สองมาตรฐานในชาติ

คงแทบมีผู้ชายไทยสักไม่กี่คนที่เข้าโรงอาบอบนวดเพื่ออาบอบนวดเพียงอย่างเดียวเข้าค็อกเทลเลาจน์เพื่อดื่มและฟังเพลงพักผ่อนเพียงอย่างเดียวเข้าคาราโอเกะเพื่อร้องเพลงเพียงอย่างเดียวฯลฯเรื่องนี้ใครๆ ก็รู้นะครับ แต่เมื่อไปปรากฏในดิกชันนารีฝรั่งว่า กรุงเทพฯ เป็นนครหลวงของการค้ากาม ใครๆ ที่รู้นั้นก็จะพากันโกรธ เรียกร้องให้รัฐบาลประท้วงบริษัทจัดทำดิกชันนารีนั้น จนในที่สุดเขาก็ยอมเอาข้อความนี้ออกไป

คนไทยอยู่ในสังคมสองมาตรฐานมาตลอดและมานานเสียจนเราทุกคนต่างรู้ว่าจะต้องทำหรือพูดอย่างไรในมาตรฐานไหนในที่ใดและเมื่อไร คนไทยเก่งในการเล่นเกมส์สองมาตรฐาน

ยิ่งในปัจจุบัน ไม่เฉพาะแต่ผู้ชายเท่านั้น ผู้หญิงก็มีความสัมพันธ์ทางเพศที่เปิดกว้างขึ้นมาก ไม่ได้ฝากไว้ในสถาบันการสมรสเพียงอย่างเดียวอีกแล้ว แต่ความเป็นหญิงของไทยก็ยังวางเอาไว้กับมาตรฐานกุลสตรีซึ่งสร้างกันขึ้นในช่วงกำเนิดของชาติไทยเมื่อร้อยกว่าปีมาแล้วนี่คือมาตรฐานที่เราใช้ประกวดกันในโรงเรียนและในการให้โอวาทอย่างเป็นทางการแต่ผู้หญิงไทยก็รู้ดีว่านี่เป็นมาตรฐานที่พึงใช้ในเงื่อนไขอย่างหนึ่ง ส่วนในเงื่อนไขอื่นๆ ที่ต้องเผชิญในชีวิตจริง ไม่จำเป็นต้องใช้มาตรฐานนั้น ยังมีอีกมาตรฐานหนึ่งซึ่งไม่ตรงกับมาตรฐานที่ครูสอน แต่ใครๆ เขาก็ปฏิบัติกัน

ผมคิดว่าผู้หญิงไทยอาจลำบากกว่าผู้ชายไทยในการใช้ชีวิตในสังคมสองมาตรฐานเพราะมาตรฐานอุดมคติของกุลสตรีนั้นที่จริงเป็นมาตรฐานของ”ชนชั้น”ใช้กับผู้หญิงที่ไม่ต้องออกไปทำงานนอกบ้าน และการหาคู่แยกไม่ออกจากการรักษาสถานะทางเศรษฐกิจ, สังคม และการเมืองของครอบครัว ไม่ใช่มาตรฐานของผู้หญิงไทยโบราณทั่วไปซึ่งต้องออกไปทำนาหรือค้าขายและพบปะผู้ชายอยู่เป็นประจำ แต่ในช่วงที่ชาติไทยกำลังถือกำเนิดขึ้น ผู้มีอำนาจสมัยนั้นยัดเยียดมาตรฐานของ “ชนชั้น” ให้กลายเป็นอุดมคติของผู้หญิงอื่นๆ ในสังคมด้วย

ไม่เฉพาะแต่เรื่องความสัมพันธ์ทางเพศเท่านั้นนะครับมีสองมาตรฐานในสังคมไทยแทบทุกเรื่อง

ถ้าการนับถือพระพุทธศาสนาหมายถึงการนำเอาพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้ามากำหนดชีวทรรศน์ของตนเองหรือกำหนดท่าทีต่อสิ่งต่างๆที่เกิดในชีวิตจะมีคนไทยสักกี่คนที่นับถือพระพุทธศาสนาจริงหรือนิยามให้ง่ายกว่านั้น เช่น นับถือพุทธคือทำตามศีลและธรรมของพระพุทธศาสนา ไม่ฆ่าสัตว์เพราะมีความเมตตากรุณาประจำใจ ไม่ขโมยเพราะไม่โลภ ไม่ผิดลูกผิดเมียเขาเพราะมีความสำรวมในกาม ฯลฯ ก็มีคนไทยที่ถือพุทธจริงอยู่น้อยนิดเดียว หรือให้ง่ายไปกว่านั้นอีกคือถือแต่ศีลโดยไม่ต้องมีธรรม ก็มีคนไทยเหลืออยู่น้อยมากที่ถือศีล แม้แต่ในวันพระ

