หลุมดำของหนังสือเด็กเล็กในไทย ในวันที่โลกไปไกลกว่าแค่สอนล้างหน้า แปรงฟัน

ศิริธาดา กองภา และ ชนินทร์ สูงทรง

หนังสือเด็ก เป็นเซ็คชั่นหนึ่งของตลาดหนังสือที่มีการเติบโตมากขึ้นเรื่อยๆอย่างน่าสนใจ โดยเฉพาะกลุ่มหนังสือเด็กเล็ก ที่จากข้อมูลของสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ เมื่อปี 2561 ระบุไว้ว่า 32% ของตลาดหนังสือ คือสำนักพิมพ์ที่พิมพ์หนังสือเด็กในช่วงวัยต่างๆ

แต่สิ่งหนึ่งที่เราสังเกตเห็นมานาน คือเนื้อหาของหนังสือเด็กเล็กทั้งหลายที่ผลิตโดยนักเขียน-นักวาดชาวไทย ไม่ได้ซื้อลิขสิทธิ์เข้ามา ส่วนใหญ่แล้วยังคงพูดถึงกิจวัตรประจำวันของเด็ก การอาบน้ำ ล้างหน้า แปรงฟัน ในขณะที่ถ้าเราลองดูตลาดหนังสือเด็กเล็กในหลายประเทศจะเห็นถึงความเท่าทันโลกที่เปลี่ยนแปลงไป

โลกที่ลูกๆของคุณพ่อคุณแม่ทั้งหลายจะต้องเผชิญกับสารพัดปัญหาตั้งแต่เล็กๆ เร็วกว่าที่เคยมีมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการบูลลี่ (Bully) รังแกผู้ที่อ่อนแอกว่า การติดสมาร์ทโฟน หรือแม้กระทั่งการคุกคามทางเพศ (sexual harassment) โดยเฉพาะจากคนใกล้ตัว – เรื่องพวกนี้คือเรื่องที่สำคัญกับการให้เด็กๆ ได้เรียนรู้และป้องกัน ไม่น้อยไปกว่าการสอนวิธีแปรงฟันไม่ใช่หรือ ?

ท่ามกลางข้อสงสัยของเรา สำนักพิมพ์ YF CULTURE และ Mangmoom kids ได้ตีพิมพ์หนังสือเด็กเล็ก ที่มีประเด็นแตกต่างขึ้นมาในสังคมไทย ประเด็นที่เท่าทันกับโลกในยุคนี้ และกลายเป็นหนังสือที่ขายดีสุดๆ พิมพ์ซ้ำหลายปกในระยะเวลาอันรวดเร็ว …. เพราะนี่คือสิ่งที่ ‘พ่อแม่ต้องการ’

อนุรักษ์ กิจไพบูลทวี นักแปลชื่อดัง ที่หันมาจับธุรกิจสำนักพิมพ์ และแตกยอดเป็น Mangmoom kids เล่าว่า จริงๆแล้วเขาเพิ่งมาทำหนังสือเด็กได้ไม่นาน เมื่อตัดสินใจทำก็เดินสำรวจตามร้านหนังสือ และพบว่าหนังสือเด็กของไทย พล็อตเรื่องส่วนใหญ่ยังคงเหมือนเดิม ส่วนที่นำเอาค่านิยมสากล ศิลปะสมัยใหม่เข้ามาก็มีบ้าง แต่ก็เป็นส่วนน้อย น้อยจนรู้สึกว่าควรมีอีก

“ในมุมของเรา คิดว่านอกจากในแง่ของการขายในตลาดหนังสือปกติแล้ว ถ้าหนังสือเด็กมีค่านิยม 10 ประการ เน้นคุณธรรม สุขอนามัย ความเป็นไทย ก็จะเชื่อมโยงกับงบส่วนกลางของรัฐได้ด้วย เพราะการจัดซื้อจะถึงง่ายกว่า มันเหมือนเป็นคอมฟอร์ตโซนสำหรับผู้เขียน ผู้ขาย และผู้ซื้อ สิบปีก่อนเด็กๆ บ้านเราอ่านอะไร สิบปีหลังก็ยังคงอ่านสิ่งนั้น และทำให้หนังสือแปลจากต่างประเทศ หรือแม้แต่หนังสือภาษาต่างประเทศ ยังมีบทบาทที่สำคัญในตลาดบ้านเรา”

Mangmoom Kids จึงถือกำเนิดขึ้น เพราะอยากให้เด็กๆได้เปิดประสบการณ์ใหม่ๆ ปลูกฝังความเป็นสากลทั้งค่านิยมและศิลปะ ทั้ง ‘Little Horror เด็กชาย ดวงจันทร์ กับเถ้าธุลีที่ไม่ใช่อะไรเลย’ , ‘ม้าสีส้ม’ ที่เจ้าตัวบอกว่า คือหนังสือที่ถูกรีวิวมากที่สุดของสำนักพิมพ์, ‘ข้างหน้ามีรถอะไร’ ซึ่งเริ่มแซงขึ้นมาติดๆ แล้ว ส่วนเล่มล่าสุดในงานมหกรรมหนังสือระดับชาติคือ ‘เสียงปรบมือที่ดังที่สุด’ ที่ใช้ฟุตบอลมาเป็นตัวกลางเชื่อมความสัมพันธ์พ่อ-ลูกที่ดี และยังนำเสนอแก่นแกนด้าน EQ หรือ EF อีกด้วย

