เบนซ์‘เอส560อี’ ‘ปลั๊กอิน’ ใหม่ ติดระบบป้องกันชนหน้า-หลัง

บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดตัวรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด เจเนอเรชั่นที่ 3 ภายใต้แบรนด์ EQ อย่าง เมอร์เซเดส-เบนซ์ เอส 560 อี (Mercedes-Benz S 560 e) ซาลูนหรูรุ่นประกอบในประเทศ

สำหรับเครื่องยนต์แบบปลั๊กอินไฮบริดเป็นเทคโนโลยีที่ผสานข้อดีของเครื่องยนต์สันดาปภายในและมอเตอร์ไฟฟ้าเข้าด้วยกัน

กล่าวคือ ผู้ขับขี่สามารถขับขี่ในเขตเมืองได้โดยใช้กำลังจากมอเตอร์ไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว และสามารถเปลี่ยนมาใช้เครื่องยนต์สันดาปภายในเมื่อขับขี่ทางไกล

เครื่องยนต์ปลั๊กอินไฮบริดจะประหยัดพลังงานกว่าเครื่องยนต์สันดาปภายในเนื่องจากเครื่องยนต์ประเภทนี้จะสามารถดึงพลังงานเมื่อผู้ขับขี่เหยียบแป้นเบรกกลับมาสู่มอเตอร์ไฟฟ้าได้ และช่วยให้ผู้ขับขี่เดินทางได้ไกลขึ้นกว่าเดิมโดยใช้กำลังจากเครื่องยนต์สันดาปภายใน

สำหรับเมอร์เซเดส-เบนซ์ S 560 e มาพร้อม รุ่น เอส 560 อี เอเอ็มจี พรีเมียม (S 560 e AMG Premium)

ภายนอกเน้นหรูหราทันสมัยด้วยกระจังหน้าแบบ 3 ก้าน มาพร้อมกับไฟหน้าแบบ มัลติบีม แอลอีดี (MULTIBEAM LED) เทคโนโลยีขั้นสูง ช่วยให้ทัศนวิสัยการขับขี่ยามค่ำคืนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย พร้อมฟังก์ชั่น อัลตร้า เรนจ์ ไฮบีม (ULTRA RANGE Highbeam) สามารถปรับความสว่างและความยาวของลำแสงไฟหน้าให้ส่องได้ไกลกว่า 650 เมตร โดยอัตโนมัติ พร้อมเสริมความสปอร์ตยิ่งขึ้น ด้วยกันชนหน้า-หลังและสเกิร์ตข้างจาก AMG และล้ออัลลอยดีไซน์สปอร์ตจาก AMG แบบ มัลติ-สเปก ขนาด 20 นิ้ว สีไทเทเนียมเกรย์

ดีไซน์ภายในและห้องโดยสาร มอบความสะดวกสบาย ด้วยระบบเอนเนอร์ไจซิ่ง คอมฟอร์ท คอนโทรล (ENERGIZING Comfort Control) เทคโนโลยีช่วยให้คุณผ่อนคลายร่างกายและอารมณ์ในระหว่างการเดินทางเพียงแค่กดปุ่ม

เพื่อควบคุมการทำงานของระบบต่างๆ เข้าไว้ด้วยกัน เช่น ระบบปรับอากาศ ระบบฉีดน้ำหอม ระบบฟอกอากาศ ไฟเรืองแสงล้อมรอบห้องโดยสาร (Premium Ambient Light) เสียงดนตรี ฟังก์ชั่นระบายอากาศและอุ่นที่นั่ง พร้อมระบบนวดสำหรับเบาะคู่หลัง โดยผู้โดยสารสามารถเลือกโปรแกรมผ่อนคลายได้ 4 แบบ คือ Refresh, Vitality, Warmth และ Joy

