ตู้หนังสือ : ทุน วัง คลัง (ศักดิ)นา วันนี้ยังไม่เข้าใจไม่ได้แล้ว โดย บรรณาลักษณ์

“ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจระดับสูงที่ดำรงอยู่ในช่วงเปลี่ยนแปลงการปกครองนั้น ได้กลายเป็นแรงจูงใจสำคัญของชนชั้นปกครองเก่า ที่ต่อต้านระบอบการปกครองใหม่แบบประชาธิปไตย เนื่องจากหากยอมให้ระบอบนี้ลงหลักปักฐานได้สำเร็จแล้ว ฝ่ายตนจะต้องยอมรับการกระจายทรัพยากรให้แก่ชนส่วนใหญ่ของสังคม มากเกินกว่าที่ตนจะยอมรับได้” นี่คือส่วนหนึ่งของคำนำหนังสือซึ่งเราทุกคนจะต้องทบทวนจดจำกระทั่งปัจจุบัน

ไม่เช่นนั้นจะไม่เข้าใจปัญหาที่กำลังดำเนินอยู่ไม่สิ้นสุดมาเป็นเวลายาวนาน

ทุน วัง คลัง (ศักดิ)นา : สมรภูมิเศรษฐกิจการเมืองไทย กับประชาธิปไตยที่ไม่ลงหลักปักฐาน โดยสองอาจารย์เศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ อภิชาต สถิตนิรามัย กับ อิสร์กุล อุณหเกตุ ที่แสดงปัญหาหลักปัญหาหนึ่งของเราให้เข้าใจจากการพลิกแผ่นดิน

การรวมศูนย์อำนาจทางการเมืองไว้ที่ชนชั้นปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เป็นกลไกสำคัญที่เอื้อให้เกิดระบบเศรษฐกิจแบบผูกขาด ส่งผลให้ชนชั้นปกครองสามารถสะสมความมั่งคั่งในทรัพย์สินได้เพิ่มขึ้น ทำให้ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจถ่างกว้างและเพิ่มสูงตาม

สภาพดังกล่าวนี้ดำรงอยู่กระทั่งเกิดปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 คณะราษฎรหรือชนชั้นปกครองใหม่ได้พยายามสร้างระบอบประชาธิปไตยขึ้น ขณะเดียวกัน ก็พยายามนำสยามออกจากสภาพ “ทำนาบนหลังคน” ด้วยการปฏิรูประบบเศรษฐกิจเพื่อลบความเหลื่อมล้ำ โดยเริ่มกระจายทรัพย์สินที่เคยกระจุกตัวอยู่ในมือชนชั้นปกครองเก่า ออกไปสู่มือของราษฎร

แน่นอน เมื่อมีผู้ได้รับผลประโยชน์ ก็ย่อมมีผู้สูญเสียผลประโยชน์ การทวงคืนผลประโยชน์ย่อมเกิดตามมา นี่เป็นส่วนสำคัญที่ผู้คนปัจจุบันเห็นและตระหนักหรือไม่

ผู้เขียนได้นำเราย้อนกลับไปขุดรากประวัติศาสตร์ปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย ซึ่งมิได้เกี่ยวข้องเพียงมิติทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังสัมพันธ์กับการต่อสู้ทางการเมืองระหว่างชนชั้นปกครองเก่ากับชนชั้นปกครองใหม่ ซึ่งได้ส่งผลต่อการลงหลักปักฐานของระบอบประชาธิปไตยมาตั้งแต่เริ่ม เราจะเห็นได้ชัดแจ้งเสียที ว่าประเด็นหลักๆ ของการต่อสู้ทางการเมืองตลอดมาอยู่ที่ไหน อยู่ที่ประเด็นทางเศรษฐกิจนี่เอง

หากไม่หลงทาง ก็ย่อมเห็นประเด็นกระจ่าง ว่าทำไมอำนาจจึงไม่ยอมเปลี่ยนมือ

เราจะได้เห็นเศรษฐกิจแบบตลาดก่อนสนธิสัญญาเบาว์ริง (2398) จากนั้นจึงได้รู้เห็น 1.การเปลี่ยนแปลงระบบกรรมสิทธิ์ในปัจจัยการผลิต : ความเหลื่อมล้ำกับความขัดแย้งทางการเมือง ที่สำคัญคือเรื่องที่ดินซึ่งปัจจุบันก็ยังสะสางไม่เข้ารูป เพราะเปลี่ยนมือจากเจ้าที่ดินเก่าสู่เจ้าที่ดินใหม่ ได้รู้เรื่องการถือครองที่ดิน และนโยบายสาธารณะของรัฐ

