14 ปีรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 และเล่มที่อยากชวนทบทวน ความซ้ำซากของการเมืองไทย

14 ปีรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 และเล่มที่อยากชวนทบทวน ความซ้ำซากของการเมืองไทย

วันนี้ 19 กันยายน 2563 หลายๆ คนคงไปร่วม #ทวงคืนอำนาจราษฎร ที่แนวร่วมกลุ่มธรรมศาสตร์และการชุมนุมยังคงยืนยันใช้พื้นที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ จัดการชุมนุมใหญ่ถึง 2 วัน คือ 19-20 กันยายน

ย้อนกลับไปในอดีต วันนี้เป็นวันที่สำคัญมาก เพราะเกิดเหตุการณ์ที่แทบไม่น่าเชื่อในวันนั้นเลยว่าจะเกิดขึ้น หลังจากห่างหายไปเป็น 2 ทศวรรษ หลังพลังอำมาตยาธิปไตยแทบจะหมดพลังไปโดยสิ้นเชิงหลังพฤษภาคม 2535 แต่ใช่ กลับมา และพลังเหล่านี้ยังเป็นความหวังของสังคมวันนั้นในการฝ่าวิกฤต

การกลับมาวันนั้นโดยคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย (คปค.) โดยมี พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน เป็นหัวหน้าคณะ กลายเป็นใบเบิกทางของการคิดว่า รัฐประหารคือการปลดล็อกทางการเมือง ท่ามกลางกระแสโลกที่เปลี่ยนแปลงไปมากแล้ว และเมื่อมีปัญหาที่ยากจะแก้ รัฐประหาร 2557 จึงเกิดขึ้นอีกครั้ง

เราจะไม่มีทางเข้าใจปัจจุบันได้เลย ถ้าหากเราไม่ศึกษาอดีต ว่าเหตุแห่งการตัดสินใจวิธีคิดต่างๆในอีกโลกหนึ่งซึ่งเชื่อมั่นว่า รัฐประหารจะช่วยแก้ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองไทยได้ และยังคงใช้อยู่อย่างซ้ำซาก ทั้งที่ทุกวันนี้ที่โลกเปลี่ยนแปลงไปมากแล้วนั้น มีวิธีคิด มีความเชื่อเดิมเช่นไร

และนี่คือหนังสือเกี่ยวกับ 19 กันยา 2549-รัฐประหารครั้งที่ 12 ที่เราอยากชวนอ่าน

ประวัติศาสตร์ไทยร่วมสมัย(A History of Thailand) โดย คริส เบเคอร์ และ ผาสุก พงษ์ไพจิตร จาก สนพ.มติชน คือเอนไซโคลปีเดียการเมืองไทยร่วมสมัยแบบสุดๆ เป็นเล่มที่เบิกเนตรหลายคนมาแล้ว อ.นิธิ เอียวศรีวงศ์ เคยบอกว่า ประวัติศาสตร์ไทยร่วมสมัย คือหนังสือที่อ่านแล้ว ทำให้เราอาจกลายเป็นคนใหม่ที่ไม่เหมือนเดิม

ไม่น่าแปลกใจเลยที่เล่มนี้จะพิมพ์ซ้ำอยู่บ่อย พิมพ์ซ้ำแทบทุกปี ล่าสุดปีนี้ก็เพิ่งพิมพ์ปกใหม่

การรัฐประหารครั้งที่ 12 นั้น เกิดขึ้นหลังการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเมื่อปี 2549 ขณะที่ทักษิณ ชินวัตร กำลังกล่าวคำปราศรัยในการประชุมสหประชาชาติที่นิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งคริส เบเคอร์ และผาสุก พงษ์ไพจิตร ได้อธิบายไว้ในหนังสือประวัติศาสตร์ไทยร่วมสมัย (A History of Thailand) ว่าแม้ว่าในการเลือกตั้งสมัยแรกพรรคไทยรักไทยและหัวหน้าพรรคคือ ทักษิณ ชินวัตร จะได้รับการสนับสนุนจากชนชั้นนำ แต่สมัยที่ 2 กลับแตกต่างออกไป การเลือกตั้งสมัยแรกทักษิณได้รับแรงหนุนจากชนชั้นนำ ในสมัยที่ 2 มีความแตกต่าง ผู้นิยมเจ้าจัดๆ มองว่าความนิยมทักษิณที่พุ่งสูงเด่นท้าทายสถาบันอีกทั้งยังตั้งข้อสังเกตด้วยว่า เป้าหมายหลักของรัฐประหารครั้งนี้นั้นคือ เพื่อปรับดุลอำนาจทางการเมืองเสียใหม่ โดยมีตัวแบบโครงการคือสมัยหลัง 6 ตุลาคม พ.ศ.2519

