยายซึ่งถูกนำไปสร้างเป็นละครเพลงเวทีบรอดเวย์จนโด่งดังเรื่อง “เดอะ คิง แอนด์ ไอ” เป็นที่นิยม จนแสดงติดต่อกันยาวนานถึง 1,246 รอบ และได้รับรางวัลโทนีประจำปี 2495 จนต้องไปสร้างต่อเป็นภาพยนตร์ปี 2499 ที่ทำให้นักแสดงจากเวทีละครเรื่องเดียวกันนี้กลายเป็นดาราดัง ยูล บรินเนอร์ คว้าออสการ์ดารานำชาย นอกเหนือออสการ์อีก 4ตัว จนคนแทบจำชื่อ เดบอราห์ คาร์ ดาราดังก่อนบรินเนอร์ที่สวมบทแหม่มแอนนาไม่ได้

แต่หนังและละครซึ่งได้รับความนิยมทั้งจากการแสดงและเพลงไพเราะเรื่องนี้เอง ที่ไม่ค่อยสบอารมณ์คนไทย เมื่อเข้ามาทดลองฉายที่โรงภาพยนตร์เฉลิมเขตร์โดยผ่านการพิจารณาจากแผนกพิจารณาภาพยนตร์ กรมตำรวจ เมื่อเดือนตุลาคม 2499 แต่ไม่ได้รับอนุญาตให้ฉาย จากคำสั่งของจอมพล ป. พิบูลสงคราม เนื่องจากเรื่องราวไม่ตรง ข้อเท็จจริง โดยเฉพาะเมื่อเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์

เอ่ยชื่อแหม่มแอนนาขึ้นมาในสังคมไทย ความรู้สึกของผู้คนที่ได้ยินหรือสนทนาถึง จึงเป็นลบเสียส่วนมาก

แต่จะมีสักกี่คนที่ได้อ่านหนังสือทั้งสองเล่มของแหม่มแอนนา หรืออยากอ่านให้รู้กับตาว่าเธอเขียนอะไร ถึงได้กลายเป็นนิยายและหนังซึ่งให้ภาพราชสำนักไทยพิลึกพิลั่นไปถึงขนาด คนไทยไม่สบอารมณ์ได้อย่างนั้น

แม้ตลอดครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา การพูดถึงแลนดอนกับแหม่มแอนนา จะมีประเด็นให้รู้เห็นเป็นระยะ แต่ก็ยังสงสัยกันอยู่นั่นเองว่า จะมีคนเคยอ่านหนังสือของแหม่มสองเล่มนี้ กับนิยายของแลนดอนสักกี่คน และมีความตั้งใจที่จะนำหนังสือทั้งสามเล่มเข้ามาในกระบวนการศึกษา เพื่อเรียนรู้ทั้งมิติของวรรณกรรม และประวัติ ศาสตร์ เพื่อเกิดความเข้าใจในแง่มุมต่างๆให้กว้างขวางขึ้นมากกว่าการเป็นเรื่องเล่าตามกันมา หรือไม่

ไม่มี เช่นเดียวกับความไม่สนใจเรียนรู้เรื่องตัวเอง จากงานบันทึกต่างๆของชาวต่างชาติเกี่ยวกับสยาม

น่าแปลกที่เมื่อโลกมาถึงวันนี้ ที่การเรียนรู้ก้าวไกลมามากจากจุดเริ่มต้นของเรื่องต่างๆ ข้อมูลสารพัดถูกตีความ รอบด้านขึ้นกว่าเดิม แต่ความอยากรู้อยากเรียนยังสู้ยุคที่แหม่มแอนนาตกลงเดินทางมาเป็นครูที่บางกอก ในราชสำนักสยาม ไม่ได้

ยุคที่หนังสือ วัวยาจ ดองส์ เลส์ รัวยอมส์ เดอ สยาม, เดอ กัมโบ้ด, เดอ ลาว เอท์ โอทเตรอะส์ ปาร์ตีส์ ซองตราลส์ เดอ แลงโดจีน (Voyage dans les Royaumes de Siam, de Cambodge, de Laos et autres parties centrales de l’Indochine 2411) ของ อองรี มูโอท์ ผู้นำภาพนครวัดออกเผยสู่โลก

จนแหม่มแอนนาอดไม่ได้ ที่จะเปรียบเทียบความความคาดหมายของตน ซึ่งกำลังเดินหน้าสู่โลกที่ไม่เคยรู้จัก กับงานของนักผจญภัยเรืองนาม ผู้เคยเข้าเฝ้ากษัตริย์สยามก่อนหน้าเธอไม่นานผู้นี้