แต่เล่มที่ฮือฮาสุด ได้รับการพูดถึงอย่างมากคือ ‘ผีเสื้อของตั๋วตั่ว’ ที่เจ้าตัวบอกว่า เลือกมาเพราะ “ไม่ทำไม่ได้แล้ว”

“เนื้อหาเป็นเรื่องการล่วงละเมิดทางเพศในเด็กโดยคนรู้จัก หนังสือเป็นหนังสือสัญชาติไต้หวัน แต่คุ้นๆ ไหมว่า บ้านเราเป็นข่าวกันแทบทุกเดือน คนเขียนหนังสือเล่มนี้เป็นนักสิทธิมนุษยชนเด็ก เขาบอกว่า เขาเล็งเห็นปัญหานี้ตั้งแต่สิบปีก่อนแล้ว สื่อที่สอนเด็กๆ เรื่องนี้มีนะ แต่มีในรูปแบบหนังสือวิชาการ สารคดี ไม่มีเลยที่เป็นนิทานภาพ แต่นิทานภาพมันมีอิทธิพลในรูปแบบนิทานภาพ รอมาสิบปี ไม่มีก็คือไม่มี สุดท้ายเขาเลยเขียนเอง และที่อิมแพคกว่านั้นคือ นักวาดที่เขาเลือกใช้ ก็เป็นผู้มีประสบการณ์ถูกคุกคามทางเพศตอนเด็กเหมือนกัน หนังสือเล่มนี้จึงทรงพลังมาก

ในไต้หวันมีการรวบรวมสถิติเอาไว้ว่า ทุก 37 นาทีจะมีการแจ้งความคดีคุกคามทางเพศหนึ่งครั้ง 62% ในนี้เหยื่อเป็นผู้เยาว์อายุต่ำกว่า 18 ปี 90%  ในนี้ผู้ก่อเหตุเป็นคนรู้จัก และการคุกคามทางเพศในเด็กโดยคนรู้จัก มันไม่ใช่การก่ออาชญากรรมแบบฉาบฉวย ทีเดียวจบ แต่มันเกิดขึ้นซ้ำๆ ตราบใดที่ยังไม่ถูกค้นพบและหยุดยั้ง คือฟังแค่นี้เราก็เจ็บปวดแล้ว หนังสือเล่มนี้ถูกพิสูจน์แล้วว่า ช่วยหยุดยั้งคดีที่ยังถูกกระทำอย่างต่อเนื่องได้ และที่สำคัญ หนังสือเล่มนี้เราแพ็คคู่ไปกับคู่มือผู้ปกครอง ถ้าอ่านจนจบจะรู้ว่า แค่ติดอาวุธให้เด็กรู้ เด็กก็จะรอด

เราพยายามสื่อตรงส่วนนี้ออกไป ซึ่งผู้อ่านตอบรับ นั่นทำให้เราคิดว่าทำไมถึงขายดี” อนุรักษ์อธิบาย

เขายังวิเคราะห์ด้วยว่าคำว่านิวนอร์มอล คือคำที่ตอบทุกโจทย์ในยุคนี้ รวมถึงการผลิตหนังสือเด็กด้วย

“ในขณะที่สังคมต้องมีรูปแบบการใช้ชีวิตแบบนิวนอร์มอล หนังสือเด็กก็ต้องคำนึงถึงส่วนนี้ การเอาตัวรอดในโลกที่จะเป็นยุคของเขา เราต้องเตรียมความพร้อมให้เขา ด้วยอาวุธทางปัญญาที่ทันสมัยกว่านั้น

และในฐานะนิทานภาพ หนีไม่พ้นเรื่องงานศิลปะ เรามองว่านิทานภาพควรมีความหลากหลายในการนำเสนอ อยากให้สำนักพิมพ์ต่างๆ พิจารณาการนำเสนอในรูปแบบศิลปะที่หลากหลาย และอยากให้ตลาดเปิดรับรูปแบบศิลปะที่หลากหลายมากขึ้น เราเชื่อว่ามันจะเกิดการพัฒนาด้วยกันทุกๆฝ่าย”

ด้าน ศิริธาดา กองภา และ ชนินทร์ สูงทรง ทีมงานจาก YF CULTURE เล่าถึงตลาดหนังสือเด็กในภาพรวมตอนนี้ว่า ตลาดออนไลน์โตขึ้นมากช่วงโควิด และถ้าให้ประเมินคิดว่า ณ เวลานี้ตลาดหนังสือเด็กคือการแข่งขันกันเรื่องคอนเทนต์ ไม่ใช่การออกจำนวนปกเยอะๆ ยิ่งสำนักพิมพ์สื่อสารกับพ่อแม่ผ่านโลกออนไลน์ก็ยิ่งเห็นถึงสิ่งที่พ่อสนใจ และประเด็นที่พ่อแม่กังวล ดังนั้นตลาดหนังสือเด็กจะแข่งกันที่คอนเทนต์ที่จับความรู้สึกพ่อแม่ได้มากขึ้น

