เมื่อวันที่ 6 เมษายน ที่สถานีกลางบางซื่อ ภายในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 50 และสัปดาห์หนังสือนานาชาติ ครั้งที่ 20 ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศที่บูธ A16 ‘สำนักพิมพ์มติชน’ ชั้น 1 (G floor) ใกล้ทางเชื่อมต่อ MRT บรรยากาศการจัดงานวันที่ 12 ซึ่งเป็นวันสุดท้าย มีผู้เดินทางมาเลือกซื้อหนังสืออย่างคับคั่ง เนื่องจากเป็นวันหยุดนักขัตฤกษ์ เกือบทั้งหมดนำใบเสร็จจากการซื้อหนังสือครบ 500 บาท เข้าต่อแถวแลกรับสิทธิถ่ายภาพที่ตู้ Photo Booth คิวยาวเหยียด ไม่ขาดสาย
ทั้งนี้ เมื่อเวลาประมาณ 14.00 น. นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) เบอร์ 1 พรรคก้าวไกล ได้เดินทางมางานสัปดาห์หนังสือฯ พร้อมภรรยาและบุตรสาว โดยเข้าเยี่ยมบูธ สำนักพิมพ์มติชน ก่อนเลือกซื้อหนังสือ ‘ก่อร่างเป็นบางกอก’ ผลงาน Edward Van Roy แปลโดย ยุกติ มุกดาวิจิตร ซึ่งจำหน่ายราคาพิเศษ 408 บาท จากปกติ 480 บาท
นายวิโรจน์กล่าวว่า ตนชอบอ่านเรื่องเล่าเก่าๆ หนังสือเรียน ประวัติศาสตร์ที่ถูกเล่าจากชาวบ้าน หรือที่เรียกว่า ‘ประวัติศาสตร์ไพร่’ สำคัญมาก เพราะทำให้เรารู้ความรู้สึกของคนในยุคนั้นจริงๆ แต่หาได้ยากมากจากหนังสือเรียน ‘ก่อร่างเป็นบางกอก’ เหมือนทางลัดที่ทำให้เราไม่ต้องไปรวบรวมจากห้องสมุดหลายๆ แห่ง ถ้าอ่านแล้วน่าจะชอบมากๆ
“ผมเปิดไปเจออยู่หน้าหนึ่ง ชอบตรงที่บอกว่ากรุงเทพฯมีชุมชนชาวมลายูด้วย นี่คือการหลอมรวมเป็นกรุงเทพฯ คนกรุงเทพฯมีที่มาแตกต่างหลากหลาย มีวัฒนธรรม มีรากเหง้าที่อาจจะแตกต่างกัน มีความขัดแย้งบางอย่างเกิดขึ้นด้วย จนความขัดแย้งกลายเป็นความปรองดอง ซึ่งก็ย่อมต้องมีเรื่องราวบางอย่างที่น่าสนใจ” นายวิโรจน์ระบุ
เมื่อถามว่า นายวิโรจน์ มีโยบายสำหรับจัดการความหลากหลายของเชื้อชาติและความเท่าเทียม หรือไม่ อย่างไร ?
นายวิโรจน์กล่าวว่า ปัญหาความหลากหลายของเชื้อชาติในกรุงเทพฯ เบาบางลงไปบ้างแล้ว แต่มีประเด็นเรื่องความหลากหลายในเชิงความคิดมากกว่า เราจะทำอย่างไรให้คนที่คิดไม่เหมือนกัน เห็นไม่เหมือนกัน รู้สึกไม่เหมือนกัน ยอมรับฟังและยอมรับความรู้สึกของอีกคนที่อาจไม่เหมือนกับเรา จึงจะเป็นการอยู่ร่วมกันอย่างผาสุกซึ่งไม่ได้หมายความว่าจะต้องทำให้ทุกคนคิดเหมือนกัน เพราะเป็นไปไม่ได้ แต่จะทำอย่างไรให้ความแตกต่างหลากหลายอยู่ร่วมกันได้
“คิดไม่เหมือนกัน ทำไมต้องเกลียดกัน ทำไมต้องบอกว่าฝ่ายหนึ่งโง่ ฝ่ายหนึ่งฉลาด ฝ่ายหนึ่งถูก ฝ่ายหนึ่งผิด เราก็อยู่ร่วมกันและเคารพความเห็นที่แตกต่างกันได้ ไม่ใช่การกันพื้นที่ให้เขาอยู่ แต่ให้เขาอยู่ร่วมกันกับเราเราเดินเข้ามาในงานสัปดาห์หนังสือ คนเยอะแยะ ก็ไม่เห็นจำเป็นจะต้องกั้น ว่าคนที่คิดแบบนี้ต้องอยู่ในพื้นที่นี้ คนที่คิดอีกแบบ ให้อยู่ในพื้นที่นี้ มนุษย์ไม่ใช่ห้างสรรพสินค้าที่ต้องแบ่งโซน มนุษย์มีการเลื่อนไหล ก็อยู่ร่วมกันนั่นแหละ” นายวิโรจน์กล่าว

นายวิโรจน์กล่าวต่อไปว่า วันนี้รู้สึกดีใจที่ได้เห็นงานสัปดาห์หนังสืออีกครั้ง ยังตื่นเต้นเหมือนเดิมที่เห็นคนมาเลือกซื้อหนังสือ เพราะส่วนตัวอยู่กับหนังสือมานาน ที่ทำงานเก่าของตนคือ ‘ซีเอ็ด’
