กีรติ กิจมานะวัฒน์ ปักธงนำ ทอท. สู่ปลายทาง Transfer

กีรติ กิจมานะวัฒน์
ปักธงนำ ทอท.
สู่ปลายทาง Transfer

หมายเหตุ นายกีรติ กิจมานะวัฒน์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บมจ.ท่าอากาศยานไทย หรือ ทอท. (AOT) ให้สัมภาษณ์ถึงแผนการพัฒนาและยกระดับสนามบินเพื่อเป้าหมายการเป็นฮับการบินของภูมิภาค

“ช่วงที่ผ่านมา นับตั้งแต่ไทยเรามีสนามบินสุวรรณภูมิ โดย ทอท.เปิดตัวสนามบินสุวรรณภูมที่มีผู้โดยสาร 30 ล้านคนต่อปี และปริมาณผู้โดยสารก็เติบโตขึ้นมาตลอด 17 ปีที่ผ่านมา ซึ่งช่วงที่เป็นจุดสูงสุดหรือจุดพีค คือปี 2562 ที่สนามบินสุวรรณภูมิมีผู้โดยสารอยู่ที่ประมาณ 63 ล้านคนต่อปี และในปี 2567 นี้ ทอท.ก็คาดการณ์ว่าน่าจะกลับมาระดับ 60 ล้านคนต่อปี ซึ่งตรงนี้แสดงให้เห็นว่าปริมาณการท่องเที่ยวได้กลับคืนสู่ภาวะค่อนข้างปกติแล้ว

แต่ถ้าเราดูย่อยออกไปอีกว่า จากปริมาณนักท่องเที่ยวเหล่านี้ที่เดินทางมาสุวรรณภูมิ ตัวเลขจะเห็นได้ว่าในส่วนของ 60 ล้านคน มีแค่ประมาณ 3% เท่านั้นที่เป็นผู้โดยสารเปลี่ยนเครื่อง หมายความว่าตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ไทยเราเป็นสนามบินปลายทาง (Destination Airport) หรือคือจุดเป้าหมายในการเดินทาง ซึ่งไม่ได้ผิดอะไร ต้องบอกก่อนว่ามันไม่ใช่เรื่องแย่ เป็นเรื่องที่แสดงให้เห็นว่าคนต้องการเดินทางมาประเทศไทย เพราะประเทศไทยเรามีเสน่ห์ในการดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เดินทาง แล้วคนต้องการมาที่ประเทศไทย

Advertisement

แต่การเป็น Destination Airport ได้บอกเราอีกว่า คนไม่ได้เดินทางมาสุวรรณภูมิเพราะต้องการที่จะเปลี่ยนเครื่องหรือใช้เป็นที่เชื่อมต่อไปที่อื่น คราวนี้ถ้าเป้าหมายของรัฐบาลคือการยกระดับการท่องเที่ยว การยกระดับการเดินทางให้สะดวกสบายในการมาประเทศไทย ถ้าจะเป็นมากกว่า Destination Airport เป็นไปเพื่ออะไร

โดยว่ากัน ทำไมคนถึงตัดสินใจที่จะเดินทางไปประเทศไหนประเทศหนึ่ง ปัจจัยอันแรกที่ทำให้คนตัดสินใจจะเดินทางก็คือ เมืองที่เขาจะไปมันน่าไป เช่น เราคิดว่าเราจะไปปารีส เราอยากไปโตเกียว เราก็ไป เพราะเมืองนั้นมีความดึงดูดใจให้น่าไป แต่ยังมีปัจจัยที่สอง คือ การเดินทางที่มีหลากหลายตัวเลือก หลากหลายเที่ยวบิน หลากหลายสายการบิน ที่ทำให้เขาไปได้