มาพร้อมกับเบาะนั่งคู่หน้าและคู่หลังหุ้มหนัง เอ็กซ์คลูซีฟ แนปป้า (Exclusive nappa) สามารถปรับเบาะนั่งผู้โดยสารด้านหลังฝั่งซ้ายให้เอนนอนได้ถึง 43.5 องศา พร้อมที่รองขาแบบปรับระดับได้ ระบบแสดงผลข้อมูลการขับขี่บนกระจกบังลมหน้า (Head-up display) ระบบชาร์จโทรศัพท์มือถือแบบไร้สาย พร้อมแอปเปิลคาร์เพลย์ และแอนดรอยด์ ออโต

สำหรับเทคโนโลยีและระบบความปลอดภัย อาทิ ระบบ แอคทีฟ ดิสแทนท์ แอสสีสท์ ดิสทรอนิก (Active Distance Assist DISTRONIC) ระบบช่วยรักษาระยะห่างจากรถที่อยู่ด้านหน้า ทำงานโดยใช้สัญญาณเรดาร์ติดตั้งบริเวณกระจังหน้า และกล้อง สเตอริโอ คาเมร่า (STEREO CAMERA) ติดตั้งอยู่บนกระจกบังลมหน้า ช่วยคำนวณระยะห่างที่ปลอดภัยจากรถคันหน้าที่สัมพันธ์กับความเร็วของรถในขณะนั้นโดยการเพิ่มและลดความเร็วของรถโดยอัตโนมัติ

ระบบแอคทีฟ ไบลนด์ แอสสีสท์ (Active Blind Spot Assist) เทคโนโลยีช่วยลดความเสี่ยงจากการชนกับรถยนต์หรือจักรยานยนต์ที่อยู่ในจุดอับสายตาในขณะกำลังจะเปลี่ยนช่องจราจร

ระบบ แอคทีฟ เลน คีปปิ้ง แอสสีสท์ (Active Lane Keeping Assist) ระบบช่วยลดความเสี่ยงต่ออุบัติเหตุที่มีสาเหตุมาจากการเปลี่ยนช่องจราจรโดยไม่ได้ตั้งใจ ระบบนี้จะทำงานโดยการใช้สัญญาณเรดาร์ ในการตรวจจับช่องจราจรและรถยนต์ที่อยู่ในช่องจราจรอื่น หากระบบตรวจพบความเสี่ยงจะชนกับรถยนต์คันอื่น ระบบจะช่วยดึงรถกลับเข้าสู่ช่องจราจรเดิมโดยอัตโนมัติด้วยการเบรกล้อฝั่งที่อยู่ตรงข้ามกับรถยนต์ที่ตรวจจับได้

ระบบป้องกันก่อนเกิดเหตุ (PRE-SAFE PLUS) ระบบนี้ทำงานโดยใช้สัญญาณเรดาร์ตรวจจับรถที่วิ่งอยู่ด้านหลัง หากเรดาร์ตรวจพบรถยนต์จากด้านหลังที่วิ่งเข้ามาด้วยความเร็ว เสี่ยงเกิดอุบัติเหตุ ไฟกะพริบฉุกเฉินจะกะพริบด้วยความถี่ที่มากกว่าปกติ เพื่อเตือนผู้ขับขี่รถคันหลัง หลังจากนั้นระบบจะรัดเข็มขัดให้กระชับขึ้น ระบบเบรกจะล็อกล้อทั้งสี่ไว้ให้อยู่กับที่ พร้อมปรับพนักพิงศีรษะให้ชิดกับศีรษะ เพื่อช่วยลดความเสี่ยงของอาการบาดเจ็บบริเวณต้นคอ หากมีการชนท้ายเกิดขึ้น