แต่เราเป็นประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนานะครับ มีพระพุทธรูปองค์มหึมาตั้งอยู่ตามยอดเขาต่างๆ ทั่วประเทศ มีวัดยิ่งใหญ่อลังการอยู่ทั่วทุกหัวระแหง แม้แต่ในเขตป่าสงวนฯ และเราถือตัวว่าเราเป็นเจ้าของพระพุทธศาสนาเสียยิ่งกว่าพระพุทธเจ้า เพราะมีหน้าที่เที่ยวประท้วงคนที่เราคิดว่าละเมิดพระพุทธศาสนาทั่วโลก เช่น ล้มพระพุทธรูปให้นอนลงเพื่อให้เด็กได้เล่นใกล้ชิด หรือแก้ผ้าไปนั่งบนตักพระพุทธรูป

เกณฑ์ทหารก็เหมือนกัน กฎหมายกำหนดว่าชายไทยทุกคนต้องขึ้นทะเบียนทหาร และอาจถูกเกณฑ์ให้รับราชการทหารเมื่ออายุครบ แต่ทุกคนก็รู้ว่าไม่ใช่ชายไทยทุกคนจริงหรอก ถ้ามีเงินพอจะอยู่ในระบบการศึกษาก็จะได้เรียน รด. จนจบ แล้วไม่ต้องไปจับใบดำใบแดง (ทำไม รด. จึงต้องสอนแต่เฉพาะคนที่อยู่ในระบบการศึกษาก็ไม่ทราบเหมือนกัน) หรือถ้ามีทั้งเงินและเส้น ก็ไม่ต้องจับอีกเหมือนกัน

ทุกคนยอมรับสองมาตรฐานของกฎหมายเกณฑ์ทหาร เป็นทหารแล้วได้รับใช้ชาติหรือรับใช้นายก็มีสองมาตรฐาน ใครๆ ก็ยอมรับ ขนาดทหารเองก็ถือว่าทหารรับใช้เป็นสถาบันหนึ่งของกองทัพที่ขาดไม่ได้ หากไม่ชอบก็เปลี่ยนชื่อเรียกใหม่ได้

ไม่ว่าจะจับเรื่องอะไรในเมืองไทยก็มีสองมาตรฐานทั้งนั้นมาตรฐานหนึ่งคือมาตรฐานของ”ชาติ”อีกมาตรฐานหนึ่งคือมาตรฐานในชีวิตจริงแม้แต่กายภาพของเมืองก็มีสองมาตรฐาน ตึกรามบ้านช่องโอ่โถงตามริมถนนใหญ่ อยู่ในมาตรฐานหนึ่งที่ได้รับบริการจากรัฐเต็มเม็ดเต็มหน่วย แต่ตรอกซอกซอยซึ่งเป็นที่อยู่ของคนไทยซึ่งไม่มีที่อยู่ ได้แต่จ่อมลงไปตามที่ว่างหลังตึก ไม่ได้รับบริการจากรัฐ ไฟฟ้าก็ติดตั้งไม่ได้เพราะไม่มีบ้านเลขที่ น้ำประปาก็เหมือนกัน ไม่มีใครเก็บขยะให้ บัตรประจำตัวอยู่คนละจังหวัดกับชีวิตจริง จึงเข้าไม่ถึงบริการ 30 บาทรักษาทุกโรค จะซื้อของเงินผ่อนพ่อค้าก็ลังเลว่าแล้วกูจะไปตามหนี้ที่ไหนวะ ฯลฯ

ฉะนั้น แม้แต่รัฐชาติไทยเองก็สองมาตรฐาน เพราะมีพลเมืองที่เต็มขั้นกับครึ่งขั้นอยู่ในชาติ

อาการสองมาตรฐานเช่นนี้ สำนวนของโซเชียลมีเดียมักเรียกว่า “ดัดจริต” คือมีจริตที่ไม่ตรงกับความเป็นจริงในชีวิต แต่ในขณะเดียวกัน ดูเหมือนโซเชียลมีเดียก็ยอมรับเหมือนกันว่า เพราะเป็นคนไทยในปัจจุบัน “ชีวิตต้องป๊อป” จึง “หยุดดัดจริต” ไม่ได้

