เปิดตัว 3 เล่มเด่นการเมืองไทย-อาเซียน ชี้ รัฐประหาร 49 ทำ ‘สถาปัตย์คณะราษฎร’ สู่สปอตไลต์ เปิดโมเดลปฏิวัติผ่าน ‘คูหา’ ค้นปมสร้างชาติตามรอยอาทิตย์อุทัย

เปิดตัว 3 เล่มเด่นการเมืองไทย ‘ชาตรี’ ชี้ หลังรัฐประหาร 49 ทำ ‘สถาปัตย์คณะราษฎร’ สู่สปอตไลต์ทางการเมือง ‘ประจักษ์’ ชวนอ่านพลวัตรเลือกตั้ง 3 เพื่อนบ้าน เปิดโมเดลเรียนรู้ปฏิวัติผ่านคูหา ‘ชาญวิทย์’ ชื่นชม ‘ตามรอยอาทิตย์อุทัย’ ค้นลึกอุดมการณ์คณะราษฎรสร้างชาติ

เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน ที่มติชนอคาเดมี หมู่บ้านประชานิเวศน์ 1 เขตจตุจักร กรุงเทพฯ มีการจัดงาน ‘เปิดโกดัง Book Wonder’ เป็นวันแรก บรรยากาศทั่วไปมีผู้สนใจเข้าเลือกซื้อหนังสืออย่างคึกคัก โดยบางส่วนมารอตั้งก่อนเริ่มงานในเวลา 10.00 น. ซึ่งผู้จัดงานเตรียมมาตรการสกัดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 อย่างเคร่งครัด โดยวัดอุณหภูมิร่างกายก่อนเข้าพื้นที่จัดงาน ให้บริการเจลล้างมือ รวมถึงมีการแจกบัตรคิวบริเวณจุดคัดกรอง โดยอนุญาตให้เข้าครั้งละ 50 คน ส่วนที่เหลือจัดจุดสำหรับนั่งรอ ซึ่งผู้ร่วมงานให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี

ภายในงานมีการจำหน่ายหนังสือหลากหลายประเภท ทั้งประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม การเมือง การต่างประเทศ นิยาย เรื่องสั้น วรรณกรรมแปล และอีกมากมาย นอกจากนี้ ยังมีชุด หนังสือหายาก (Rare Item) ผลงาน ศ.ดร. นิธิ เอียวศรีวงศ์ , ชุดหนังสือหายากของ ดร. วีรพงษ์ รามางกูร, หนังสือในโปรโมชั่นพิเศษ ชุด 3 หนังสือการเมืองเล่มใหม่ ประจำเดือนมิถุนายน โดยลดราคาสูงสุดถึง 75% รวมถึงหนังสือราคาพิเศษเริ่มต้นที่ 10 บาท

ต่อมา เวลาประมาณ 12.30 น. ที่ร้านเบรนเวค ภายในอาคารมติชนอคาเดมี สำนักพิมพ์มติชนจัดเสวนา ‘ปฏิวัติสู่ประชา-ธิปไตย’ เนื่องในการเปิดตัวหนังสือ ตามรอยอาทิตย์อุทัย แผนสร้างชาติไทยสมัยคณะราษฎร  , ศิลปะสถาปัตยกรรมคณะราษฎร และ When We Vote  ดำเนินรายการโดย ดร.ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์

ศาสตราจารย์ พิเศษ ดร. ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ผู้เขียนคำนิยมหนังสือ ตามรอยอาทิตย์อุทัย ผลงาน ผศ.ดร.ณัฐพล ใจจริง กล่าวว่า ผศ.ดร.ณัฐพลศึกษาค้นคว้าอย่างลึกซึ้งมาก เป็นหนังสือวิชาการที่คนทั่วไปสามารถอ่านได้ เหมาะแก่การอ่านก่อนเดินทางไปเยือนประเทศญี่ปุ่นหลังจบวิกฤตการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 เมื่อย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ พบว่าญี่ปุ่นเป็นประเทศในเอเชียที่คนไทยสยามชื่นชมมาก ตั้งแต่ในยุคที่ยังปกครองด้วยระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ซึ่งชนชั้นนำในช่วงกลางรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เคยทำคำกราบบังคมทูลว่าควรมีการปฏิรูปการปกครองแบบญี่ปุ่น ต่อมาในยุคหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง คณะราษฎรก็สนับสนุนให้ปัญญาชนหลายรายเดินทางไปศึกษาที่ประเทศญี่ปุ่น อาทิ กุหลาบ สายประดิษฐ์ หรือ ศรีบูรพา

