วิพากษ์ความเห็น ‘ที่นี่ไม่ต้องการคนอ่อนแอ อยากสบายก็ไปเรียนมหา’ลัย’

หลังจากการกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักทั้งบนหน้าสื่อและในสังคมออนไลน์ กรณีการเสียชีวิตของ นายภคพงศ์ ตัญกาญจน์ หรือน้องเมย นักเรียนเตรียมทหารชั้นปีที่ 1 โดยที่ครอบครัวโดยเฉพาะพ่อและแม่ ยังคาใจกับสาเหตุการเสียชีวิตของลูกชาย ได้ออกมาเรียกร้องขอความเป็นธรรม ค้นหาความจริง สาเหตุการเสียชีวิตปริศนา จนทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับการฝึกและหลักสูตรการสอนต่างๆ ที่เกิดขึ้นในโรงเรียนเตรียมทหาร ว่าเหมาะสม สอดคล้องกับสังคมสมัยใหม่หรือไม่อย่างไร

กระทั่งมีการพยายามชี้แจงจากฝ่ายรัฐบาล รวมถึงโรงเรียนเตรียมทหาร แต่ก็ไม่เป็นผล เพราะเหมือนยิ่งชี้แจงยิ่งบานปลาย จนผู้บัญชาการทหารสูงสุด ได้มีคำสั่งเด้งผู้การกรม นตท.และ ผู้พันที่ฝึกสอน เพื่อเปิดทางการสอบสวน นอกจากนี้ ยังมีหลายฝ่ายออกมาเรียกร้อง มีการตั้งแคมเปญระดมชื่อให้มีคนกลางเข้าไปมีส่วนร่วมในการสอบสวนกรณีดังกล่าว

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงขึ้นมาอีก โดยเพจเฟซบุ๊ก แหม่มโพธิ์ดำ ได้เผยภาพหน้าเฟซบุ๊กของนักเรียนเตรียมทหารรายหนึ่งที่โพสต์ข้อความว่า “ทุกวันนี้ก็เดินกันเต็มรร. ไม่เห็นจะมีใครเป็นไร #พื้นที่ของพวกผมไม่ต้องการคนอ่อนแอ” #อยากให้ลูกสบายก็ส่งลูกไปเรียนมหาวิทยาลัยไป๊” พร้อมกับโพสต์ภาพนักเรียนเตรียมทหารกำลังทำท่าหัวปักพื้น

ทั้งนี้ ทางเพจแหม่มโพธิ์ดำ ได้ระบุข้อความว่า “เตือนน้องๆ ในโรงเรียนทหารนะไม่ว่าจะเหล่าไหนนะควีนเข้าใจ ช่วงนี้มันคือช่วงเวลาที่หนักเมื่อมีคนตายไปในโรงเรียนสังคมต้องถามแน่ล่ะ ว่าเพราะอะไรถึงตายเด็กถูกซ้อมไหม หรือตายเพราะหัวใจวายการออกมาประชดประชัน จะมีแต่ทำให้สถานการณ์เลวร้ายช่วงนี้งดเล่นโซเชียลไปก่อน เดี๋ยวทุกอย่างก็ดีขึ้นอย่าโพสต์ฆ่าตัวตายแบบนี้เลย”

ความเห็นกรณีนี้ จากนักศึกษาระดับมหาวิทยาลัย เริ่มจาก ธนวัฒน์ วงศ์ไชย นิสิตจากคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ แสดงความคิดเห็นกรณีนี้ โดยระบุว่า ไม่แปลกใจเท่าไรว่าจะมีปฏิกิริยาเช่นนี้จากนักเรียนเตรียมทหาร เพราะได้เห็นพฤติกรรมของรุ่นพี่ ที่กำลังมีอำนาจอยู่ในเวลานี้มันก็ไม่ต่างกันเท่าไร ทั้งปกปิด หมกเม็ด ไม่ยอมให้มีการตรวจสอบ ซึ่งตนเองไม่แน่ใจว่าพฤติกรรมเช่นนี้มันถูกปลูกฝังกันจากรุ่นสู่รุ่นหรือเปล่า แต่พฤติกรรมเช่นนี้ไม่น่าจะเป็นพฤติกรรมพื้นฐานโดยทั่วไปของทหารในโลกทางตะวันตก

นายธนวัฒน์ ระบุต่อว่า ตนเองก็พอจะเห็นภาพในสังคมนี้ในระดับนึงว่าพลเรือนนั้นไม่เหมือนกับทหารอย่างที่คุณบอก เพราะพลเรือนต้องสามารถตรวจสอบได้ ความตายอย่างมีเงื่อนงำมันไม่ใช่เรื่องปกติสำหรับพลเรือน การสั่งทรมานร่างกายก็ไม่ใช่เรื่องปกติสำหรับพลเรือนเช่นกัน แต่นี่ไม่ใช่เหตุผลที่ทหารไม่ควรจะมีสิทธิเท่ากับพลเรือน และไม่ใช่เหตุผลที่ทหารจะเอามาอ้างในการลดทอนสิทธิมนุษยชน และลดทอนความเป็นคนระหว่างรุ่นพี่รุ่นน้อง ที่อดเป็นห่วงไม่ได้ คือ นักเรียนเตรียมทหารในวันนี้ บางคนก็ต้องไปมีอำนาจในอนาคต อย่างน้อยๆ ก็ระดับผู้บังคับบัญชา ผู้บัญชาการในกรมกองต่างๆ พฤติกรรมปกปิด ไม่ต้องการให้เกิดการตรวจสอบ และวาทกรรม “คนนอกห้ามยุ่ง” ของนักเรียนเตรียมทหารในวันนี้ มันอันตรายและน่ากลัวสำหรับอนาคตของประเทศนี้มากๆ