“ผมไม่เคยเชื่อว่าคนไทยไม่อ่านหนังสือ เขาเข้าถึงไม่สะดวกเท่านั้นเอง นี่จึงเป็นเหมือนจุดคิดในการบริหารเมือง เราอย่าไปเชื่อมายาคติอะไรบางอย่าง แล้วยอมแพ้ ยอมจำนนกับมัน เราต้องตั้งโจทย์ให้ถูก ถ้าโจทย์ถูก จะสามารถสร้างสรรค์ในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ให้เป็นไปได้
ถ้าเราขึ้นต้นว่า คนไทยไม่อ่านหนังสือ ผมเชื่อว่างานแบบนี้จะไม่มีทางเกิดขึ้นเลย เพราะเราจะล้มเลิกตั้งแต่แรก แต่ถ้าคิดว่าคนไทยอยากอ่านหนังสือเพียงแต่เขาถึงหนังสือไม่สะดวก งานแบบนี้จึงเกิดขึ้น ธุรกิจหนังสือ สำนักพิมพ์ต่างๆ ก็เลยเกิดขึ้น เพราะเรามีความเห็นร่วมกันว่า คนไทยอยากอ่านหนังสือ เพียงแต่เขาเข้าถึงหนังสือไม่ได้ ห้องสมุดก็เหมือนกัน เขาอยากอ่าน แต่เขาไม่มีสตางค์ ดังนั้นเราจึงต้องทำห้องสมุดให้ดี แล้วผมเชื่อว่าคนจะเข้าไปเพื่ออ่านหนังสือเอง” นายวิโรจน์ระบุ

นายวิโรจน์กล่าวว่า สุดท้ายขอฝากสิ่งที่รู้สึกอยากถ่ายทอด คือ ห้องสมุดควรใจกว้าง โดยเฉพาะห้องสมุดของรัฐ เราหวงอะไรกับการชาร์จโทรศัพท์มือถือ การชาร์จครั้งหนึ่งจนเต็ม ใช้เงินแค่ 20 สตางค์เท่านั้นเอง การชาร์จมือถือ 1 เครื่องไม่ถึง 50 สตางค์ ต้องยอมรับว่าโทรศัพท์มือถือเป็นสิ่งที่ติดตัวในชีวิตประจำวันของคน ถ้าคนสามารถชาร์จมือถือได้ในห้องสมุด ค่าการตลาดแค่ 20 สตางค์ ดึงคนเข้ามาหาหนังสือได้ ถือว่าถูกมาก เราต้องเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ ถ้าคุณสร้างข้อจำกัดเต็มไปหมด ข้อจำกัดนั้นจะเป็นตัวกีดขวางไม่ให้คนไทยเข้าถึงหนังสือ
นายวิโรจน์กล่าวว่า สิ่งแรกที่จะทวงคืนให้คนกรุงเทพฯ คือความเป็นเจ้าของกรุงเทพฯ ทุกวันนี้ เวลาที่เดือดร้อนหรือประสบปัญหาความทุกข์ร้อน เราไม่รู้สึกหรืออย่างไรว่าต้องไปอ้อนวอนร้องขอ ให้เขตมาช่วยทำนั่น ทำนี่ สุดท้ายได้รับคำตอบเดิมๆ ว่า งบประมาณหมด บางคนแย่กว่านั้น ถูกไล่ให้ไปติดต่อหน่วยงานนั้นหน่วยงานนี้ แล้วก็โยนกันไปโยนกันมา หน่วยงานที่บอกให้ไปติดต่อ ก็โยนกลับมาอีก ทำให้เราต้องยอมจำนนรับสภาพกับปัญหา สำหรับคนที่มีสตางค์ ก็ใช้เงินแก้ปัญหาด้วยตัวเอง
“อย่างเรื่องน้ำท่วม ไม่เห็นหรือว่า แต่ละคนแข่งกันถมที่ สูงมาก ซึ่งทำให้ความสูง-ต่ำของพื้นที่ในการระบายน้ำ บางทีคำนวณอะไรไม่ได้เลย ดังนั้น การกระจายงบประมาณลงมาที่ประชาชน จัดสรรงบประมาณใหม่ ที่ทำให้เกิดประโยชน์กับประชาชนจริงๆ จะทวงคืนความเป็นเจ้าของกรุงเทพฯ ให้กับคนกรุงเทพฯ ทุกคนได้” นายวิโรจน์กล่าว
นายวิโรจน์กล่าวต่อไปว่า เรื่องที่ 2 ที่อยากทวงคืน คือวันนี้เรามองคำว่า ‘เมืองสวย’ ผิดไป เมืองสวยไม่ใช่แค่การทาสีตกแต่ง เห็นแต่สิ่งปลูกสร้างและทัศนียภาพที่สวยงาม
“ท่าช้าง ท่าเตียน ท่าพระจันทร์ ตึกถูกทาสีสวยหมด แต่มันไม่มีลมหายใจ ไม่เห็นกิจกรรมร่วมสมัยของผู้คน อย่างนี้เรียกเมืองสวยหรือเป็นเพียงแค่ไซต์ก่อสร้างและบ้านจัดสรรที่ยังไม่ได้ขายเพราะสีสวยหมด แต่ไม่มีผู้คน ผมคิดว่าเราต้องคืนเมืองสวยในแบบฉบับที่มีลมหายใจ มีกิจกรรมร่วมสมัย วิถีชีวิตให้กับผู้คนกรุงเทพฯได้แล้ว” นายวิโรจน์กล่าว