“คนไทยสยามประทับใจญี่ปุ่นมาก มีญี่ปุ่นเป็นแม่แบบในหลายๆด้าน ย้อนไปในอดีต ไทยอยู่ในกระแสของโลก สมัยหนึ่งที่อินเดียเป็นมหาอำนาจ ก็เกิดภารตภิวัฒน์ อีกด้านคือจีน เกิดจีนาภิวัฒน์ พอฝรั่งขึ้นมาก็เป็นอัสดงคตภิวัฒน์ในยุคควีนวิกตอเรีย ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 4 จากนั้นเมื่อญี่ปุ่นผงาดขึ้นมา ไทยสยามก็ได้อิทธิพลญี่ปุ่น ตั้งแต่ยุค 2475 ถึงสงครามโลกครั้งที่ 2 กระแสญี่ปุ่นแรงมาก จอมพลป.พิบูลสงครามเข้าร่วมหัวจมท้ายกับญี่ปุ่น เมื่อ พ.ศ.2485 การทูตไทยเป็นตัววัดว่าใครเป็นมหาอำนาจของโลก ใครมีอำนาจเราก็ไปอิงกับเขา” ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.ชาญวิทย์กล่าว และว่า ไม่มีประเทศใดในโลกจะมีนิยายอย่างคู่กรรมซึ่งเป็นเลิฟสตอรี่ที่เกิดไม่ได้ในประเทศอื่น นอกจากคนไทยชอบญี่ปุ่น คนญี่ปุ่นก็ชอบคนไทยมาก อย่างไรก็ตาม ในประวัติศาสตร์ย่อมมีทั้งรักทั้งชัง จึงควรอ่านหนังสือเล่มนี้เพื่อให้รู้ ‘ข้างหลังภาพ’ เซลฟี่ของตนเองเวลาเดินทางไปเที่ยวญี่ปุ่น

ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.ชาญวิทย์กล่าวอีกว่า วันนี้ 27 มิถุนายน เป็นวันคล้ายวันสถาปนามหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง จึงรู้สึกดีใจที่มติชนจัดงานเสวนาในวันนี้ ชีวิตที่ผ่านมาเกือบ 80 ปี ตนค้นพบว่าที่สุดแล้วรัฐธรรมนูญฉบับที่ 1 คือ ‘แมกนา คาร์ตา’ ของไทย

ศ.พิเศษ ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ

รศ.ดร. ชาตรี ประกิตนนทการ อาจารย์คณะสถาปัยกรรมศาสตร์ ม.ศิลปากร ผู้เขียน หนังสือศิลปะสถาปัตยกรรมคณะราษฎร กล่าวว่า ตนรวบรวมข้อมูลเขียนหนังสือเล่มนี้ขึ้นในช่วงหลังการรัฐประหาร พ.ศ.2549 ต่อมาพิมพ์หนังสือเล่มนี้ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.2551 โดยศิลปวัฒนธรรมฉบับพิเศษ ในครั้งนั้นยังคิดว่าจะขายได้หรือไม่ เพราะคนไม่ค่อยรู้จักคณะราษฎร โดยศิลปะและสถาปัตยกรรมในกลุ่มนี้ในวงการรวมถึงตำราเรียนจะเรียกว่า ‘สถาปัตยกรรมสมัยใหม่’ แต่เมื่อเวลาผ่านไปไม่ถึง 10 ปี กลับกลายเป็นสัญลักษณ์ทางการเมืองร่วมสมัยอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ซึ่งการตีพิมพ์ครั้งที่ 2 นี้ มีการเพิ่มเติมบทความจำนวน 4 ชิ้น อธิบายชะตากรรมของศิลปะสถาปัตยกรรมในกลุ่มนี้ว่าเป็นอย่างไร