ถ้าเทียบกัน เมืองหนึ่งมีไฟลต์บินตรง กับอีกเมืองซึ่งก็มีดีทุกอย่าง แต่ไม่มีไฟลต์บินตรง ถ้าเป็นเราคงไม่ไป เพราะว่าต้องไปเปลี่ยนเครื่อง ซึ่งการเปลี่ยนเครื่องนั้นอย่างน้อยๆ บวกเวลาเดินทางเพิ่ม 4-5 ชั่วโมง เพราะฉะนั้น การที่ไม่มีการเชื่อมต่อโดยตรงระหว่างเมืองไทยกับประเทศต่างๆ จุดนี้คือจุดที่ทำให้คนตัดสินใจจะไม่เดินทางไป ดังนั้น การที่ไทยจะกลายเป็นฮับการบิน คือหมายความว่าไทยต้องเพิ่มการเชื่อมต่อให้มากขึ้น มีหลายๆ เมืองที่จะเดินทางมาถึงได้

Advertisement

ซึ่งจะเป็นโอกาสในการชักนำคน ให้เพิ่มจาก 60-70 ล้านคนต่อปี ที่เติบโตตามปกติ เพราะประชากรโลกต้องการมาเที่ยวเมืองไทย ให้กลายเป็นประชากรโลกที่มาเมืองไทยเพราะสะดวกที่จะมา เหมือนกับที่คนเราอยากไปฮ่องกง หรือสิงคโปร์ เพราะไม่ต้องคิดมาก สามารถบินไปได้ทุกครึ่งชั่วโมง คือ ทุกๆ ครึ่งชั่วโมงหรือไม่เกินหนึ่งชั่วโมงมีไฟลต์จากกรุงเทพฯไปสิงคโปร์ ทำให้ไม่ได้วางแผนกันเยอะ เพราะสิงคโปร์ก็เป็นฮับการบิน ซึ่งไม่แค่คนไปสิงคโปร์เพราะอยากไป แต่ยังดึงคนที่ไทยเดินทางผ่านสิงคโปร์ เพื่อไปที่อื่นด้วย

อันนี้คือหลักสำคัญ เป็นการยกระดับการท่องเที่ยวไทยไปอีกสเต็ปหนึ่ง ทำให้นอกจากมีความดึงดูดใจในฐานะที่เป็นจุดหมายที่อยากมาแล้ว ไทยเรามีความดึงดูดใจในฐานะเดินทางง่าย เป้าหมายของรัฐบาลที่มอง ขณะที่สิ่งที่ ทอท.จะได้จากนโยบายนี้ ที่เห็นได้ชัดคือตัวเลข ได้แก่รายได้จากค่าบริการในการขึ้นลง (Landing Fee) ค่าบริการจอดเครื่องบิน ค่าบริการผู้โดยสารต่างๆ ซึ่งเป็นประโยชน์ทางตรงที่ ทอท.ได้รับ

ส่วนประโยชน์ทางอ้อมที่เกิดกับประเทศชาติ คือ การเติบโตของผู้โดยสาร จากที่ปัจจุบันไทยมีจำนวนผู้โดยสารเปลี่ยนเครื่องเพียง 3% ขณะที่ดูไบ สิงคโปร์ ผู้โดยสารเปลี่ยนเครื่องประมาณ 30-40% และถ้ามีผู้โดยสารส่วนนี้เพิ่มขึ้นเป็นการขยายตลาดการบินให้กว้างขึ้น ผู้โดยสารที่เดินทางมาไทย 60 ล้านคน ก็จะกลายเป็น 80 ล้านคนต่อปีได้ รวมไปถึงการที่ผู้โดยสารแค่เข้ามาเปลี่ยนเครื่องที่เมืองไทย ใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 3 ชั่วโมงแน่นอน ก็ต้องช้อปปิ้ง กินข้าว ใช้จ่ายระหว่างรอ ซึ่งเป็นโอกาสในเชิงพาณิชย์ได้ด้วย