“สำนักพิมพ์วายเอฟคัลเจอร์ คือบริษัทลูกของโย่วฝู พับบลิค กรุ๊ป หนึ่งในสำนักพิมพ์เด็กขนาดใหญ่ในไต้หวัน ดังนั้นหนังสือที่ทางวายเอฟคัลเจอร์นำมาตีพิมพ์นั้น จะเป็นหนังสือที่ทางไต้หวันเองก็ตีพิมพ์อยู่แล้ว เราจึงค่อนข้างมั่นใจในเนื้อหา แต่ก่อนจะตีพิมพ์แต่ละเล่ม ทั้งทางไต้หวันและทีมฝั่งเราจะหารือกันก่อนว่าเล่มไหนเหมาะหรือไม่เหมาะกับตลาดไทย

หนังสือที่เราเลือกมาเพื่อเปิดตลาดจะเน้นประเด็นที่คนในสังคมวิตกกังวล อย่างเรื่องการสอนเด็กเรื่องเพศศึกษา การป้องกันการคุกคามทางเพศ การบูลลี่ การติดโซเชียลของเด็กๆ ฯลฯ ประเด็นเหล่านี้เป็นสิ่งที่ผู้ใหญ่กังวล และเราเห็นว่าควรจะสนับสนุนให้มีการพูดคุยหรือชี้แนะเด็กๆ ในประเด็นเหล่านี้มากขึ้น”

ทั้งสองคนบอกว่า การเลือกหนังสือในประเด็นที่พ่อแม่ ครู สนใจ หรือกังวล สร้างผลตอบรับที่น่าพอใจมาก เพราะเป็นเหมือนเป็นตัวช่วยพ่อแม่ในการสื่อสารกับลูกๆ

“ตอนนี้เล่มที่ขายดีสุดคือ เรื่องไม่ลับฉบับคุณหนู (SEX EDUCATION) ตามมาด้วยชุดบูลลี่ อย่างล้อเพื่อนไม่ใช่เรื่องสนุกนะ ,ดูถูกเพื่อนไม่ใช่เรื่องสนุกนะชุดราตรีสวัสดิ์เทคโนโลยี อย่าง ถ้าเอาไอโฟนให้เจ้าหนูน้อยจะเกิดอะไรขึ้นนะ คือสื่อสารในประเด็นเดียวกับที่พ่อแม่สนใจและกังวล อย่างเรื่องไม่ลับฉบับคุณหนู เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัด การที่พ่อแม่จะไปสอนลูกให้รู้ว่าเขาเกิดมาอย่างไร ต้องดูแลจุดซ่อนเร้นอย่างไร ต้องปฏิเสธอย่างไรเวลามีคนมาถูกเนื้อต้องตัว เรื่องแบบนี้พอพูดกันปากเปล่ามันยาก เด็กก็นึกภาพตามไม่ออก แต่พอเปิดหนังสือเล่มนี้และอ่านไปพร้อมกัน ก็มิชชั่นคอมพลีทกันเลย”

ศิริธาดามองว่าตลาดหนังสือเด็กโดยคนไทย ยังขาดอีกหลายประเด็น เป็นหลายประเด็นที่อาจสร้างปัญหาใหญ่ต่อไปในสังคมถ้าหากปล่อยทิ้งไว้ อาทิ ความรุนแรงในครอบครัว การขาดความเห็นอกเห็นใจคนอื่น การเหยียดคนอื่นเพราะความแตกต่าง ซึ่งไปแก้กันที่ผู้ใหญ่อาจจะยากและสายเกินไป

“ถ้าเราให้ความรู้เด็กๆตั้งแต่แรก ว่าอะไรที่เขาทำได้ ทำไม่ได้บ้าง ก็คือการสร้างสังคมที่ดีให้พวกเขาในอนาคต เราจึงอยากให้มีหนังสือเด็กที่พูดถึงประเด็นเหล่านี้มากขึ้น”

เพื่อสร้างเด็กให้เติบโต และเท่าทันโลกที่ไปไกลอย่างทุกวันนี้

สิรนันท์ ห่อหุ้ม

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้สวนดุสิตโพล ระบุ เกินครึ่งไม่เชื่อข่าวรัฐประหาร แต่มีโอกาสเกิด มองคุณสมบัติ รมว.คลัง ต้องเก่ง-ดี เห็นแก่ประโยชน์ชาติ
บทความถัดไปนายกเทศบาลร่อนทองจี้กรมชลประทานซ่อมฝายร้างใช้งบ 20 ล้าน แต่ไร้ประโยชน์