ผมพยายามหาเหตุผลทางวิชาการเพื่ออธิบายว่าทำไมชีวิตจึงต้อง “ป๊อป” ทำไมต้องเป็นวิชาการ คำตอบก็คือ เพราะหาเหตุผลอื่นไม่ได้สิครับ การเกาะอยู่กับคำอธิบายทางวิชาการก็อาจเป็นความ “ดัดจริต” อีกอย่างหนึ่ง เพราะขึ้นชื่อว่า “วิชาการ” คือการขยับความเป็นจริงขึ้นไปสู่ระดับนามธรรม ทำอย่างนี้มีประโยชน์ทางวิชาการก็เพราะสามารถเอาแนวคิดนามธรรมนั้นไปใช้ในเงื่อนไขอื่น เช่น สังคมอื่น, สมัยอื่น, บริบทอื่นได้ แต่เมื่อเอาแนวคิดนามธรรมนั้นไปอธิบายปรากฏการณ์จริงอีกชุดหนึ่ง ก็อาจไม่ตรงและไม่ช่วยให้เข้าใจอะไรขึ้นมาก็ได้

ในเรื่องที่เกี่ยวกับเพศสัมพันธ์มีความเกี่ยวโยงอย่างมากระหว่างชาติกับเพศสัมพันธ์

ชาติคืออะไรอาจารย์เบนแอนเดอร์สันอธิบายว่าคือการขยาย (ในจินตนากรรม) ความสัมพันธ์กับคนที่เรารู้จัก เช่น ครอบครัว, เพื่อนบ้าน, ลูกค้า ฯลฯ ขึ้นไปสู่คนที่เราไม่รู้จักหรือไม่เคยเห็นหน้าค่าตาจำนวนมาก ซึ่งสมมติว่าเป็นสมาชิกของหน่วยเดียวกัน ใช่แต่เพียงเท่านั้น เรายังจำลองเอาความสัมพันธ์ของครอบครัวไปเป็นความสัมพันธ์ของหน่วยนั้นหรือที่เรียกว่า “ชาติ” ด้วย ฉะนั้น ชาติจึงเหมือนครอบครัวใหญ่ที่ประกอบด้วยผู้คนซึ่งแข็งแรง, ขยันขันแข็ง และเติบโตต่อไปเรื่อยๆ ในร่างกายที่ถูกจัดระเบียบวินัยไว้เรียบร้อยแล้ว

จินตนากรรมถึงครอบครัวและร่างกายนี่แหละครับที่เป็นกรอบอย่างดีของเพศสัมพันธ์หากเป็นเพศสัมพันธ์ที่ดีก็ต้องเป็นไปเพื่อให้กำเนิดแก่สมาชิกใหม่ของครอบครัวกระทำโดยร่างกายที่มีวินัยตรงกันข้ามเพศสัมพันธ์ที่ไม่ดี โดยร่างกายที่ไม่มีวินัย และไม่เป็นไปเพื่อสร้างสมาชิกใหม่ที่มีคุณภาพแก่ครอบครัว ชาติก็จะพังพินาศ (ดู Deborah Posel, “Getting the nation talking about sex: reflections on the politics of sexuality and nation-building in post-apartheid South Africa,” ใน Tamale, Sylvia, ed., African Sexualities, Capetown, Pambazuka Press, 2011.)

เพศสัมพันธ์กับชาติจึงแยกออกจากกันไม่ได้ เพียงแต่ว่าเพศสัมพันธ์ของชาติเป็นแบบแผนอย่างหนึ่ง ซึ่งมีระเบียบวินัยและเป็นไปเพื่อความงอกงามของชาติ ไม่ใช่เรื่องของความใคร่, การสำส่อน, ความเพลิดเพลิน, ฯลฯ อย่างที่มนุษย์ในโลกปัจจุบัน (และอดีตด้วยกระมัง?) มีเพศสัมพันธ์กันในชีวิตจริง

(มีข้อสังเกตนอกเรื่องตรงนี้คือ ผมสงสัยว่านับตั้งแต่เรามี “ชาติ” กองทัพยึดครองมักจะข่มขืนผู้หญิงในประเทศที่ถูกยึดครองมากขึ้น – ด้วยกำลังหรือทรัพย์ก็ตาม – กองทัพยึดครองของรัฐโบราณมักยึดเอา “ขวัญ” หรือ palladium ของรัฐที่ถูกยึดครองเป็นของตัว นั่นคือการทำลายสถานะของรัฐนั้นลง แต่รัฐชาติทำลายอีกรัฐชาติหนึ่งด้วยการข่มขืน คือทำให้แบบแผนเพศสัมพันธ์ของรัฐชาตินั้นไม่เป็นไปด้วยร่างกายที่มีวินัยกำกับ ดังนั้น “ชาติ” ที่เพศสัมพันธ์ไม่ถูกกำกับด้วยวินัยของร่างกาย ก็หมดความเป็น “ชาติ” ลง สังเกตนะครับว่าสิ่งสำคัญที่ธำรงความเป็น “ชาติ” ไว้คือ แบบแผนเพศสัมพันธ์ที่ดี และผู้หญิง)