2.พระราชอำนาจในการจัดการทรัพย์สินของสถาบันกษัตริย์ : ศูนย์กลางแห่งความขัดแย้งทางเศรษฐกิจระหว่างชนชั้นปกครองเก่ากับชนชั้นปกครองใหม่ ดูภูมิหลัง และการประเมินมูลค่าทรัพย์สินของพระคลังข้างที่ กับวิวาทะ และความขัดแย้งว่าด้วยพระราชอำนาจในการจัดการทรัพย์สินของสถาบันกษัตริย์ ต้องอ่านเพื่อเข้าใจชัดเจน

3.ปฏิรูประบบการคลัง : จากผลประโยชน์ของชนชั้นปกครองกระจายสู่ประชาชน เข้าใจระบบคลังก่อน 2475 เข้าใจระบบกับความเหลื่อมล้ำ และแนวโน้มกับความเปลี่ยนแปลงของการใช้จ่ายภาครัฐ เพื่อเข้าใจวันนี้ว่าประชาชนสูญเสียอะไรอย่างไร

4.เรื่องสำคัญอีกเรื่องซึ่งไม่สนใจไม่ได้ การศึกษาและสาธารณสุข ที่เป็นสวัสดิการสังคม ดูว่าการศึกษาที่ผ่านมา เพื่อชนชั้นนำหรือเพื่อมวลชน สาธารณสุขการกุศลสู่โครงสร้างพื้นฐานด้านสุขภาพ ที่ปัจจุบันมาไกลจากสภาพเดิมมากน้อยแค่ไหน ก่อนจะสรุปเรื่องสถาบันการเมืองกับความเหลื่อมล้ำ และสถาบันเศรษฐกิจกับความเหลื่อมล้ำ

เป็นหนังสือซึ่งวันนี้เราท่านทั้งหลายต้องอ่านแล้ว หากยังไม่เข้าใจว่าการเมืองกับเศรษฐกิจเป็นเรื่องเดียวกัน การเปลี่ยนแปลงย่อมเกิดขึ้นไม่ได้ และต้องถูกหลอกอยู่ร่ำไป ดูเรื่องราคาพลังงานวันนี้เป็นตัวอย่าง ดูพื้นที่ทางการเกษตรเป็นตัวอย่าง ดูการเมืองเรื่องสาธารณสุขมีวัคซีนเป็นตัวอย่าง ผู้ได้รับประโยชน์จากปัญหาคือใคร-ไม่ใช่ราษฎรแน่ๆ

• ต่อด้วยเรื่องอึดอัดดังกล่าวของผู้สนใจที่ไม่เคยได้รับความรู้จริง แม้มีผู้ต่อต้าน คัดค้าน โดยการเสนอข้อมูลเท็จจริงนานาเป็นระยะ ก็ไม่เคยมีคำตอบ ที่หนักหนาคือไม่ได้มีผู้สนใจจะรักษาประโยชน์ส่วนรวมในสังคมติดตามตรวจสอบเพิ่มขึ้นอย่างจริงจังเลย ทำให้การผูกขาดดำเนินไปอย่างราบรื่น จนวันนี้ที่บรรดารถบรรทุกประกาศหยุดวิ่งประท้วง

ดังนั้น แม้หนังสือเล่มนี้จะเผยแพร่มาระยะหนึ่ง แต่ก็ยังไม่เกิดการปรับเปลี่ยนในด้านดีแต่อย่างใด ยังเป็นเรื่องที่สังคมต้องสนใจจริงจังอยู่นั่นเอง ว่าการผูกขาดพลังงานเกิดขึ้นได้อย่างไร ยืนยงมาแบบไหน ทำไมผู้คนจึงไม่สนใจสะสางให้ถูกต้อง โมโนโปลี : พลังงานไทยในเกมผูกขาด โดย แบ๊งค์ งามอรุณโชติอาจารย์
เทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี กับ ปรเมศร์ รังสิพล ช่วยกันค้นคว้าเขียน เพื่อให้เห็นองค์ประกอบและกลไกโครงสร้างที่ทำให้เกิดกระบวนการผูกขาดขึ้นได้

หนังสือเล่มนี้แสดงการผูกขาดทรัพยากรพลังงาน ให้เห็นกระบวนการตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำ เพื่อจะได้เข้าใจว่าการผูกขาดเกิดขึ้นตรงไหน เกิดขึ้นอย่างไร

ตั้งแต่ให้ทฤษฎีวิเคราะห์การผูกขาด และการแสวงกำไรเกินปกติ ในตลาดอุตสาหกรรมปิโตรเลียม, แสดงบทบาทของ บจม.ปตท. และภาครัฐ ในตลาดโครงสร้างอุตสาหกรรมปิโตรเลียม, แสดงพฤติกรรมและผลลัพธ์ในการแสวงกำไรเกินปกติ จากการมีอำนาจในตลาดเดี่ยว และอำนาจผูกขาดของ บจม.ปตท. จนถึงเรื่องสำคัญ คือโครงสร้างสถาบันกำกับดูแลอุตสาหกรรมปิโตรเลียม (อาจมีคนเป็นล้านที่เพิ่งรู้ว่ามีอยู่ !!!)