“เห็นล่าสุดนักเรียนเตรียมทหารออกมาโพสต์ว่า ถ้าอยากสบายก็ไปเรียนมหาวิทยาลัย หรือทำนองเราไม่ต้องการคนอ่อนแอ ถ้าอ่อนแอก็ไปเรียนมหาวิทยาลัย เผื่อไม่ทราบอะไรนะครับ เด็กมหาวิทยาลัยก็ต้องเรียนหนักไม่แพ้พวกคุณ ต่างกันตรงที่เรียนแบบใช้ระบบความคิด การให้เหตุผล การพิสูจน์ความจริง หรือแม้กระทั่งเรียนแบบวิพากษ์แล้วตั้งคำถาม การเรียนที่ไม่ได้ใช้กำลังกายเป็นหลัก มันไม่ได้แปลว่าสบายกว่าคุณแต่อย่างใด และการที่เราเรียนโดยไม่ได้เน้นกำลังกายก็ไม่ได้แปลว่าเราอ่อนแอผมว่าคนที่อ่อนแอ คือ คนที่กลัวการถูกตั้งคำถาม คนที่กลัวการตรวจสอบ ผมว่าคนพวกนี้ต่างหากครับที่อ่อนแอ”

“การรักสถาบันการศึกษาที่ดีไม่ได้เกิดจากการหน้ามืดตามัวปกป้อง แต่การรักสถาบันการศึกษาที่ดี คือ การตั้งคำถามและวิพากษ์กับมัน เพื่อให้มันเข้มแข็งและเดินต่อไปได้อย่างมั่นคง การพยายามปกป้องแบบไม่สนใจหลักการหรือเหตุผลใดๆ สถาบันการศึกษาที่ไม่พยายามแก้ไขหรือปรับตัวอะไรให้ก้าวทันกับความเปลี่ยนแปลงของสังคม ประวัติศาสตร์มันก็สอนเราหลายครั้งหลายหนแล้วครับ ว่าในท้ายที่สุดมันก็จะตายลงไปเองอย่างช้าๆ”นายธนวัฒน์ ระบุ

ด้านพริษฐ์ ชิวารักษ์ นักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แสดงความเห็นกรณีดังกล่าว โดยได้เสนอเพิ่มเติม ให้มทีการปฎิรูปกองทัพ ว่า เมื่อเกิดเรื่องอื้อฉาวในวงการทหารจะมีข้อเสนอปฏิรูปกองทัพอยู่ตลอด แต่จะปฏิรูปกองทัพ ต้องปฏิรูปการศึกษาของกองทัพด้วย

1. โรงเรียนเหล่าทัพควรเป็นมหาวิทยาลัยย่อมๆ มีสาขาวิชาให้เลือกเรียนหลากหลายเหมือนมหาวิทยาลัยทั่วไป นายทหารจะได้มีความรู้กว้างขวาง และมีวิชาชีพอื่นติดตัวเวลาไม่ได้ทำงานในกองทัพ จะได้เอื้อให้มีการปรับกำลังพลได้ง่ายขึ้น

2. ยุบโรงเรียนเตรียมทหาร มีเพียงโรงเรียนเหล่าก็พอแล้ว นักเรียนเตรียมทหารก็มีอายุพอๆ กับเด็กมัธยมทั่วไป วัยนี้เป็นวัยกำลังฟอร์มความคิด ควรได้เรียนรู้ความเป็นพลเมืองก่อนเข้าระบบทหาร จบไปเป็นนายทหารจะได้ใช้ชีวิตเข้ากับสังคม ซึ่งคนส่วนใหญ่เป็นพลเรือน (ยังไม่พูดถึงว่าระบบการศึกษาพลเรือนมันสร้างความเป็นพลเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่) จริงๆ ที่บอกว่าให้สี่เหล่าเรียนด้วยกัน จะได้ประสานงานกันได้เวลาทำงาน นี่คือระบบอุปถัมภ์ชัด ๆ

3. โรงเรียนเหล่าทัพควรรับพลเรือนเข้าไปเรียนในโรงเรียนทหารด้วย จะเป็นการส่งเสริมให้ทหารเรียนรู้ที่จะอยู่กับพลเรือน เข้าใจค่านิยมทางสังคมที่ควรมีนอกเหนือจากค่านิยมทหาร ไม่มองโลกด้านเดียว

4. นอกจากนี้ยังควรรับผู้หญิงและผู้มีความหลากหลายทางเพศเข้าเรียนในโรงเรียนทหารด้วย เพื่อให้ทหารได้เรียนรู้ที่จะอยู่กับความหลากหลาย วินัยไม่ได้หมายถึงทุกคนต้องเหมือนกัน แต่หมายถึงทุกคนที่แตกต่างกันต้องปฏิบัติในระเบียบวินัยเดียวกัน และที่สำคัญ ไม่ว่าจะเพศไหนก็มีสิทธิรับใช้ชาติ

5. สนับสนุนให้นักเรียนทหารมีโอกาสศึกษาต่างประเทศ และกลับมามีอนาคตก้าวหน้า ได้ใช้ความรู้ ความสามารถ และทัศนคติพัฒนากองทัพไทย ไม่ใช่โดนดองเพราะไม่มีรุ่น

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้ฝนตกหนักถนนลื่น รถยนต์คุมไม่อยู่ หลุดโค้งพลิกหงายท้องชี้ฟ้า พังยับ
บทความถัดไปJustice League รวมพลซุปเปอร์ฮีโร่