ปาฏิหาริย์ร้านชําของคุณนามิยะ … ความหวัง ความฝัน และคุณค่าของการมีชีวิต

“เสียดายมาก ที่เพิ่งมาอ่าน”

นี่คือความรู้สึกแรกๆ เลยที่วาบขึ้นมาในห้วงคิด หลังจากปิดหน้าสุดท้ายของ “ปาฏิหาริย์ร้านชําของคุณนามิยะ”

จริงๆ เคยมีใครหลายคนบอกว่านิยายเรื่องนี้ดีมาก แต่อาจเพราะช่วงนี้ตลาดหนังสือไทยเต็มไปด้วยนิยายแนวฟีลกู๊ดจากญี่ปุ่นเต็มไปหมด หันไปทางไหนก็เจอจนบางทีก็รู้สึกเฝือ และคิดว่าเล่มนี้ก็คงจะหนีไม่พ้นฟีลกู๊ดทั่วไปอีกตามเคย

แต่นั่นล่ะ ถึงกับต้องขอโทษขอโพยผู้เขียนในใจหลังอ่านจบ ที่เบื้องต้นอคติไปนิดหน่อยจนเพิ่งหยิบอ่าน และสำหรับเราแล้ว “ปาฏิหาริย์ร้านชําของคุณนามิยะ” ผลงานของ Higashino Keigo (ฮิงาชิโนะ เคโงะ) นักเขียนชื่อดังจากประเทศญี่ปุ่น และแปลโดย กนกวรรณ เกตุชัยมาศ จากน้ำพุสำนักพิมพ์ กลายเป็น 1 ในเล่มประทับใจของปีนี้ไปโดยปริยาย เพราะความฟีลกู๊ดแบบไม่ธรรมดาของเรื่องเล่าที่ดูแฟนตาซีมากๆ ในเล่มนี้ล่ะ

เรื่องราวทั้งหมดเริ่มต้นขึ้นในกลางดึกคืนหนึ่ง เมื่อหัวขโมย 3 คนได้หลบหนีตำรวจเข้าไปแอบในบ้านร้างหลังหนึ่ง ที่เคยเป็นร้านขายของชำมาก่อน และพวกเขาพบว่าที่นี่เคยเป็นสถานที่ๆ มีชื่อเสียงในอดีต เพราะ “คุณตานามิยะ” เจ้าของร้านที่ล่วงลับไปนานกว่า 40 ปีแล้ว  เคยเป็นที่ปรึกษาปัญหาต่างๆ ทั้งปัญหาความสัมพันธ์ ปัญหาชีวิต ปัญหาหัวใจทุกรูปแบบ ด้วยการสื่อสารผ่านจดหมายที่ถูกนำมาหย่อนไว้ในกล่องไปรษณีย์หน้าร้าน และคุณตาก็จะตอบกลับไปโดยใส่จดหมายตอบไว้ในกล่องนม

จู่ๆ ระหว่างที่พวกเขากำลังวางแผน เพื่อหลบหนีในตอนเช้าก่อนพระอาทิตย์ขึ้นนั้น ก็ได้ยินเสียงกระดาษหล่นดังปุ๊!! ลงในกล่องไปรษณีย์หน้าร้าน

เป็นจดหมายจากอดีต ที่ส่งมาเพื่อปรึกษาปัญหากับคุณตานามิยะ

… ร้านชำร้างแห่งนี้ เป็นประตูเชื่อมกาลเวลาในมิติที่ต่างกันไป จดหมายเหล่านั้นเดินทางมาจากอดีต และกลายเป็นสถานการณ์ที่ทำให้หัวขโมยทั้ง 3 คนที่ชีวิตนี้ถูกตราว่าเป็นลูซเซอร์เสมอมา เป็นคนที่ไร้ประโยชน์ ต้องมาตอบจดหมาย และเป็นจดหมายที่เปลี่ยนชีวิตของใครหลายคนทั้งในปัจจุบันและอนาคตไปตลอดกาล รวมถึงพวกเขาด้วย

 

ความโดดเด่นมากๆ ของ “ปาฏิหาริย์ร้านชําของคุณนามิยะ” คือการก่อร้างสร้างความหวัง ขึ้นมาจากความแตกสลายในชีวิตของแต่ละตัวละคร

ทั้งที่โดยนัยของนิยายคือการผายมือไปถึงความหวังในชีวิต ทว่าตัวละครต่างๆ ในเรื่องนี้ไม่ใช่สายฟีลกู๊ด มองโลกในแง่ดี โลกสวยงามอะไรสักเท่าไหร่เลย เป็นตัวละครที่มีความเป็นมนุษย์สูงมาก มีความแหว่งวิ่นสูงจนเราเองยังรู้สึกราวกับว่าเป็นคนในโลกจริงๆ โลกแบบที่นี่ไงล่ะ ชีวิตมันก็เจออะไรแบบนี้กันทั้งนั้น มันจะไม่มีใครในนิยายคอยมาบอกว่า โลกนี้ช่างสวยงาม มองโลกในแง่บวกเข้าไว้เถอะนะ พลังบวกงดงามเสมอ ชีวิตช่างแสนดีเหลือเกิน เก็บประโยคเหล่านี้ไปให้หมดเลย ไม่ปรากฏเลยสักนิด แม้แต่ในจดหมายที่คุณนามิยะตอบกลับไปก็ไม่ปรากฏความฟีลกู๊ดในเซนส์นี้

สิ่งที่ผู้เขียนสร้างขึ้นมาในนิยายเรื่องนี้ คือการมองโลกในแง่จริง และแก้ปัญหาไปตามความเป็นจริง เพื่อประกอบสร้างชีวิตให้เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาอีกครั้ง

ตัวละครในนิยายเรื่องนี้ล้วนเจ็บปวดและสูญเสีย ซึ่งแน่นอนว่าควรจะเป็นอย่างนั้น ไม่งั้นจะเขียนจดหมายมาปรึกษาคุณนามิยะทำไม การที่นักเขียนวางพล็อตไว้แบบนี้เป็นส่วนที่ขับให้เรื่องโดดเด่นมาก ความแตกสลายที่ปรากฏ สุดท้ายช่วยซ่อมและสร้างชีวิตอีกครั้ง ให้เป็นชีวิตที่มีควมหวัง มีความฝัน บนพื้นฐานของการเข้าใจความจริงและความเป็นไปของโลก โดยไม่ได้มาชี้นิ้วบอกโต้งๆว่า ชีวิตมีคุณค่านะ เราต้องเห็นคุณค่าของมันซิ อย่าทำนั่น อย่าทำนี่ แต่เรื่องราวของทุกตัวละคร กลับทำให้เราค่อยๆ ซึมซับถึงคุณค่าของชีวิตด้วยความรู้สึกของเราเอง

“ปาฏิหาริย์ร้านชําของคุณนามิยะ” มียอดขายทั่วโลกมากกว่า 13 ล้านเล่ม และถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ทั้งในประเทศญี่ปุ่นและประเทศจีน

ไม่แปลกใจเลยกับความสำเร็จนี้ เพราะเป็นนิยายที่ส่งพลังให้คนอ่านได้มากจริงๆ

…………..

สิรนันท์ ห่อหุ้ม

บทความก่อนหน้านี้คลังเผยคนเริ่มควักจ่าย‘ชิมช้อปใช้’กระเป๋า 2 เพิ่มขึ้น 10 เท่า ช่วง 1 เดือนยอดพุ่งวันละ 353 ล.
บทความถัดไปคนตามข่าว : จิราพร ลิ้มปานานนท์ รับไม่ได้-ไขก๊อก กก.วัตถุอันตราย