สุดท้าย ฟังบทสรุปการศึกษาและข้อเสนอแนะ ว่าจะยอมให้ผูกขาดกันต่อไปอย่างไรหรือเปล่า ไม่อย่างนั้น อ่านเล่มแรกเห็นการผูกขาดทรัพยากรของอำนาจเก่า แล้วยังมาตกในหล่มการผูกขาดของอำนาจใหม่ ประชาชนไทยช่างเป็นเหยื่อที่แสนโอชะจริงๆ

• หนังสือซึ่งส่งความคิดสู่นักคิดนักเขียนมากมาย ที่แม้ปัจจุบันก็ยังมีความหมายอย่างลึกซึ้ง ไม่เพียงผู้รับอิทธิพลมาเต็มๆ เช่น คานธี ผู้ยิ่งใหญ่แห่งขบวนการอหิงสาของอินเดีย หรือ มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ อเมริกันผู้ส่งฝันอันยิ่งใหญ่ไปทั่วโลก

หนังสือเล่มนี้ตีพิมพ์เมื่อ 1854 (2397 หลัง ร.4 ครองราชย์สามปี) เมื่อ เฮนรี่ เดวิด ธอโร อเมริกันผู้กลับไปใช้ชีวิตในกระท่อมที่สร้างด้วยตัวเองชายป่าริมบีงวอลเดน เมืองคองคอร์ด รัฐแมสซาชูเซตส์ ในที่ดินของ ราล์ฟ วอลโด อีเมอร์สัน เพื่อนกวีผู้โด่งดัง โดยปฏิเสธที่จะจ่ายภาษีแก่รัฐ เพราะไม่เห็นด้วยกับสงคราม และนโยบายเรื่องทาส เมื่อถูกจับขังหนึ่งคืนจึงเกิดความเรียงเรื่อง “ต้านอำนาจรัฐ” หรือ “อารยะขัดขืน” (Civil Disobedience) ขึ้น อันส่งผลเต็มที่ต่อมาถึงผู้นำการต่อสู้อย่างสันติทั้งสองนามดังกล่าวข้างต้น

วอลเดน (Walden) ปกแข็งเล่มนี้ แปลโดย สุริยฉัตร ชัยมงคล แสดงให้เห็นว่า แม้ธอโรต้องการแสวงความเข้าใจในชีวิต แสวงความเรียบง่าย ไม่ฟุ่มเฟือย แต่มิได้ถือสันโดษ ยังต้อนรับผู้คนที่มา และออกไปพบปะผู้คนข้างเคียง เรียนรู้ชีวิตต่างๆ ตลอดเวลา

หนังสือเล่มนี้อ่านสนุกยิ่งสำหรับนักอ่านเพราะ “เคี้ยวยาก” บางคำ บางประโยค ไม่มีการเชื่อมร้อย สื่อออกมาเป็นห้วงๆ ราวกับจะเข้าใจอยู่คนเดียว ที่หากไม่เพลิดเพลินกับการขบคิด ก็อาจรู้สึกว่าไม่ละเมียดละไมขณะการใช้เครื่องหมายวรรคตอนต่างๆ ซึ่งผู้แปลคงไว้ตามต้นฉบับ ก็อาจเหมือนรหัสในการอ่านที่เพิ่มความสนุกยิ่งขึ้น จนกลายเป็นหนังสือที่กวีเอกอเมริกันรุ่นหลัง โรเบิร์ท ฟรอสท์ กล่าวถึง “วอลเดน : คืนชีวิตสู่ห้วงสงบภายใน” ว่า ด้วยงานเขียนเพียงชิ้นเดียว เขาก้าวข้ามทุกสิ่งที่เราเคยมีในอเมริกา

