ตาสว่าง …จากกระสุนในวันนั้น สู่ปรากฏการณ์ตาสว่างในวันนี้

ภาพจาก @anthroaddict

ท่ามกลางความแตกร้าวแบ่งฝักฝ่ายอย่างรุนแรงของสังคมไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ภูมิทัศน์ของสังคมไทยได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง มีงานมากมายที่เขียนขึ้นมาเพื่อเล่าถึงเรื่องราวดังกล่าว ทั้งในโทนที่ศึกษาจริงจังอย่างงานวิชาการ งานสารคดี หรือการใช้จินตนาการของเรื่องเล่ามาเป็นเครื่องมืออย่างวรรณกรรม กราฟฟิค งานศิลปะต่างๆ

แต่เรายังไม่เคยเจอ “นิยายภาพ” หรือ Graphic Novel ที่เจ๋งขนาด “ตาสว่าง” ซึ่ง นันธวรรณ์ ชาญประเสริฐ แปลมาจาก IL RE DI BANGKOK ผลงานเขียนของ เคลาดิโอ โซปรานเซ็ตติ (Claudio Sopranzetti) นักมานุษยวิทยา, เคียรา นาตาลุชชี (Chiara Natalucci) นักแปล และซารา ฟับบรี (Sara Fabbri) นักวาดภาพประกอบ มาก่อนเลย

ตาสว่างเล่าเรื่องของ “นก” มอเตอร์ไซค์รับจ้างชาวอุดรธานี ผู้เข้ามาแสวงหาชีวิตที่ดีในเมืองหลวงช่วงกลางทศวรรษ 2520 และชีวิตของเขาก็ถูกเหวี่ยงด้วยแรงลมของการเมืองที่พัดเพในแต่ละยุคสมัย
นิยายภาพเรื่องนี้ จึงใช้ฉากหลังเป็นเหตุการณ์ทางสังคมการเมือง ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยตั้งแต่ทศวรรษ 2520 ถึง ทศวรรษ 2550 โดยเป็นส่วนผสมระหว่างการศึกษาด้านมานุษยวิทยา ประวัติศาสตร์การเมืองไทยร่วมสมัย ศิลปะการประพันธ์ และงานกราฟิค

วิธีการวางฉากหลังในลักษณะดังกล่าว ทำให้แม้ว่าจะมีความเป็นเรื่องแต่ง แต่ก็ไม่ได้ละทิ้งข้อเท็จจริงและการค้นคว้าทั้งทางประวัติศาสตร์และมานุษยวิทยา เพราะคณะผู้แต่ง ตาสว่าง ได้ศึกษาค้นคว้าทางด้านมานุษยวิทยาในประเทศไทยเป็นเวลาสิบปี บวกกับบทสัมภาษณ์กว่าร้อยชั่วโมง โดยได้เข้ามาอาศัยอยู่ไทยเมื่อปี พ.ศ. 2558 และทำคลังข้อมูลทั้งในรูปแบบของภาพถ่ายและฟิล์มภาพยนตร์ กว่า 5,000 รายการ โดยใช้เอกสารจากหอสมุดแห่งชาติ หอภาพยนตร์ และงานสะสมส่วนบุคคลของนักประวัติศาสตร์ท้องถิ่น

ทั้งหมดก็เพื่อสร้างชีวิตของผู้ชายคนหนึ่งให้เกิดขึ้น ผู้ชายที่เอ่ยในเรื่องนี้ว่า …

“ผมเสียใจที่สูญเสียดวงตา เเต่เสียใจแทนเมืองไทยมากยิ่งกว่า ประเทศของเราต่างหากที่ตกอยู่ในความมืดมิดไร้ความยุติธรรม”

นกตาบอดจากการถูกยิงในการสลายการชุมนุมเมื่อปี 2553 ระหว่างนั้นเขาเป็นมอเตอร์ไซค์รับจ้างที่เข้าร่วมชุมนุมในฐานะเสื้อแดงพร้อมกับครอบครัว คือภรรยาที่หอบหิ้วกันมาจากอุดรธานีเพื่อใช้ชีวิตในกรุงเทพด้วยความหวังว่าจะมีชีวิตที่ดีกว่าเดิม และลูกชายวัยรุ่น

ทว่าในวันที่เขาตาบอด เขากลับรู้สึกว่าตัวเอง “ตาสว่าง” และมองเห็นความจริงหลายอย่างของสังคมไทย ที่เคยถูกอำนาจและความหวังบดบังไป