ระบบ แอคทีฟ เบรกกิ้ง แอสสีสท์ (Active Braking Assist) และฟังก์ชั่น
ครอสส์-ทราฟฟิก (Cross-Traffic) เทคโนโลยีที่ช่วยหลีกเลี่ยงการชนกับรถยนต์คันอื่น หรือคนเดินถนนในบริเวณทางแยก โดยสัญญาณเรดาร์ติดอยู่บริเวณกันชนด้านหน้า และกล้อง MPC จะตรวจจับเหตุการณ์ที่มีความเสี่ยงต่อการชน และจะส่งเสียงเตือนให้เบรก หากตอบสนอง ระบบจะช่วยเพิ่มกำลังเบรกไปจนเต็มประสิทธิภาพ แต่หากไม่มีการตอบสนอง ระบบจะช่วยเบรกอัตโนมัติตามแต่ละสถานการณ์ นอกจากนี้ในกรณีที่ระบบไม่สามารถหลบหลีกวัตถุด้านหน้าได้ทัน ระบบจะช่วยลดความเร็วลง เพื่อช่วยลดความรุนแรงของอุบัติเหตุ

ระบบอีวาสีฟ สเตียริ่ง แอสสีสท์ (Evasive Steering Assist) ระบบช่วยหลบหลีกการชนจากด้านหน้า สัญญาณเรดาร์และกล้อง STEREO CAMERA ของรถยนต์จะช่วยตรวจจับคนและสิ่งของที่จะก่อให้เกิดอันตราย ระบบจะเตือนให้คุณตอบสนองและหักหลบสิ่งกีดขวางด้วยตนเองเท่านั้น พร้อมช่วยส่งแรงบิดที่เหมาะสมในการหักหลบสิ่งกีดขวางได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ระบบแอคทีฟ อีเมอร์เจนซี่ สต๊อป แอสสีสท์ (Active Emergency Stop Assist) ในกรณีผู้ขับขี่ไม่มีการตอบสนองต่อการขับขี่เป็นเวลานาน เช่น คนขับหลับในหรือหมดสติ และระบบตรวจจับได้ว่าไม่มีการเคลื่อนไหวของพวงมาลัยเลย ระบบจะส่งสัญญาณเตือนเพื่อให้ผู้ขับขี่กลับมาประคองพวงมาลัยรถ แต่ถ้ายังไม่มีการตอบสนองจากผู้ขับขี่ ระบบจะค่อยๆ หยุดรถอัตโนมัติในช่องจราจรนั้น พร้อมกับเปิดระบบไฟกะพริบฉุกเฉิน

ระบบช่วยนำรถเข้าจอดอัตโนมัติ (Parking Pilot including Active Parking Assist) ทั้งการจอดแบบขนานและการจอดแบบเข้าซอง โดยกล้องแสดงภาพรอบทิศทาง 360 องศา จะแสดงภาพบริเวณรอบคันรถในจอ
แสดงผล รวมถึงภาพจากมุมสูง จึงช่วยให้เห็นสิ่งกีดขวางรอบคันรถ ระบบจะส่งสัญญาณเตือนทั้งภาพและเสียง ขณะที่กำลังจอดรถด้วยความเร็วไม่เกิน 10 กม./ชม. เป็นการประสานการทำงานของระบบแอคทีฟ สเตียริ่ง (Active Steering) ระบบ สปีด คอนโทรล (Speed Control) และระบบเปลี่ยนเกียร์อัตโนมัติ แม้ในที่จำกัดหรือในกรณีต้องขยับรถหลายครั้ง

พร้อมเพิ่มความปลอดภัยยิ่งขึ้นด้วยระบบ ไดรฟ์อะเวย์ แอสสีสท์ (Drive Away Assist) ส่งสัญญาณเตือนเมื่อตรวจจับความเสี่ยงต่อการชนในขณะที่เหยียบคันเร่งหรือเบรกสลับกัน หรือเมื่อผู้ขับขี่เข้าเกียร์ไม่ถูกต้อง