“ถ้าย้อนไปในการพิมพ์ครั้งแรก สถาปัตยกรรมคณะราษฎรยังไมได้เป็นสนามต่อสู้ทางการเมือง แต่ตึกกลุ่มนั้นคนรู้จักมานาน ในฐานะสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ที่สถาปนิกยุคแรกที่ไปเรียนจบจากเมืองนอกกลับมาสร้าง ในตำราเรียนก็ยังเรียกว่าสถาปัยกรรมสมัยใหม่ เดิมความสนใจของผมเองในตอนนั้นก็ยังไม่เกี่ยวกับคณะราษฎร แต่พอค้นคว้าเอกสารชั้นต้น ก็เจอแต่คณะราษฎร เจอเรื่องหลวงวิจิตรวาทการให้ไอเดียต่างๆเกี่ยวกับสถาปัตยกรรม ในการพิมพ์ครั้งที่ 2 เพิ่มบทความที่เขียนอธิบายถึงในประเด็นหลังรัฐประหาร 2549 ซึ่งทำให้ศิลปะสถาปัตยกรรมกลุ่มนี้ถูกดึงเข้าสู่สปอตไลต์ทางการเมือง จึงเกิดปรากฏการณ์ต่างๆ ผมมองว่ารัฐประหารครั้งนั้น ทำให้เกิดเงื่อนไขใหม่ 2 ประการ 1. ทำให้ประวัติศาสตร์คนเดือนตุลาและพฤษภาค่อยๆเลือนหายออกจากการเป็นสัญลักษณ์การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย เพราะแกนนำของเหตุการณ์กลับเข้าไปเห็นชอบกับรัฐประหาร 2549 ชี้ว่าไม่มีความคงเส้นคงวาของอุดมการณ์ 2. คนต้านรัฐประหาร 2549 ต้องการโมเดลใหม่ที่ขยับออกจาก 14 ตุลา จึงย้อนไปหาคณะราษฎร ในขณะที่ก่อนหน้านั้นเวลาคนจะเรียกร้องอะไรก็ย้อนไปถึงแค่เดือนตุลาเท่านั้น กรณีหมุดคณะราษฎร ก่อนรัฐประหาร 2549 เวลาจัดงานรำลึก ก็มีเพียงกลุ่มเล็กๆ และเป็นแนวรำลึกความหลัง แต่หลังรัฐประหารกลายเป็นการรำลึกโดยมีนัยยะทางการเมือง” รศ.ดร. ชาตรีกล่าว

รศ.ดร.ชาตรีกล่าวว่า สถาปัตยกรรมเป็นเหรียญอีกด้านของการเมือง โดยเฉพาะกลุ่มอาคารที่สร้างขึ้นโดยรัฐ อย่างไรก็ตาม คำว่าสถาปัตยกรรมคณะราษฎร ซึ่งเป็นการจัดกลุ่มตามอุดมการณ์ทางความคิด ในวงวิชาการน่าจะยังไม่ได้รับการยอมรับ แต่ได้รับความนิยมในนักศึกษาสายประวัติศาสตร์มากกว่าสายสถาปัตยกรรมซึ่งยังเรียกว่าสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ดังที่กล่าวมาข้างต้น