และไม่ว่าเรื่องที่เธอบันทึกประสบการณ์สำคัญของตัวเอง ซึ่งสำคัญกับผู้คนในแผ่นดินที่เธอได้รับประสบการณ์นั้นเช่นเดียวกัน จะจริงเท็จอย่างไร แต่งานสองเล่มของเธอดังกล่าว ก็เป็นสิ่งทดสอบขันติและโยนิโสมนสิการของผู้คนในดินแดนนี้อย่างยิ่งยวด โดยเฉพาะการเพิ่มพูนสติปัญญาในการเรียนรู้

บัดนี้ ‘อ่านสยามตามแอนนา’ งานแปลหนังสือเล่มแรกของแหม่มโดย สุภัตรา ภูมิประภาส และ สุภิดา แก้วสุขสมบัติ พร้อมจะให้นักอ่านและผู้สนใจใคร่รู้เกี่ยวกับตัวเอง ได้ทดสอบความที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว

หนังสือแปล 434 หน้า ซึ่งอุ้มเรื่องราวยากแก่การรู้เห็นไว้หนักหนา หากไม่ได้อยู่ในสถานะของผู้เขียน ที่เป็นคนนอกซึ่งอยู่ในวงใน รู้เรื่องราวข้างในได้มากกว่าใคร แม้จะเป็นคนในด้วยกันเองก็ตาม และยังออกมาบอกให้รู้

สิ่งที่หลายคนอยากรู้คล้ายคลึงกันก็คือ แอนนาเห็น คิงมงกุฏ อย่างไร จึงทำให้แลนดอนนำไปวาดเป็นนิยาย จนกลายเป็นหนังเป็นละครให้คนไม่น้อยสนุกสนานเพลิดเพลิน ขณะเดียวกับคนอีกไม่น้อยไม่สนุกไปด้วยได้

ข้อใส่ใจในการอ่านหนังสือน่ารู้เล่มนี้ คือการพิเคราะห์ที่จะแยกข้อมูลในเรื่องออกเป็น 3 ประเภทดังที่ผู้แปลแนะ

คือ 1. ข้อมูลที่แอนนาประสบเองระหว่างการใช้ชีวิต 5 ปีเศษในสยามและในวังหลวง

2. ข้อมูลที่ผู้เขียนศึกษา ก่อนมาถึงสยามและหลังออกจากสยามไปแล้ว เช่นประวัติศาสตร์ ศาสนา พิธีกรรม ซึ่งนักอ่าน “เอาเรื่อง” คงรู้สึกและคิดเช่นเดียวกับผู้แปล คือเธอหาเรียนมาจากไหน อยากไปถึงที่มาของข้อมูลเหล่านั้น เช่นเดียวกับเธอด้วย

3. ข้อมูลจากการบอกเล่าของชาวสยามที่เธอมีปฏิสัมพันธ์ด้วย ซึ่งผู้แปลคาดว่า ไม่น่าจะเป็นผู้สันทัดแตกฉาน ภาษาอังกฤษพอ เหมือนกับที่เธอไม่สันทัดแตกฉานภาษาไทย ซึ่งมีที่ผิดพลาดคลาดเคลื่อนอยู่ไม่น้อย
อย่างไรก็ตาม ผู้แปลเห็นว่า งานของแอนนาก็เช่นเดียวกับชาวต่างชาติร่วมสมัย ซึ่งแสดงมุมมองต่อสิ่งที่ประสบ อย่างตรงไปตรงมาจากจุดยืนอันแตกต่างกันอย่างมาก ทั้งวัฒนธรรมและความเชื่อ โดยเฉพาะเมื่อ 150 กว่าปีที่แล้ว

จึงด้วยประการหลังสุดนี่เอง ที่ท้าทายการอ่านอย่างสำคัญ ต่อสิ่งซึ่งเธอพบเห็นและต่อตัวบุคคลในราชสำนัก “คิงมงกุฎ” ในหนังสือ คือคิงมงกุฎที่เธอเห็น “จริง” หรือ

ช่วยหาหนังสือเล่มนี้มาอ่านกันมากคนหน่อยเถิด เพื่อตรวจสอบ ทบทวน ความคิดอ่านและปฏิกิริยาตัวเอง ว่าเรื่องทั้งหลายในเล่ม กระทบกระบวนการรับรู้มาแต่เดิมของเราอย่างไร เรามีความคิดแบบไหน กับข้อมูล รายละเอียดในหนังสือ มีความคิดเห็นอย่างไรต่อผู้เขียน และเรื่องเหล่านั้นสะเทือนความคิดของเราอย่างไร
เมื่อการถ่ายภาพวิถีตะวันออกของเธอจากบุคคล สถานที่ สภาพแวดล้อม อันเปี่ยมด้วยสีสันชีวิตที่มีเลือดเนื้อ ลมหายใจ แม้จะด้วยสายตาที่ผิดแผก จุดยืนที่แตกต่าง ประกอบเป็นคำพิจารณาตัดสินของตัวเอง ซึ่งอาจไม่รอบด้าน เป็นธรรมพอต่อฝ่ายถูกพิจารณา