เป้าหมายหลักของรัฐบาลรัฐประหาร ก็เพื่อปรับดุลอำนาจทางการเมืองเสียใหม่ด้วยการกำจัดอำนาจของทักษิณ ลดบทบาทของนักการเมืองที่ได้อำนาจจากการเลือกตั้ง (ส.ส.) และนำอำนาจกลับคืนให้กับฝ่ายข้าราชการและทหาร ตัวแบบของโครงการนี้คือ 6 ตุลา 19 เมื่อครั้งที่ผู้ก่อการรัฐประหารหลายคนมีบทบาทในการปราบปรามขบวนการคอมมิวนิสต์ เอกสารลับของคณะผู้ก่อการฯ แสดงว่ากลุ่มของพล.อ.สนธิมีจินตภาพว่า นักเคลื่อนไหวสมัยทศวรรษ 2510 ที่อยู่ในพรรคไทยรักไทยเป็นหัวหอกของแผนการคอมมิวนิสต์ที่เข้ามาฝังตัวอยู่ในการเมืองเลือกตั้ง …..

รัฐบาลรัฐประหารเอาอย่างกองกำลังติดอาวุธแบบไม่เป็นทางการที่เคยทำในอดีตสมัยปราบคอมมิวนิสต์ โดยจัดตั้งหน่วยทหารพิเศษส่งไปที่หมู่บ้านภาคเหนือและอีสาน เพื่อชักชวนให้ชาวบ้านเลิกสนับสนุนทักษิณและพรรคไทยรักไทย

ในหนังสือเล่มนี้ศึกษาภาพรวมและวิเคราะห์ปัจจัยและผลการเปลี่ยนแปลงด้านเศรษฐกิจการเมืองไทยในรอบสองศตวรรษครึ่งจนถึงปลายทศวรรษ 2550 ได้อย่างสมบูรณ์แบบมากๆ ควรเป็นหนังสือประจำบ้านอย่างยิ่ง สนพ.มติชนพิมพ์ซ้ำมาอีกเมื่อกลางๆ ปีนี้

อีกเล่มเป็นของ สนพ.ฟ้าเดียวกัน สำนักพิมพ์ขวัญใจนักเรียน นักศึกษา คนรุ่นใหม่ในวันนี้ น่าจะยังพอมีเหลืออยู่บ้างกับ รัฐประหาร 19 กันยา : รัฐประหารเพื่อระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ที่รวมบทความของนักวิชาการชื่อดังมากมาย อาทิ ข้ามไม่พ้นประชาธิปไตยแบบหลัง 14 ตุลา: ประชาธิปไตยแบบใสสะอาดของอภิชนกับการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 โดย ธงชัย วินิจจะกูล, การรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 คือการทำให้พลเมืองกลายเป็นไพร่ โดย พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์, การเมืองน้ำเชี่ยว: รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 กับปัญหาความชอบธรรมทางการเมือง โดย เกษม เพ็ญภินันท์, หลักนิติรัฐประหาร โดย สมชาย ปรีชาศิลปกุล และฐานะทางประวัติศาสตร์ของการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 โดย สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ เป็นต้น

อีกเล่มที่ไม่อยากให้พลาดคือ เผด็จการวิทยา โดย พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ จาก สนพ.มติชน หนังสือที่สะท้อนภาพความจริงของระบอบเผด็จการในรูปแบบต่างๆ เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจได้ง่าย นับแต่ทฤษฎีว่าด้วยแนวคิดพื้นฐาน วัฒนธรรมและอำนาจนิยม กองทัพและความมั่นคง การสื่อสารในยุคสมัยเผด็จการและการเคลื่อนไหวทางสังคม รัฐธรรมนูญและสถาบันการเมือง เศรษฐกิจและนโยบายสาธารณะ การเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยและบทเรียนจากต่างประเทศ รวมถึงความปรองดองสมานฉันท์และสังคมยุคหลังเผด็จการ

แม้จะไม่เกี่ยวกับเหตุการณ์โดยตรง แต่แนะนำให้อ่าน เพื่อความเข้าใจการเมืองของไทยได้ดียิ่งขึ้น ที่ไม่ใช่เพียงแค่ตั้งคำถามว่าทำไมประชาธิปไตยของไทยถึงช่างง่อนแง่นเหลือเกิน แต่ทำความเข้าใจกับเผด็จการที่คนไทยคุ้นเคย อย่าง ระบอบเผด็จการแบบทหาร

ไปม็อบอยากชวนอ่าน ยิ่งไม่ไปม็อบ ยิ่งอยากชวนอ่าน

สิรนันท์ ห่อหุ้ม

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้‘แกนนำแรงงาน’ ชี้คนต้องเท่ากัน เรียนไม่สูง แต่ศึกษาประวัติศาสตร์ ยันร่วมบุกทำเนียบ ทวงอำนาจ
บทความถัดไปแกนนำ น.ศ. ‘ม.ราม’ ลั่น รัฐประหารเมื่อใด รู้เช่น เห็นชาติ สะท้อนใส่ไม่เกรงกลัว