อรรถพล ใหญ่สว่าง ปธ.ก.อ.แจงข้อกฎหมาย ปมร้อน ‘บอส อยู่วิทยา’

อรรถพล ใหญ่สว่าง ปธ.ก.อ.แจงข้อกฎหมาย ปมร้อน ‘บอส อยู่วิทยา’

คดีบอส – เป็นกระแสร้อนแรงจากปลายสัปดาห์ก่อนจนถึงขณะนี้ ส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรมของประเทศ สังคมไทยเกิดความเคลือบแคลงการใช้ดุลพินิจของอัยการสั่งไม่ฟ้อง บอสŽ วรยุทธ อยู่วิทยา ทายาทเครื่องดื่มชูกำลังชื่อดัง 

มติชนŽ ได้ขอความรู้ข้อกฎหมายจาก อรรถพล ใหญ่สว่าง ประธานคณะกรรมการอัยการเเละอดีตอัยการสูงสุด ครูนักกฎหมายถึงเเนวทางการหาทางออกขององค์กรอัยการ เเละที่มาที่ไปของคดีตามกระบวนการทางกฎหมาย

อรรถพลŽ อธิบายว่า คดีนี้เดิมพนักงานสอบสวนมีความเห็นสมควรสั่งฟ้องส่งพนักงานอัยการพิจารณาพยานหลักฐานตามสำนวน ในเบื้องต้นอัยการมีความเห็นสั่งฟ้องผู้ต้องหา แต่ผู้ต้องหามีการร้องขอความเป็นธรรมอย่างต่อเนื่องหลายครั้ง มีการตรวจสอบกระทั่งอัยการใช้ดุลพินิจสั่งไม่ฟ้องในที่สุด

แต่ต้องเข้าใจว่า เมื่อมีการร้องขอความเป็นธรรมเข้ามาไม่ใช่ว่าอัยการสูงสุดจะเป็นผู้สั่งคดีเอง ซึ่งในสมัยก่อนเป็นเช่นนั้น แต่ได้มีการแก้ไขกฎหมาย เนื่องจากหากอัยการสูงสุดเป็นผู้พิจารณาสั่งคดีแล้วจะทำให้คดีเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ไม่ต้องย้อนกลับไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติอีก ทำให้ไม่มีการถ่วงดุล

ต่อมาจึงมีการแก้ไขระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุด ว่าด้วยการดำเนินคดีของพนักงานอัยการ พ.ศ.2547 ว่าในกรณีที่ร้องขอความเป็นธรรมถึงอัยการสูงสุด (อสส.) จะต้องถูกส่งให้รองอัยการสูงสุดเป็นคนพิจารณา ถือเป็นการได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติราชการแทน หากรองอัยการสูงสุดพิจารณาแล้วสั่งฟ้องคดีก็จะต้องยุติในเรื่องร้องขอความเป็นธรรม แต่ถ้ามีความเห็นไม่เหมือนเดิม ก็เป็นอำนาจของรองอัยการสูงสุดจะเปลี่ยนแปลงคำสั่งของอธิบดีอัยการได้

และเมื่อมีการกลับคำสั่งในเขตกรุงเทพฯความเห็นสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหา สำนวนจะย้อนไปยังผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติทำความเห็นแย้งหรือไม่ แต่ในทางปฏิบัติการพิจารณาจะใช้แค่ผู้ช่วย ผบ.ตร.ว่าเห็นชอบหรือไม่ ถ้าเห็นชอบคดีก็เป็นอันเสร็จเด็ดขาด ถ้าไม่เห็นชอบหรือแย้งก็จะส่งกลับมาให้อัยการสูงสุดเป็นผู้พิจารณาและสั่งคดีต่อไปตาม ป.วิอาญามาตรา 145/1

กระบวนการดังกล่าวจึงถือเป็นการคานอำนาจในการสั่งคดี ซึ่งเปรียบเสมือนเครื่องชั่งที่จะต้องดำเนินการตามตัวบทกฎหมาย ซึ่งหลักการสั่งคดีของอัยการ กฎหมายให้อำนาจอัยการใช้ดุลพินิจได้คล้ายกับของศาลยุติธรรม ตามมาตรา 227 ที่ให้ศาลใช้ดุลพินิจชั่งน้ำหนักตามพยานหลักฐาน อย่าพิพากษาลงโทษจนกว่าจะแน่ใจว่ามีการกระทำผิดจริง เเละเมื่อมีการสงสัยตามสมควรว่าจำเลยมีการกระทำผิดหรือไม่ ให้ยกประโยชน์แก่ความสงสัยนั้นแก่จำเลย ซึ่งพนักงานอัยการก็ใช้หลักเดียวกัน จึงเปรียบได้ว่าระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุดว่าด้วยการดำเนินคดีอาญาของพนักงานอัยการฯ เป็นการกำหนดเพื่อให้สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ตาม
ป.วิอาญา และก็เป็นหลักสากลเปรียบเสมือนเครื่องชั่งเพื่อความยุติธรรม

คดีที่เป็นเหตุให้วิจารณ์ว่ามีการสั่งคดีถูกต้องหรือไม่ จึงเป็นเรื่องการใช้ดุลพินิจในการชั่งน้ำหนักพยานเเละเป็นเรื่องเฉพาะตนเท่านั้น ไม่เกี่ยวกับมาตรฐานเครื่องชั่งดังกล่าว สำนักงานอัยการสูงสุดมีระเบียบเปรียบเสมือนเครื่องชั่ง ส่วนพนักงานอัยการก็เสมือนผู้ใช้เครื่องชั่ง ตรงนี้หากมีการผิดพลาดก็ไม่เกี่ยวกับเครื่องชั่งซึ่งเป็นมาตรฐานสากล

สำหรับประเด็นการสั่งคดีที่กำลังเป็นปัญหาขณะนี้ อสส.ได้ตั้งคณะทำงานซึ่งเป็นผู้มีความรู้ความสามารถ มีระดับรอง อสส.เป็นประธาน และมีคณะกรรมการทั้งระดับอธิบดีและรองอธิบดีอัยการ ซึ่งล้วนเเต่ผู้มีความรู้เรื่องคดีอาญาโดยตรงมาตรวจสอบพยานหลักฐานรวมถึงดุลพินิจในการสั่งคดีนี้ใน 7 วัน และในฐานะประธานคณะกรรมการอัยการก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้มีหนังสือถึงอัยการสูงสุดเป็นคำแนะนำแนวทางการแก้สถานการณ์ที่เกิดขึ้น

อดีตอัยการสูงสุดกล่าวถึงการกลับคำสั่งเพื่อกลับมาฟ้องอีกครั้งทำได้หรือไม่ ว่าตาม ป.วิอาญามาตรา 147 ระบุไว้ชัดว่า เมื่อมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดีแล้ว ห้ามมิให้มีการสอบสวนเกี่ยวกับบุคคลนั้นในเรื่องเดียวกันอีก เว้นแต่จะได้ พยานหลักฐานใหม่อันสำคัญแก่คดีŽ ที่น่าจะทำให้ศาลลงโทษผู้ต้องหาได้

ในเรื่อง พยานหลักฐานใหม่อันสำคัญแก่คดีŽ อดีตอัยการสูงสุดยกตัวอย่างเพื่อความเข้าใจชัดเจนว่า เคยมีคดีอยู่เรื่องหนึ่งซึ่งมีผู้ต้องหาเป็นนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ อัยการมีคำสั่งไม่ฟ้อง สำนักงานตำรวจแห่งชาติก็มีความเห็นชอบ ไม่แย้ง แต่ปรากฏว่าคดีนี้มีพยานหลักฐานใหม่ แล้วมีการร้องเข้ามายังกรมสอบสวนคดีพิเศษ เเละมีการรับคดีสอบสวนใหม่จนทำสำนวนให้อัยการสำนักงานคดีพิเศษมีความเห็นสั่งคดียื่นฟ้องผู้ต้องหาต่อศาล แม้สุดท้ายศาลจะยกฟ้อง 3 ศาล และพนักงานสอบสวนเป็นคนละหน่วยงานกัน แต่ก็ใช้หลักเกณฑ์ตาม ป.วิอาญาที่กำหนดในเรื่องพยานหลักฐานใหม่ ทางออกของคดีนี้จึงต้องเป็นการพบหลักฐานที่สำคัญแก่คดี ไม่ว่าจะเป็นพนักงานสอบสวนในหน่วยงานเดิม หรือหน่วยงานใหม่ก็จะใช้ ป.วิอาญาในมาตรา 147 ได้

ส่วนการทำหน้าที่ของคณะทำงานที่ อสส.แต่งตั้งขึ้น หากสอบสวนแล้วพบการสั่งคดีนี้เกิดข้อบกพร่อง หรือส่อในทางไม่สุจริต จะเป็นเหตุที่อัยการจะกลับคำสั่งมาฟ้องได้หรือไม่ อดีตอัยการสูงสุดกล่าวว่า ในความเห็นส่วนตัวจะต้องพบพยานหลักฐานใหม่เท่านั้น หรืออีกวิธี ซึ่งประเทศไทยใช้หลักการดำเนินคดีอาญาต่างกับประเทศอื่นไม่ว่าเป็นหลัก civil law (กฎหมายลายลักษณ์อักษร) เช่น ฝรั่งเศส, สวิตเซอร์แลนด์, เกาหลี, ญี่ปุ่น หรือประเทศที่ใช้กฎหมาย common law (กฎหมายจารีตประเพณี) อย่างอังกฤษ หรืออเมริกา ที่จะกำหนดว่าการกระทำความผิดอาญาเป็นหน้าที่ของรัฐ พนักงานอัยการเท่านั้นที่มีอำนาจฟ้องคดี แต่ประเทศไทยผู้มีอำนาจฟ้องคดีตาม ป.วิอาญามาตรา 28 ระบุไว้ชัดคือพนักงานอัยการและผู้เสียหาย ดังนั้น คดีนี้ผู้เสียหายยังมีอำนาจฟ้องได้ตามบทของกฎหมาย

อย่างไรก็ตาม ในความเห็นโดยส่วนตัวมองว่า ระเบียบการดำเนินคดีอาญาที่เป็นอยู่นี้เป็นสิ่งที่ดีมากอยู่เเล้ว เรื่องนี้สำนักงานอัยการสูงสุดโดยคณะทำงานที่สอบสวนต้องตีแผ่ให้เห็นสำนวนการสอบสวนตั้งแต่เบื้องต้นว่าเป็นมาอย่างไร และสำนวนมีความเห็นแตกต่างกันในเบื้องต้นหรือไม่ และหลังจากนั้นได้มีพยานหลักฐานที่คิดว่าเป็นพยานหลักฐานใหม่ซึ่งแตกต่างจากอันเดิมหรือไม่ อย่างไร และพยานหลักฐานใดจึงเป็นพยานหลักฐานที่น่าจะนำมารับฟังได้ ตอนนี้มีข่าวออกมามาก แม้กระทั่งการตรวจพิสูจน์หลักฐาน ก็ยังมีเรื่องความเร็วที่ไม่เท่ากัน รวมถึงมีประจักษ์พยานเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยส่วนตัวไม่ได้ลงไปดูในสำนวนข้อเท็จจริง เนื่องจากมีคณะทำงานอยู่แล้ว

อดีตอัยการสูงสุดกล่าวย้ำด้วยว่า คดีนี้บุคคลที่ อสส.ตั้งมาเป็นคณะทำงาน เเต่ละคนจะเป็นผู้บริหารสำนักงานอัยการสูงสุดรุ่นต่อไปหลายคน เเละยังเป็น ก.อ.ถึง 4 คน คงไม่เอาตัวเองมาเสี่ยงฟอกขาวเรื่องนี้ จากประสบการณ์ที่เคยเป็นอธิบดีอัยการและอัยการสูงสุด ยืนยันว่าพยานหลักฐานรวมทั้งข้อกฎหมายจะเป็นเครื่องบ่งชี้และตอบสาธารณชนได้ว่าเรื่องราวเป็นอย่างไร ซึ่ง ก.อ.คงต้องรอผลของการพิจารณาของคณะทำงานดังกล่าว จากนั้นจะดูในรายละเอียดว่ามีการกระทำความผิดจากหลักเกณฑ์มาตรฐานตามที่กำหนดไว้ในระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุดฯหรือไม่

หากทำถูกต้องตามเรื่องดังกล่าวและดุลพินิจเป็นไปโดยชอบ ก็คงจะไม่ผิด แต่ถ้าเป็นดุลพินิจซึ่งไม่ชอบขึ้นมา ก.อ.ก็มีอำนาจที่จะพิจารณาด้านวินัยของข้าราชการที่ทำเรื่องดังกล่าว

เรื่องนี้ดุลพินิจผิดหรือไม่ผิด ต้องรอผลการพิจารณาเสียก่อนจึงตอบได้

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้สคช.-ศูนย์คุณธรรม ร่วม ผลิต “คนมืออาชีพ-มีคุณธรรม”
บทความถัดไปแข้งม้านิลมังกร-ฉลามชล ไร้โควิด พร้อมฟาดแข้งฟุตบอลนัดพิเศษที่ระยอง