เป็นเรื่องยากมาก ที่จะเขียนงานเกี่ยวกับการเมืองให้คงสถานะแบบข้อเท็จจริงล้วนๆ เป็นข้อเท็จจริงที่ไม่ว่าจะฝักฝ่ายไหนก็ปฏิเสธไม่ได้ เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่เริ่มเรื่องแนวนี้มักจะถูกแปะป้ายทันที ถ้ามีความคิดเห็นแย้งหรือแตกต่างจากผู้ที่ถูกแปะป้าย แต่สำหรับ Graphic Novel สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจมากๆ คือการไม่มีน้ำเสียงของการตัดสิน หรือการใส่ทัศนคติทางการเมืองของผู้เขียนลงไปอย่างชัดเจนเหมือนอย่างงานแนววรรณกรรมหลายๆ เล่มที่เคยผ่านตามา ซึ่งเข้าใจว่าเป็นเพราะองค์ประกอบสำคัญ 3 อย่าง คือ 1. ใช้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงทางประวัติศาสตร์ เป็นประวัติศาสตร์ร่วมที่ปฏิเสธไม่ได้เลยของสังคมไทยมาเป็นแบ็คกราวด์ 2. วิธีการค้นคว้าข้อมูลที่ใช้ทั้งทางประวัติศาสตร์และทางมานุษยวิทยา และ 3. การเลือกเล่าเรื่องด้วยวิธีแฟลชแบ็ค คือการเล่าสลับไปมาระหว่างอดีตกับปัจจุบัน

แม้ว่าจะเลือกใช้ตัวละครที่เป็นชนชั้นล่างของสังคม เป็นชนชั้นแรงงานที่ยากจน แต่ผู้เขียนไม่ได้พยายามที่จะสร้างให้ตัวละครกลายเป็นผู้ถูกกระทำหรือผู้กระทำเท่านั้น แต่วางให้เป็น “ประชาชนคนธรรมดา” ที่มีความผันแปรของมุมมอง วิธีคิด และชีวิตที่เกี่ยวข้องการจัดการความเหลื่อมล้ำที่ค้ำคอคนอยู่ของรัฐ ที่ไม่ใช่แค่รัฐบาลใดรัฐบาลหนึ่ง

กระสุนในวันสลายการชุมนุม 2553 ไม่ได้เจาะเพียงร่างกาย แต่เจาะความเชื่อมั่นในศักยภาพในสิทธิของตน เสรีภาพของตน ความตื่นรู้ ความตระหนักถึงตัวตนทางการเมือง เพราะที่สุดแล้วไม่ว่าจะรัฐบาลใด ในโครงสร้างที่บิดเบี้ยวของรัฐไทย ชนชั้นล่าง ชนชั้นแรงงาน ก็เป็นเพียงหมากทางอำนาจ เป็นเบี้ยล่างทางการเมือง ที่มีไว้เพื่อการต่อรองของขั้วอำนาจต่างๆ เท่านั้น เพราะทุกอย่างมันไม่ใช่เรื่องของรัฐบาล แต่มันคือปัญหาเชิงโครงสร้าง ที่หลายครั้งถูกเซนเซอร์จากสังคมไปโดยปริยาย นกได้รู้ว่า อิสระก่อนหน้านี้คือ ‘ภาพลวงตา’ และ ‘ภาพลวงตา’ กลับมาตอกย้ำภาวะ ‘ตาสว่าง’ อีกครั้งหลังรัฐบาลที่เขาสนับสนุนชนะการเลือกตั้งในปี 2558
ทันทีที่ตาสว่าง เขากลับมองเห็นประเทศที่ตนอาศัยอยู่ช่างมืดมน ไม่มีทางออก ไม่มีที่พึ่ง ไม่มีความยุติธรรม ไม่มีสิ่งซึ่งสามารถไว้วางใจ ทุกสิ่งที่เคยมองเห็นล้วนแต่เป็นเพียง ‘ภาพลวงตา’

เป็นกระสุนทำให้เขา ‘ตาบอด’ และ ‘ตาสว่าง’ ภายในนัดเดียว

เราไม่แปลกใจเลย ที่หนังสือเล่มนี้จะขึ้นท็อปชาร์ตติดอันดับขายดีทันที หลังจากวางร้านหนังสือได้เพียงไม่กี่วัน ท่ามกลางความตื่นตัวทางการเมืองของคนรุ่นใหม่ ตาสว่างมาได้ถูกจังหวะอย่างที่สุด

เป็นไปไม่ได้ ที่จะสู้กับความอยุติธรรมในปัจจุบัน โดยที่ไม่รู้ว่าความอยุติธรรมที่ใครหลายคนเคยเจอมาในอดีตคืออะไร เพราะทุกอย่างล้วนเชื่อมโยงกัน ความเหลื่อมล้ำขยายตัวมากขึ้นทุกวัน แม้ความรุนแรงของการใช้อำนาจของรัฐมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบในบางอย่าง แต่หลายอย่างก็ยังคงอยู่ และยังคงเป็นความรุนแรงต่อประชาชนคนตัวเล็กตัวน้อยเช่นเดิม

………………………………………………….

สิรนันท์ ห่อหุ้ม

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้8 กำปั้นไทยคั่วตั๋วต่อยโอลิมปิกหากชนะก่อนรองฯหมดยกบุก ‘โตเกียว’
บทความถัดไป‘แทค ภรัณยู’ งงใช้งบ 225 ล้าน อบรมทำหน้ากากอนามัย แนะหาดูตามยูทูบก็ได้