ดังนั้น สิ่งที่ต้องทำคือ เรื่องของขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสารที่เพียงพอ (capacity) เพราะขีดความสามารถสูงสุดของสุวรรณภูมิ จากเมื่อปี 2562 ที่มีผู้โดยสารสูงสุด 63 ล้านคน ก็ทำให้เกิดการแออัด เมื่อปีที่แล้ว 2566 ที่ 50 ล้านคนก็แออัด รู้สึกได้ว่าคนมันเยอะเมื่อเทียบกับพื้นที่ที่สุวรรณภูมิมีอยู่ โดยหากเปรียบเทียบแล้ว ที่สิงคโปร์สนามบินมีพื้นที่ 8 ตร.ม.ต่อผู้โดยสารหนึ่งคน ส่วนไทยมีพื้นที่เพียง 2 ตร.ม.ต่อผู้โดยสารหนึ่งคน ดังนั้น ถ้าจะเพิ่มผู้โดยสารเป็น 80 ล้านคนต่อปี สิ่งที่สุวรรณภูมิทำก็คือ การมีอาคารเทียบเครื่องบินรองหลังที่ 1 (SAT-1) และทางวิ่งเส้นที่ 3 หรือรันเวย์ 3

เป็นประตูที่สำคัญที่สุด ซึ่งรันเวย์ 3 ได้เพิ่มขีดความสามารถเรื่องของไฟลต์ จากปัจจุบันมี 2 รันเวย์ รองรับได้เพียง 64 ไฟลต์ต่อชั่วโมง ก็จะกลายเป็น 96 ไฟลต์ต่อชั่วโมง และทำให้มีไฟลต์ที่สามารถขึ้นลงได้เพิ่มอีก 40% เมื่อเทียบกับของเดิม อีกส่วนคือ สะพานเทียบจากเครื่องบินเข้าสู่อาคารผู้โดยสาร โดยปัจจุบันสุวรรณภูมิมีอยู่ทั้งหมด 51 สะพานเทียบ ไม่เพียงพอ ทำให้ต้องไปใช้ Bus Gate หรือประตูที่ใช้รถบัสส่งผู้โดยสารขึ้นเครื่องบิน ซึ่งเมื่อต้อง Bus Gate เยอะ ผู้โดยสารก็แออัด ไม่ได้รับความสะดวกสบาย ดังนั้น ทอท.จึงเปิดอาคาร SAT-1 ที่จะเพิ่มอีก 28 สะพานเทียบ จะทำให้ตอบโจทย์เรื่องผู้โดยสารเปลี่ยนเครื่องได้ 100%

สำหรับโจทย์ของรัฐบาลในเรื่องของการเป็นฮับการบินนั้น ทอท.มองตั้งแต่ช่วงก่อนหน้านี้แล้ว เพียงแต่ว่าโครงสร้างพื้นฐานอาคารเรามีไม่พอ ดังนั้น ตอนนี้จึงเป็นเวลาประจวบเหมาะพอดี เพราะ ทอท.ได้เปิดอาคาร SAT-1 ตั้งแต่เมื่อกันยายนปีที่แล้ว ส่วนรันเวย์ 3 จะเปิดเดือนกรกฎาคม 2567 นี้ จะสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล และทำให้มีขีดความสามารถพอที่จะรองรับผู้โดยสาร

อย่างไรก็ดี อีกจุดที่ต้องดูแลเมื่อมีผู้โดยสารเพิ่มมากขึ้น คือเรื่องของผู้โดยสารขาออก หรือ terminal ที่สุวรรณภูมิ ได้แก่ การเช็กอิน จุดตรวจค้น และจุดตรวจคนเข้าเมืองขาออก หรือ ตม. ที่รัฐบาลมีนโยบายต้องทำให้เสร็จภายใน 15 นาที ดังนั้น ทอท.จึงมีการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วย ตั้งแต่การใช้เครื่องเช็กอินด้วยตนเองที่สุวรรณภูมิ 200 ชุด พร้อมเครื่องส่งกระเป๋าด้วยตนเอง ประตูตรวจค้นอัตโนมัติ ทอท.ได้ลงทุนเพิ่มอีก 80 ประตู รองรับการตรวจอีวีซ่าและอีพาสปอร์ต 91 ประเทศ พร้อมทั้งลดขั้นตอน อาทิ ไม่ต้องถอดรองเท้า ไม่ต้องหยิบพาวเวอร์แบงก์ออกจากกระเป๋า ขณะที่จุดตรวจคนเข้าเมืองขาออกนั้นสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองก็ได้ช่วยเพิ่มเจ้าหน้าที่ให้เช่นกัน ซึ่งมาตรการข้างต้นนี้ได้เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม เป็นต้นมา