หนังสือ 456 หน้า น่าอ่านขนาดไหน

• และเนื่องในโอกาส 74 ปีวันสันติภาพไทย ย่อมมีหนังสือที่เปี่ยมคุณค่าสาระให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาอยู่มากมาย เล่มหนึ่งในวันนี้ก็คือ บันทึกลับของพันโท อรุณ เสรีไทย 136 ซึ่งองค์ผู้นิพนธ์คือ พ.ท.ม.จ.
ศุภสวัสดิ์วงศ์สนิท สวัสดิวัตน์ พระเชษฐาต่างพระมารดาในสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ผู้นำเสรีไทยสายอังกฤษ บุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์การเมืองไทยช่วงสงครามโลก ที่ตรัสตอนหนึ่งว่า

“ข้าพเจ้าจึงได้มีจดหมายติดต่อนาย วินสตัน เชอร์ชิลล์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษขณะนั้นว่า โลหิตหยาดสุดท้ายของคนไทยในอังกฤษจะต่อสู้ต่อไป และจะจัดตั้งคณะเสรีไทยกอบกู้ประเทศชาติ

“คณะเสรีไทยซึ่งได้กระทำงานครั้งนี้ ต่างตั้งใจจะไม่มุ่งหวังหรือเรียกร้องการตอบแทนใดๆ ทั้งสิ้น ทุกคนหวังที่จะกอบกู้ประเทศชาติเป็นสำคัญ และปรารถนาจะให้คนไทยทุกๆ คน รวมเป็นหน่วยเดียวกันและเป็นเสรีไทยด้วยกันทุกคน

“ขอให้ลืมความหลังเสีย และขอให้ช่วยกันมาทำงานให้แก่ชาติ มิฉะนั้น เราจะต้องแตกแยกกันอยู่เรื่อยๆ การเมืองของเราจะต้องใสสะอาด จะต้องไม่เป็นอย่างที่แล้วๆ มา เพื่อสวัสดิภาพของประเทศชาติ และเพื่ออนุชนรุ่นหลังของเราจะได้ไม่ถือเอาเป็นแบบอย่างด้วย”

เราต้องรู้จัก และศึกษางาน กับชีวิตผู้มาก่อนของเรา เพื่อเห็นและเข้าใจตัวเอง มีหนังสือมากมายที่เราไม่ได้อ่าน มีเรื่องของเราเองมากมายที่ไม่ได้เรียน เราจะบอกว่ารักตัวเองได้อย่างไร หากไม่พยายามจะรู้จักตัวเองเลยแม้แต่น้อยตลอดเวลานานที่ผ่านมา

• หลายคนอาจยังไม่รู้ แต่ผู้ชื่นชมชื่นชอบการออกแบบแบบญี่ปุ่นต้องรู้ว่า ศิลปและการออกแบบร่วมสมัยของประเทศกลุ่มนอร์ดิกและสแกนดิเนเวีย มีอิทธิพลและรสนิยมเรื่องความงามของคนญี่ปุ่นสมัยใหม่มายาวนาน อิทธิพลดังกล่าว ยังเชื่อมโยงไปถึงวิถีชีวิตและการมองโลกที่ฝักใฝ่ความใกล้ชิดธรรมชาติ ความเรียบง่าย และการนำรายละเอียดจากธรรมชาติมาดัดแปลงเป็นลวดลายตกแต่ง และงานออกแบบในหลายสาขา ตั้งแต่เสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่ม ไปกระทั่งอาคารบ้านเรือน-นี่ย่อมน่าทึ่งสำหรับผู้ไม่เคยรู้

เจแปนดิเนเวีย โดยนักเดินทาง ถ่ายภาพ ผู้จัดการสตูดิโอ ที่เคยเรียนภาษาในญี่ปุ่นช่วงหนึ่ง ปาลิดา พิมพะกร ซึ่งหลงใหลในวัฒนธรรมญี่ปุ่น ที่มักพบงานออกแบบในจริตสแกนดิเนเวียนผ่านหน้านิตยสารและร้านรวงในญี่ปุ่นเสมอ จนเกิดสนใจที่จะสะสมมากขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งต้องเดินทางไปพบความงามเหล่านั้นในกลุ่มประเทศที่กล่าวกันว่าน่าอยู่ที่สุดในโลก เช่น นอรเวย์ สวีเดน ฟินแลนด์ เดนมาร์ก หนังสือเล่มนี้จึงเป็นการเดินทางของคนรักญี่ปุ่นที่ประทับใจการสร้างสรรค์แบบสแกนดิเนเวียอย่างแท้จริง