เมอร์เซเดส-เบนซ์ เอส-คลาส ใช้แบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออนชนิดใหม่ ประจุไฟฟ้าได้มากกว่าเดิม ส่งผลให้ระยะทางสูงสุดสำหรับการขับขี่โดยใช้พลังงานไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวเพิ่มขึ้นจากเจเนอเรชั่นก่อนหน้าได้สูงสุดถึง 60% เมอร์เซเดส-เบนซ์ใช้เซลล์แบตเตอรี่รุ่นใหม่ เป็นส่วนผสมของลิเธียม-นิกเกิล-แมงกานีส-โคบอลต์ (Li NMC)

ระบบแบตเตอรี่ที่ใช้ในรถยนต์ตระกูลเอส-คลาสรุ่นใหม่ล่าสุดนี้ผลิตโดยบริษัทดอยช์ แอกคิวโมที (DeutscheACCUMOTIVE) บริษัทลูกของกลุ่มบริษัทเดมเลอร์ทั้งหมด ขนาดของแบตเตอรี่นั้นมีขนาดเล็กลงกว่ารุ่นก่อนหน้าและประจุไฟฟ้าได้มากกว่าเดิมประมาณร้อยละ 50 หากใช้เครื่องประจุไฟฟ้าวอลล์บอกซ์ของเมอร์เซเดส-เบนซ์และใช้กำลังไฟฟ้าสูงสุด สามารถเติมประจุไฟฟ้าจากความจุร้อยละ 10 จนเต็มได้ในเวลาประมาณ 90 นาที ในสภาวะปกติ และประมาณ 5 ชั่วโมงหากประจุไฟฟ้าโดยใช้กำลังไฟฟ้าจากเต้ารับทั่วไปตามบ้าน

เอส 560 อี เอเอ็มจี พรีเมียม มาพร้อมกับเกียร์อัตโนมัติ 9 จังหวะแบบใหม่ (9G-TRONIC) ประหยัดเชื้อเพลิงกว่าเดิม 6.5% อีกทั้งยังช่วยให้การขับเคลื่อนมีความนุ่มนวลมากขึ้น ลดเสียงรบกวนได้ดีขึ้น และช่วยให้ลดระดับเกียร์ลงได้หลายระดับในกรณีต้องการเร่งแซงอย่างรวดเร็ว

สามารถรักษาระดับของระบบช่วงล่างให้มีความสมดุลได้ตลอดการเดินทาง แม้ว่าจะมีผู้โดยสารหรือสัมภาระจำนวนมาก เนื่องจากรถยนต์รุ่นนี้มีระบบปรับระดับช่วงล่างทำงานโดยใช้กลไกการอัดหรือระบายอากาศ

ระบบสามารถยกความสูงของตัวรถเพิ่มได้ 30 มิลลิเมตร เพื่อให้ตัวรถสูงพ้นจากพื้นถนนมากเพียงพอ และเมื่อขับขี่ด้วยความเร็วสูง ระบบจะปรับลดความสูงของตัวรถลง 20 มิลลิเมตรโดยอัตโนมัติ เพื่อช่วยให้รถลู่ลมยิ่งขึ้นและเสริมเสถียรภาพในการขับขี่

เครื่องยนต์ เบนซิน V6 พร้อมเทอร์โบคู่และอินเตอร์คูลเลอร์ ขนาด 2996 ซีซี กำลังสูงสุด 367แรงม้าที่ 5,500-6,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 500 นิวตันเมตร ที่ความเร็ว 1,800-4,500 รอบต่อนาที อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลา 5 วินาที ความเร็วสูงสุดโดยประมาณ 250 กม./ชม. ราคา 6,999,000 บาท

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้นายกฯเล็งให้ รฟท. เจรจาโฮปเวลล์หาทางออก ย้ำ คดีเป็นผลพวงจากรัฐบาลในอดีต
บทความถัดไปหนุ่มเดินเข้ากทม.ร่วมพิธีบรมราชาภิเษก เจอแดดจัดเท้าพองขอเดินถึงตี 2 ทุกคืน