รศ.ดร.ชาตรี ประกิตนนทการ

ผศ.ดร.ประจักษ์ ก้องกีรตี อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ผู้เขียน ‘When We Vote  พลวัตรการเลือกตั้งและประชาธิปไตยในอาเซียน’ กล่าวว่า แรงบันดาลใจในการเรียบเรียงหนังสือเล่มนี้ มาจากการพูดคุยกับนักวิชาการประเทศเพื่อนบ้านซึ่งมีความรู้ในการเมืองไทยดีมาก รู้จักตัวละคร นักการเมือง เสื้อเหลือง เสื้อแดง ทักษิณ และกองทัพ จนทำให้ตนรู้สึกทึ่ง ในขณะที่เมื่อคุยเรื่องการเมืองในประเทศเพื่อนบ้าน นักวิชาการไทยเงียบ

“เรารู้เรื่องการเมืองของประเทศเพื่อนบ้านน้อย คนไทยอาจรู้สึกว่าไม่จำเป็นต้องรู้ แต่ในประเทศเพื่อนบ้านมีหนังสือภาษาอินโด มาเลย์ ฟิลิปปินส์ที่เกี่ยวกับการเมืองไทยเยอะมาก ผมพยายามหาหนังสือการเมืองอาเซียนภาษาไทยพบว่าเล่มสุดท้ายที่เขียนในภาพรวม คือผลงานของ อาจารย์สีดา สอนศรีและคณะเมื่อ 20 กว่าปีมาแล้ว ผมเคยมีอาจารย์ที่ปรึกษาซึ่งบอกให้ไปอ่านการเมืองฟิลิปปินส์แล้วจะเข้าใจการเมืองไทยมากขึ้น ซึ่งจริง และหลายอย่างก็เทียบเคียงกับอินโดนีเซียและมาเลเซียได้ ช่วงก่อนปี 2540 มีการเทียบไทยกับฟิลิปปินส์ ว่าเป็นคู่แฝดทางการเมือง กล่าวคือ มีระบบอุปถัมภ์แน่นหนา มีการซื้อเสียง พรรคการเมืองอ่อนแอแต่หลังการปฏิรูปการเมืองใน พ.ศ.2540 คนบอกว่าการไทยเป็นโมเดล นักวิชาการฟิลิปปินส์อิจฉาเราได้ 6-7 ปี แต่ตอนนี้ไม่อิจฉาแล้ว เพราะเราย้อนยุคไปก่อนปี 40 (หัวเราะ)”

ผศ.ดร.ประจักษ์ กล่าวว่า ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย 3 ประเทศนี้มีพลวัตน่าสนใจ มีแง่มุมที่นำมาเรียนรู้ได้ มาเลเซียน่าสนใจเป็นพิเศษ เพราะเกิดสึนามิทางการเมือง มีการปฏิวัติผ่านคูหาเลือกตั้ง เป็นโมเดลที่น่าสนใจ คนคิดว่าการเมืองในระบบไม่มีน้ำยา แต่มาเลเซียชี้ให้เห็นว่าทำได้ ถ้าฝ่ายค้านผนึกภาคประชาสังคม

“หนังสือเล่มนี้ไม่ดูการเลือกตั้งแค่เทคนิควิธีการ แต่ดูพลวัตรสังคม การเปลี่ยนแปลง ทำไมประชาธิปไตยมีพลวัตร การเลือกตั้งก็เหมือนสนามแข่งขัน” ผศ.ดร.ประจักษ์กล่าว

ผศ.ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ

 ทั้งนี้ งาน ‘เปิดโกดัง Book Wonder’ เทศกาลหนังสือดี ราคาพิเศษ เอาใจนักอ่าน ตั้งแต่วันที่ 27 มิถุนายน – 3 กรกฎาคม 2563 เวลา 10.00 น.- 19.00 น. ที่มติชนอคาเดมี มีโปรโมชั่นส่งหนังสือกลับบ้าน ราคาพิเศษจากไปรษณีย์ไทย

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้‘บิ๊กป้อม’ อัดคลิปโชว์วิชั่น ลั่น พร้อมทำหน้าที่ หน.พปชร. นำพาระบอบ ปชต.ให้เข้มแข็ง (คลิป)
บทความถัดไปเตเวซแย้มสนกลับไปเล่นให้เวสต์แฮมหรือโครินเธียนส์ระยะสั้น