ขณะที่แผนงานในระยะยาวนั้น ทอท.มีแผนจะขยายสนามบินเพิ่มเติม คือ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ มีโครงการก่อสร้างส่วนต่อขยายด้านทิศตะวันออกของอาคารผู้โดยสาร (East Expansion) ที่ ทอท.ได้รับอนุมัติงบประมาณแล้ว ซึ่งในเดือนมิถุนายน 2567 นี้จะเปิดประมูลผู้รับเหมาก่อสร้าง ส่วนผู้โดยสารที่ 2 โดยก่อสร้างส่วนต่อขยายอาคารผู้โดยสารด้านทิศใต้ (South Expansion) นั้น ทอท.กำลังศึกษาแผนแม่บท ว่าควรลงทุนอย่างไรให้คุ้มค่า ซึ่งถ้ามติว่าคุ้มค่าก็จะลงมือทันที ทั้งนี้ จะเป็นการรองรับเป้าหมายที่รัฐบาลให้ไว้ว่า สุวรรณภูมิจะเป็นฮับใหญ่ที่สุดในโลก ใน 4 ปี และเพิ่มผู้โดยสารให้ถึง 150 ล้านคนต่อปี

นอกจากเรื่อง capacity อีกเรื่องสำคัญคือการดึงสายการบินเข้ามาซึ่งต้องให้สิ่งจูงใจด้านการตลาดมาช่วย ทั้งนี้ ทอท.มีมาตรการจูงใจคือการลดค่าบริการจอด และแลนดิ้ง 90% ในระยะเวลา 1 ปี สำหรับสายการบินใหม่ที่ยังไม่เคยบินกับเรา หรือสายการบินที่หายไปแล้วเพิ่งกลับมาบินใหม่ เช่น หายไป 5 ปี แล้วอยากกลับมาบินกับไทย และมีแรงจูงใจด้านเส้นทางด้วย ซึ่งจะดึงให้สายการบินสนใจเข้ามาไทย ซึ่งมีที่สนใจแล้วคือสายการบินตะวันออกกลางที่ฟื้นตัวแล้ว ขณะที่ผู้ประกอบการในไทยก็มีแผนเพิ่มเครื่องบินใหม่อีก 45 ลำ

จริงๆ แล้วมันมีแค่ 2 ปัจจัยสำคัญในการดึงดูดสายการบิน คือ ต้องมีขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสารมากพอ และค่าใช้จ่ายไม่แพง ดังนั้น สิ่งที่ทำให้ผู้ประกอบการเลือกไปสิงคโปร์ เพราะเขามีขีดความสามารถล้นเหลือ ค่าใช้จ่ายเหมาะสม แต่ถ้ามองเทียบกันจริงๆ แล้ว ไทยเราดึงดูดเรื่องการเป็นจุดหมายมากกว่าสิงคโปร์ ดังนั้น ไทยเราต้องใช้เสน่ห์ที่มีอยู่ในการดึงดูดสายการบิน รวมถึงนักท่องเที่ยว โดย ทอท.ร่วมมือกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ในการขับเคลื่อนเรื่องนี้ด้วยกัน