อย่างน้อยผู้อ่านได้เห็นและรับรู้การมองอีกด้านจากชาวต่างชาติ ซึ่งแน่นอนว่า เป็นเรื่องไม่เคยเห็น ไม่เคยรับรู้ ว่าคนนอกที่มีโอกาสได้อยู่วงในนั้น ได้เห็นอะไร

เรายังรู้สึกได้ถึงความเป็น “นางเอก” ของแอนนา ตั้งแต่โอกาสแรกที่เข้าเฝ้า จากคำโต้ตอบในการปฏิสันถาร กับคิงมงกุฎ รู้สึกถึงความนิยมชมชื่นที่เธอมีต่อกษัตริย์องค์รองในหลายๆทาง กระทั่งการใช้ภาษาอังกฤษที่คล่องแคล่วกว่าพระเชษฐา ตลอดจนความเห็นด้านลบที่เธอเห็นว่าพระเชษฐาคอยระแวดระวังพระอนุชา ทั้งที่อีกฝ่ายคอยเกื้อกูล

เราได้เห็นความตั้งใจ เอาพระทัยใส่หามรุ่งหามค่ำ จริงจังในการเรียนภาษาอังกฤษ จากคำค่อนว่าของผู้เขียน
โดยเฉพาะภาษาของผู้แปล ที่ได้ตัวอย่างจริงจากแอนนา ถึงคำที่ ร.4 ทรงสงสัยว่าจะแปลบางคำที่ความหมายคล้ายคลึง หรือกำกวมใกล้เคียงกัน ให้หมดจด ผิดแผกกันแม้แต่น้อยนิดอย่างไร ซึ่งได้ช่วยกันแปลให้ผู้อ่านเห็นกระจ่างหลายคำนั้น ยิ่งแสดงถึงความใส่พระทัยต่อการสื่อสารที่ถูกต้องต่อผู้รับสารขนาดไหน และยิ่งมีตัวอย่างชุดจดหมายเหตุ ร.4 ที่ทรงเขียนคำประกาศต่างๆต่อสาธารณะอย่างสละสลวยขัดเจนด้วยพระองค์เอง ให้เปรียบเทียบ จึงยิ่งแสดงความพิถีพิถันในการใช้ภาษาของพระองค์ให้เห็น ไม่ว่าจะเป็นอังกฤษหรือไทยก็ตาม ในขณะที่แหม่มเห็นพระทัยใส่ในพระองค์เรื่องนี้ ในอีกแง่มุม

เรายังอยากรู้ที่มา เมื่อเธอย้ำสองครั้งถึงการขึ้นครองราชย์ของพระเชษฐาต่างมารดา ว่าพระมารดามีส่วน ช่วยเหลือสำคัญอย่างไร นอกเหนือสภาขุนนางเห็นชอบ ซึ่งทำให้ต้องทรงออกบวชนานถึง 27 ปี

และก่อนพระเชษฐาสวรรคต ทรงขุ่นเคืองขนาดไหน ที่ราชโอรสองค์โตไม่ได้รับการสนับสนุนให้ขึ้นครองราชย์
ทุกเรื่องที่ผู้เขียนถ่ายทอด ล้วนมีคุณค่าต่อการศึกษา เรียนรู้ ผู้คน ความเชื่อ ไสยศาสตร์ ศาสนา พระราชพิธี สาวสนมกรมใน มเหสี ฮาเรมมหาเสนาบดี โรงเรียนในวัง วัดพระนอน วัดพระแก้ว ฯลฯ บางทีประเด็นอาจไม่ได้อยู่ที่ “จริง” หรือ “ไม่จริง” แต่อยู่ที่เราได้อ่าน และได้รับรู้ข้อมูลทั้งหมดนั้นหรือยัง และเมื่ออ่านหรือรับรู้แล้ว เราคิดอ่านอย่างไรกับข้อมูลเหล่านั้น ดังได้กล่าวมาแล้ว

แม้เพียงตั้งใจอ่านเอาความเพลิดเพลิน อ่านเพราะอยากรู้ สิ่งที่ได้รับกลับจะมากยิ่งกว่าความเพลิดเพลิน หลายเท่านัก ต้องหาอ่านดู

พยาธิ เยิรสมุด

บทความก่อนหน้านี้แมนฯยูฟังไว้นะ ‘โปเช็ตติโน่’ ขออยู่กับสเปอร์สไปยาวๆ
บทความถัดไปปันจักสีลัตไทยกวาดแล้ว 6 แชมป์โลก ศึกชายหาดที่ภูเก็ต