สองมาตรฐานทางเพศสัมพันธ์จึงเป็นเรื่องปรกติในทุก”ชาติ”ไม่เฉพาะแต่ชาติไทยเท่านั้นฝรั่งก็ติดอยู่กับวินัยเรื่องผัวเดียวเมียเดียว(ในบางประเทศ ก่อนจะรับคนต่างชาติเป็นพลเมืองต้องสาบานก่อนว่าจะไม่ขัดแย้งกับหลักการผัวเดียวเมียเดียว ซึ่งมีปัญหามากกับประชากรมุสลิม) กว่าจะยอมรับการสมรสของเพศเดียวกันก็ต้องสู้กันนาน มีกฎหมายห้ามหรือปรามการค้าประเวณี ไม่ว่าจะทำโดยสมัครใจหรือไม่ ฯลฯ

แม้กระนั้น ในหลาย “ชาติ” ทั่วโลก สภาพสองมาตรฐานทางเพศสัมพันธ์นั้น ก็ถูกสังคมเคลื่อนไหวผลักดันจนทำให้ชาติต้องยอมรับมาตรฐานที่ผู้คนประพฤติปฏิบัติกันจริงในชีวิต ในปัจจุบันก็คือสิทธิของ LGBT ดังที่ทราบกันอยู่แล้ว ผมเชื่อว่าในเวลาอีกไม่นาน สิทธินี้ก็จะกลายเป็นมาตรฐานสากลของโลกตะวันตกเป็นอย่างน้อย และคงอีกหลาย “ชาติ” ในเอเชียและแอฟริกาด้วย ทั้งๆ ที่เพศสัมพันธ์ของคนกลุ่มนี้ไม่ให้กำเนิดประชากรใหม่แก่ชาติ จึงเท่ากับท้าทายการดำรงอยู่ของ “ชาติ” โดยตรง

อย่างไรก็ตาม ผมอยากเดาว่า สภาพสองมาตรฐานจะดำรงอยู่กับชาติไทยไปนานกว่าเขาอื่น แม้เมื่อเปรียบเทียบกับชาติในเอเชียด้วยกัน ในขณะที่มาตรฐานความประพฤติจริงของคนไทยคงเปลี่ยนไปอย่างล้ำหน้ากว่า “ชาติ” อื่นด้วยซ้ำ “ชาติ” ไทยเป็นร่างกายที่ถูกทำให้มีวินัย จึงหยุดนิ่ง ในขณะที่ร่างกายของคนไทยก็เป็นร่างกายของมนุษย์เหมือนคนอื่น จึงแปรเปลี่ยนไปตามความเปลี่ยนแปลงของโลก ซึ่งมีแนวโน้มเสรีนิยมมากขึ้น นั่นคือไม่ค่อยหวาดระแวงต่อธรรมชาติของความเป็นมนุษย์ จึงไม่ค่อยมีวินัยในการควบคุมร่างกาย ยกเว้นแต่ส่วนที่อาจไปทำลายเสรีภาพของคนอื่น

ที่ “ชาติ” ของไทยมีแนวโน้มหยุดนิ่งมากก็เพราะในแนวคิดของความเป็น “ชาติ” ของเรา ไม่มีประชาชนอยู่ในนั้น ตลอดประวัติศาสตร์ชาตินิยมไทย ประชาชนมีความสำคัญขึ้นมาในแนวคิดความเป็นชาติ ก็เฉพาะจากช่วง 2475 ถึง 2490 เท่านั้น หลังจากนั้น ชาตินิยมไทยก็หวนกลับไปเหมือนก่อนหน้า 2475 นั่นคือประชาชนหายไปจากความเป็นชาติ ดังนั้น มาตรฐานของชาติไทยจึงเป็นอีกมาตรฐานหนึ่ง ซึ่งไม่ตรงกับมาตรฐานของคนไทย หรือไม่ตรงกับมาตรฐานการปฏิบัติจริงในชีวิตของผู้คน

ตราบเท่าที่ชาติไม่ได้หมายถึงประชาชน สภาพสองมาตรฐานในทุกเรื่องของไทย ก็จะยังดำรงอยู่สืบไป และที่น่าเศร้าคือเป็นที่ยอมรับของคนหลายฝ่ายด้วย

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้The Hel(l)met Show EP.15 : ผลการเลือกตั้งสิงคโปร์ ฝ่ายรัฐบาลชิงฝ่ายค้านชิงปฏิรูป
บทความถัดไปจากคำสั่งถึงกฏหมาย