พร้อมกันนี้ ในส่วนสนามบินภูมิภาค ที่ ทอท.มีแผนชัดเจนว่าจะปรับปรุง คือ สนามบินเชียงใหม่ และภูเก็ต ซึ่งเป็นสนามบินภูมิภาคที่มีผู้โดยสารระหว่างประเทศ โดยเฉพาะภูเก็ต โดยปัจจุบันมีขีดความสามารถรองรับผู้โดยสารที่ 12 ล้านคนต่อปี ซึ่งปี 2566 ก็มีผู้โดยสารเต็ม 12 ล้านคนแล้ว และมีผู้โดยสารระหว่างประเทศ 8 ล้านคน ทั้งนี้ ในส่วนที่ต้องการเพิ่มคือส่วนระหว่างประเทศ โดยการสร้างอาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศ เพิ่มพื้นที่จากเดิม 5 หมื่น ตร.ม. ให้เป็น 1.2 แสน ตร.ม. ซึ่งตั้งเป้าหมายรวมแล้วสนามบินภูเก็ตจะรองรับได้ 18 ล้านคนต่อปี สนามบินเชียงใหม่ก็กำลังวางแผนเพิ่มพื้นที่เช่นกัน

อย่างไรก็ดี ทั้งสนามบินเชียงใหม่ และสนามบินภูเก็ตมีข้อจำกัด คือ มีแค่ 1 รันเวย์ แถมเป็นสนามบินที่อยู่ในเมือง เพิ่มเที่ยวบินกลางคืนไม่ได้ เพราะจะไปสร้างความเดือดร้อนในชาวบ้านในพื้นที่ แถมไม่สามารถขยายพื้นที่ได้แล้วด้วย ทอท.จึงมีแผนในการเพิ่มสนามบินที่สอง เป็นสนามบินระดับภาค โดยทางเหนือคือสนามบินล้านนา และทางใต้เป็นสนามบินอันดามัน

สนามบินแห่งใหม่ทั้ง 2 ที่อยู่ระหว่างศึกษาแผนแม่บท และการจัดหาที่ดินที่เหมาะสม โดยโซนภาคเหนือก็กำลังดูที่ดินหลายจังหวัด ไม่ใช่แค่เชียงใหม่เท่านั้น แต่ดูที่เชียงราย ลำพูน และลำปางด้วย ส่วนภาคใต้ก็กำลังหาที่ดินในกลุ่มจังหวัดอันดามัน ทั้งภูเก็ตเอง กระบี่ พังงา ด้วย

ทั้งหมดที่กล่าวมา เป็นสิ่งที่ทำให้ไทยกลายเป็นฮับการบิน และขึ้นเป็นประเทศที่มีสนามบินระดับแนวหน้าของโลก ทั้งเรื่องขนาดและบริการภายใน 4 ปีแน่นอน ซึ่งปัจจุบันสนามบินสุวรรณภูมิติดอันดับสนามบินที่ใหญ่ที่สุด 1 ใน 25 อันดับมาโดยตลอด การที่มี 1 อาคารผู้โดยสาร รองรับ 60 ล้านคนต่อปี ถือว่าไม่ได้เล็กเลย จัดว่าระดับใหญ่เลย แต่ถ้าขยายไปรองรับ 150 ล้านคนต่อปี สุวรรณภูมิจะติดใน 10 อันดับแรกทันที ทั้งนี้ คู่แข่งในภูมิภาค คือ สิงคโปร์ ฮ่องกง ที่เป็นฮับการบินแล้ว เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ที่เป็นฮับเกิดใหม่ นอกจากนี้ ตุรกี โดยสนามบินอิสตันบูล ที่ประกาศว่าจะใหญ่ที่สุดในโลก ตั้งเป้ารองรับ 200 ล้านคนต่อปี

หมายเหตุ เนื้อหามาจากฉบับพิเศษมติชน-ข่าวสดเรื่องฮับการบิน อิกไนต์ ไทยแลนด์ ฉบับวันที่ 19 มิถุนายน 2567

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image