ขอเชิญชวนให้อ่าน

• การแพทย์แผนโบราณนั้น หากต้องการยืนยันถึงความน่าเชื่อถือในสรรพคุณการรักษา การใช้พืชสมุนไพร จากความเชี่ยวชาญซึ่งสั่งสมมานานนับพันปี ทุกคนก็ต้องมองไปยังประเทศจีน ที่ฝรั่งตะวันตกทึ่งสาหัสมาแล้วกับการฝังเข็มผ่าตัด ซึ่งผู้ป่วยยังรู้สึกตัวพูดคุยได้ จนเปิดการเรียนการสอนขึ้น กับคุณภาพของยาที่นักท่องเที่ยวไทยไปจีนต้องเสาะแสวงกลับมาแบบปากต่อปาก แต่พืชสมุนไพรไทยนั้นมาสนใจกันจริงจังช่วงโควิดระบาดนี่เอง แม้ตลอดเวลาที่ผ่านมาการแพทย์แผนไทยจะยังไม่ถูกทิ้งละเลยไปสิ้นก็ตาม

หายป่วยด้วยยาแผนไทย โดยเภสัชกรหญิง ดวงแก้ว อังกูรสิทธิ์ ควรเป็นหนังสือประจำบ้านที่จำเป็นเล่มหนึ่ง ให้พึ่งพาได้นอกเหนือยาฝรั่ง เนื่องจากสมุนไพรไทยมากมายหลายชนิดเป็นยาที่มีการแปรรูปได้มาตรฐานมากขึ้น ปลอดภัย ผลข้างเคียงน้อย และราคาไม่แพง เป็นยาสามัญที่รักษาหรือบรรเทาการเจ็บป่วยได้ดีก่อนไปพบแพทย์

นอกจากเราจะได้รู้จักยาสามัญประจำบ้าน ยาแผนโบราณ ยาแผนปัจจุบันแล้ว ยังรู้คำจำกัดความยาแต่ละประเภทได้ถูกต้อง รู้การจัดแบ่งกลุ่มในการใช้ รู้การเลือกซื้อและเลือกใช้ กระทั่งความเชื่อมั่นในการใช้ เพราะจะตอบคำถามที่เกี่ยวข้อง ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับยาสมุนไพร ที่จะช่วยให้การใช้เป็นไปอย่างเหมาะสมและเชื่อถือได้

• เข้มข้นเข้าทุกทีสำหรับนิยายจีนแปลที่เปิดกรอบจินตนาการจนหลุดพ้นหน้าประวัติศาสตร์ จารชนสามก๊ก 4 แผนสังหารกังตั๋ง ของ เหอมู่ แปลสนุกสนานโดย ชาญ ธนประกอบ ที่ลึกล้ำกับการปั่นหัวสองขั้วมหาอำนาจอันเป็นการเมืองในกองทัพง่อก๊ก ระหว่างฝ่ายไหวซื่อกับฝ่ายกังตั๋ง ที่เล่ห์กลการยุทธแสนจะตื่นเต้นเร้าใจ

เมื่อ “กาเอ๊ก” ผู้พำนักในง่อก๊กเข้าปีที่ห้าหลงสู่วังวนอันตรายอีกครั้ง จากความไม่สงบที่กระเพื่อมขึ้นเรื่อยๆ ระหว่างซุนกวนดำเนินนโยบายใหม่ในการปฏิรูปราชการ เพื่อเกิดความมั่นคงในภายหน้า แต่ผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญล้วนถูกสังหารตกตาย เงื่อนงำที่คลำพบได้เบื้องต้นกลับน่าตกใจ เพราะเป็นไปได้ว่ามือสังหารคือราชนิกูล

แต่แท้แล้ว ใครคือผู้เล่นตัวจริงที่คอยชักเชิดเบี้ยในกระดานอำนาจให้เคลื่อนไหว ความจริงจะถูกเสาะพบได้หรือไม่ และสายลับกับหญิงลึกลับจะมีผลลงเอยอย่างไร

• วัคซีนทยอยตามกันมาแล้ว ยังเจ็บป่วยกันไป ล้มตายกันไป การเมืองรุ่มร้อนกันไป เศรษฐกิจลำบากกันมา ทั้งสิ้นทั้งปวงไม่อาจโทษโชคชะตาวาสนาใดได้ เพราะเป็นเรื่องที่มนุษย์ต้องจัดการให้เหมาะสมกันเอง หากยังนอนอยู่กับที่ไม่ลุกเดิน ก็ย่อมง่อยเปลี้ยเสียขาอยู่เอง จะร้องไห้คร่ำครวญหาใคร

ยิ่งโทษใครไม่ได้

ถ้าต้องการสังคมที่ดี ต้องการสังคมประชาธิปไตย จะนอนรอผู้ใดให้มา

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon