หน้าแรก การเมือง โมเมนต์ดีๆ &#...

โมเมนต์ดีๆ ‘นายกเศรษฐา’ สละเงินเดือน ช่วยการกุศล

1.10.23 | 06:00 น.

โมเมนต์ดีๆ ‘นายกเศรษฐา’ สละเงินเดือน ช่วยการกุศล

ถือเป็นความรู้สึกดีๆ กับการเริ่มต้นของรัฐบาล เศรษฐา ทวีสิน ที่ได้รับการโปรดเกล้าฯ ให้เป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 23 สิงหาคมที่ผ่านมา และตะลุยทำงานเดินทางไปรับฟังปัญหาในหลายพื้นที่ ทั้งกรุงเทพฯและต่างจังหวัด ฟังเสียงประชาชนและภาคเอกชน มุ่งแก้ปัญหาปากท้องและช่วยผลักดันเอกชนขับเคลื่อนเศรษฐกิจไปด้วยกันกับภาครัฐ

นายกฯแถลงข่าวแต่ต้นจะทำงานไม่มีวันหยุด ไม่มีคำว่าเหน็ดเหนื่อย เพราะแบกความคาดหวังของประชาชนไว้สูงมาก

ทำให้ตารางวันทำงานจันทร์-ศุกร์ คิวแน่นเอี้ยด เข้าทำเนียบรัฐบาล ร่วมประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต้อนรับพบปะผู้คน ทั้งแขกบ้านแขกเมืองและยังเดินทางไปปฏิบัติภารกิจในต่างประเทศ รวมถึงเสาร์-อาทิตย์ ยังเดินทางไปพบประชาชน ฟังสารพันปัญหาและข้อเสนอแนะโดยตรง

นายกฯเศรษฐายังแจ้งในที่ประชุม ครม.ล่าสุดด้วยว่า หลังจากนี้เป็นต้นไป ให้รัฐมนตรีทุกกระทรวงที่มีส่วนเกี่ยวข้องเวลาลงพื้นที่ต่างจังหวัด ช่วยกันลดจำนวนเจ้าหน้าที่ ไม่ต้องมาร่วมขบวนแบบวงใหญ่ เพื่อมิให้รบกวนประชาชน

Advertisement

ถือเป็นการทำงานสไตล์นักบริหารภาคเอกชนที่เน้นเนื้องานล้วนๆ มีความคล่องตัว ไม่เอาปริมาณจำนวนคน ดูแล้วอึดอัด

ขณะที่การเข้าประชุมพรรคเพื่อไทย นายกฯเศรษฐาก็ยังสั่งให้ทีมงานลงคิวไว้ทุกวันอังคารจะมาร่วมประชุม พูดคุยกินข้าวกับ ส.ส.และแกนนำ

ความมุ่งมั่นของงานเหล่านี้ถ้าตีเป็นคะแนนก็ต้องได้ สิบเต็มสิบ อย่างไร้ข้อกังขา

ครั้นพอมาเป็นนายกฯ ได้เพียง 37 วัน หรือเมื่อ 28 กันยายนที่ผ่านมา นายกฯก็ประกาศไม่ใช้เงินเดือนรวมทั้งเบี้ยประชุมที่เกี่ยวข้องกับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ตลอดการดำรงตำแหน่งให้มูลนิธิต่างๆ เข้ากระเป๋าตัวเอง

โดยเงินหลังหักภาษีแล้ว จะขอบริจาคให้การกุศลต่างๆ หรือเท่ากับไม่รับเงินเดือนมาใช้ตลอดจนอายุขัยของรัฐบาลชุดปัจจุบัน

สำหรับเรตรายได้ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แบ่งเป็นเงินเดือน 75,590 บาท เงินประจำตำแหน่ง 50,000 บาท รวมแต่ละเดือนได้รับ 125,590 บาท

เงินเดือนก้อนแรกก็ประเดิมบริจาคให้กับ “มูลนิธิเด็ก” เพื่อช่วยเหลือเด็กด้านปัจจัยพื้นฐาน การดำเนินชีวิตและสวัสดิการต่างๆ

เมื่อนักข่าวถามนายกฯว่า ถือเป็นสิ่งที่ทำมาก่อนจะมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีใช่หรือไม่ นายกฯคนที่ 30 ของประเทศไทย บอกว่า“ก็พยายามจะทำต่อไป แต่ไม่อยากพูดเยอะ เดี๋ยวจะหาว่าอย่างนั้นอย่างนี้ ผมคิดว่าเงียบๆ ไปจะดีกว่า”

ทั้งนี้ การนำรายได้ไปช่วยเหลือมนุษย์และสังคมที่ยังต้องการความช่วยเหลือ จึงไม่ใช่ครั้งแรกที่นายกฯทำด้วยใจ แต่เป็นสิ่งที่ทำอย่างคุ้นเคยมาตลอด ตั้งแต่สมัยเป็นซีอีโอ “แสนสิริ”มีทั้งเงินของบริษัทและควักเงินส่วนตัวไปช่วยเหลือหน่วยงานที่ต้องการความช่วยเหลือทั้งในและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง

ขณะอยู่ “แสนสิริ” บริษัทก็จับมือเป็นพันธมิตรกับยูนิเซฟมาร่วมสิบปี จุนเจือรายได้ของบริษัทส่งให้องค์กรการกุศลระดับโลก มุ่งมั่นเพื่อช่วยเหลือเด็กและเยาวชนทั่วโลกให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในสังคมที่แตกต่างกันไป

นายกฯเศรษฐาเคยกล่าวสมัยนั่งเป็นผู้บริหารแสนสิริในเดือนกันยายนปี 2563 ว่า “แสนสิริให้ยูนิเซฟครึ่งหนึ่งของงบสนับสนุนการทำกิจกรรมเพื่อสังคม โดยแสนสิริบริจาคเงินให้ยูนิเซฟทุกปีปีละ 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ต่อเนื่องมาถึงปีนี้เป็นปีที่ 10 แล้ว เป็นเงินบริจาคเข้า ‘กองทุนช่วยเหลือฉุกเฉินของยูนิเซฟ’ (UNICEF Global Emergency Fund) จนถึงปัจจุบัน บริจาคไปแล้วกว่า 325 ล้านบาท ยูนิเซฟสามารถเบิกเอาไปทำอะไรก็ได้แบบไม่มีเงื่อนไข เพื่อให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมอย่างทันท่วงทีแก่เด็กและครอบครัวหลายสิบล้านคนทั่วโลก ไม่ว่าจะได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ, สงครามกลางเมือง, การสู้รบ, วิกฤตด้านสุขภาพ หรือแม้แต่สถานการณ์ฉุกเฉินต่างๆ”

ขณะที่ช่วงวิกฤตโควิดเล่นงานโลกทั้งใบ นายกฯเศรษฐาเคยกล่าวไว้ขณะนั้นว่า แสนสิริได้ร่วมบริจาคเงินเพิ่ม 2 ล้านบาท และโดยส่วนตัวมอบให้อีก 5 แสนบาท จากการขายหนังสือ “เศรษฐากับกีฬา” สมทบให้ยูนิเซฟ นำไปใช้เยียวยาวิกฤตอย่างทันท่วงที

ส่วนในช่วงสมัยวิกฤตต้มยำกุ้ง เมื่อปี 2540 ยุคโกลาหลทางเศรษฐกิจของประเทศไทย ทันทีที่รัฐบาล พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประกาศลอยตัวค่าเงินบาท อัตราแลกเปลี่ยนเดิม 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 25 บาทกว่าๆ ขยับออกไปไกลสุดกู่เป็น 55 บาท ธุรกิจเอกชนล้มระเนระนาด โดยเฉพาะกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ บ้านจัดสรรและคอนโด

นายกฯเศรษฐาก็กรอบไปในครั้งนั้น

เจ้าตัวเคยให้สัมภาษณ์สื่อว่า “ขับรถเบนซ์อยู่ดีๆ ก็โดนเจ้าหนี้ยึดไปเลย เพราะติดหนี้ค่าเสาเข็ม 3 ล้านบาท แต่วิกฤตโควิด-19 อาจจะหนักกว่าเพราะกระทบวงกว้างมาก และยังไม่รู้ว่าจะสิ้นสุดเมื่อไหร่”

อย่างไรก็ดี ผู้นำที่ยอมสละเงินเดือนของตัวเองเพื่อช่วยเหลือสังคม ก็เกิดขึ้นในช่วงที่โควิดแพร่ระบาดกระฉูดไปทั่วโลกเช่นกัน โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี นั่งหัวโต๊ะเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ครั้งที่ 9/2564 ในวันที่ 9 กรกฎาคม 2564 ได้กล่าวในวงประชุมว่า จะไม่รับเงินเดือนตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเป็นเวลา 3 เดือน ขอนำเงินไปช่วยเหลือประชาชนที่ถูกทำให้หยุดงาน ไม่มีรายได้จุนเจือ

การประกาศของ พล.อ.ประยุทธ์ บรรดารัฐมนตรีในเวลานั้นพากับตบเท้าเห็นดีเห็นงาม ทยอยคล้อยตามนำเงินเดือนไปช่วยแก้ปัญหาโควิดในประเทศเช่นกัน อาทิ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข วิษณุ เครืองาม รองนายกฯ จุติ ไกรฤกษ์ รมว.การพัฒนาสังคมฯ วราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทรัพยากรธรรมชาติฯ ศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นต้น

ขณะที่ทีมโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ขณะนั้นนำโดย อนุชา บูรพชัยศรี พร้อมด้วย น.ส.รัชดา ธนาดิเรก และ น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุลก็ขานรับนโยบาย พล.อ.ประยุทธ์ ที่จะไม่รับเงินเดือนเป็นระยะเวลา 3 เดือน

แต่ก่อนหน้านั้นอีก ชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานีในเวลานั้น เป็นคนแรกๆ ที่ได้ประกาศสละเงินเดือน 3 เดือน เดือนละ 72,000 บาท รวมกว่า 2 แสนบาท ให้เจ้าหน้าที่นำไปช่วยคนที่เดือดร้อนจากโควิด พร้อมกำชับข้าราชการทุกคนทำงานเต็มที่ เป็นโอกาสดีที่จะได้สร้างบุญเพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชนชาวปทุมธานี

อย่างไรก็ดี การที่นายกฯเศรษฐาไม่ขอแตะเงินเดือนและรายได้จากตำแหน่งหน้าที่แม้แต่บาทเดียว ก็ไม่อยากให้เหล่ารัฐมนตรีร่วมรัฐบาลต้องทำตาม โดยกล่าวหลังมีคำถามของนักข่าวหยอดว่า จะกลายเป็นการนำตัวอย่างให้กับรัฐมนตรีคนอื่นๆ ด้วยหรือไม่

นายกฯรีบตอบทันทีว่า “ไม่ใช่ครับ ไม่ได้ครับ เป็นความประสงค์ส่วนตัว อย่าไปกดดันท่านอื่นเลย เพราะความจำเป็นส่วนตัวเขามีทุกคน”

เป็นอีกหนึ่งโมเมนต์ดีๆ จากนายกฯคนปัจจุบัน ที่ยืนยันตั้งแต่วันแรกทำให้เห็นภาพว่าปัญหาและความทุกข์ของประชาชน คือภาระหน้าที่ของรัฐบาลที่ต้องเยียวยาและช่วยเหลือให้ทันท่วงที