ประวัติงูเห่า : วีรพงษ์​ รามางกูร

เมื่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในขณะนี้แบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย คือฝ่ายเสียงข้างน้อยที่ร่วมกับสมาชิกวุฒิสภา ยกมือเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีคนเดิมที่เคยทำปฏิวัติรัฐประหาร ให้สืบทอดอำนาจเป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป แต่เมื่อนายกรัฐมนตรีที่สืบทอดอำนาจเผด็จการเข้ารับหน้าที่บริหารราชการแผ่นดิน ก็ต้องผ่านญัตติต่างๆ รวมทั้งการผ่านกฎหมายต่างๆ เช่น พ.ร.บ.งบประมาณแผ่นดินและกฎหมายอื่นๆ ซึ่งต้องกระทำกันในสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น เสียงสนับสนุนรัฐบาลในสภาผู้แทนฯในการผ่านญัตติต่างๆ จึงมีไม่พอ เพราะไม่มีสมาชิกวุฒิสภามาช่วย

ความจำเป็นที่รัฐบาลต้องอาศัยเสียงจากพรรคร่วมฝ่ายค้าน เช่น พรรคอนาคตใหม่และพรรคเพื่อไทยก็มีความจำเป็น ขณะเดียวกันเพื่อให้สามารถล้มญัตติต่างๆ ของรัฐบาล รวมทั้งเสนอญัตติไม่ไว้วางใจรัฐบาล พรรคร่วมฝ่ายค้านก็มีความจำเป็นต้องดึงสมาชิกพรรคฝ่ายรัฐบาล เช่น สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์บางคน ให้ทำการฝ่าฝืนมติพรรค หันมายกมือร่วมกับฝ่ายค้าน สมาชิกพรรคการเมืองที่ฝ่าฝืนมติพรรคหันกลับมายกมือให้กับฝ่ายตรงกันข้ามนี้ มีศัพท์การเมืองในสภาราษฎรไทยว่า “งูเห่า”

หลายคนในยุคนี้อาจจะไม่ทราบว่าศัพท์คำนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร ใครเป็นผู้บัญญัติศัพท์คำนี้ขึ้น ศัพท์คำนี้ถูกบัญญัติขึ้นในสมัยรัฐบาลนายกฯ ชวน หลีกภัย โดยนายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคประชากรไทย พรรคที่มีนโยบายขวาจัด ต่อต้านคอมมิวนิสต์และสังคมนิยม คุณสมัคร สุนทรเวช เช่นเดียวกับ นายอุทัย พิมพ์ใจชน ที่แต่เดิมก็อยู่พรรคประชาธิปัตย์ เป็นคู่แข่งกับนายชวน หลีกภัย แต่เมื่อนายชวน หลีกภัย ได้รับเลือกเป็นหัวหน้าพรรคต่อจากนายพิชัย รัตตกุล ทั้งนายสมัคร สุนทรเวช และนายอุทัย พิมพ์ใจชน ก็ลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์มาตั้งพรรคใหม่ของตนเองชื่อพรรคประชากรไทย นายอุทัย พิมพ์ใจชน ก็ตั้งพรรคของตนเองชื่อพรรคก้าวหน้าและพรรคเอกภาพตามลำดับ

เมื่อคุณชวนขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคก็ได้ตั้ง พ.ท.สนั่น ขจรประศาสน์ ซึ่งออกจากคุกเนื่องจากไปร่วมกับ พล.อ.ฉลาด หิรัญศิริ เป็นกบฏ พยายามทำรัฐประหารที่ล้มเหลว มาเป็นเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์และเป็นผู้จัดการรัฐบาล พรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคแรกที่ดูด ส.ส.พรรคฝ่ายค้านให้หันมาสนับสนุนคุณชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี

เมื่อพรรคประชากรไทยเป็นฝ่ายค้าน ในการลงมติฝ่ายค้านก็ควรจะลงคะแนนเสียงค้าน แต่มีสมาชิกพรรคประชากรไทย จำนวน 5 คน ฝ่าฝืนมติพรรค หันไปลงคะแนนให้ฝ่ายพรรคร่วมรัฐบาล เสนอคุณชวนเป็นนายกรัฐมนตรี ทำให้นายสมัคร หัวหน้าพรรคโกรธ ออกมาให้สัมภาษณ์และเรียกสมาชิกพรรคประชากรไทย 5 คน ที่ฝ่าฝืนมติพรรคว่า “งูเห่า” โดยนายสมัครเอามาจากนิทานอีสปเรื่อง “ชาวนากับงูเห่า”

งูเห่าในนิทานของอีสป นักเล่านิทานชาวกรีกเมื่อกว่า 2,000 ปีมาแล้ว เรื่องมีอยู่ว่า

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ชาวนาผู้หนึ่งกำลังเดินบุกหิมะกลับบ้านในตอนค่ำ ระหว่างทางกลับบ้านก็เห็นงูเห่าตัวหนึ่งนอนขดตัวกำลังจะตายอยู่ใต้หิมะอันเยือกเย็น และคงจะไม่รอดชีวิตหากค่ำมืดเย็นลงจนกว่าพระอาทิตย์จะขึ้นในตอนเช้า ชาวนาผู้นั้นมีจิตใจเมตตาจึงเอางูเห่าตัวนั้นมาอุ้มให้ความอบอุ่น งูเห่าตัวนั้นเมื่อได้รับความอบอุ่นจากอ้อมกอดของชาวนาก็ฟื้นตัวขึ้น มีกำลังวังชาและฉกชาวนา ชาวนาได้รับพิษจากงูเห่าก็ล้มลงสิ้นใจตาย อีสปตบท้ายด้วยคติสอนใจว่า “นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า การทำบุญคุณกับคนพาลนั้นไม่ได้ประโยชน์และอาจจะเป็นโทษได้ในภายหลัง”

เช่นเดียวกับสมาชิกผู้แทนราษฎรที่ได้รับการเลือกตั้ง ก็เพราะลงสมัครรับเลือกตั้งในนามของพรรคประชากรไทยภายใต้การนำของนายสมัคร สุนทรเวช แต่ฝ่าฝืนมติพรรคไปลงมติให้กับฝ่ายตรงกันข้าม ก็คงด้วยเหตุผลอื่นที่เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้ว นายสมัครจึงเรียกสมาชิกพรรคที่ฝ่าฝืนมติพรรค ไม่ลงคะแนนเสียงตามมติพรรค เรียกคนทรยศต่อพรรคว่าเป็น “งูเห่า” ที่อกตัญญูต่อชาวนา ตั้งแต่นั้นมาคำว่างูเห่าก็ใช้เรียกสมาชิกพรรคการเมืองฝ่ายค้านที่ขายตัว ไม่ลงมติตามที่กำหนดโดยคณะกรรมการบริหารพรรค ซึ่งเป็นลักษณะของการเมืองระบบรัฐสภาของประเทศที่ด้อยพัฒนาทางการเมือง พรรคการเมืองยังมีความอ่อนแอ ไม่เข้มแข็ง

รัฐธรรมนูญบางฉบับที่ร่างขึ้นหลังจากเกิดวิกฤตการณ์ทางการเมือง ที่ร่างขึ้นโดยกรรมการร่างรัฐธรรมนูญที่เป็นอิสระ จึงมีบทบัญญัติห้ามผู้แทนราษฎรย้ายพรรคหลังจากตนได้รับเลือกตั้งแล้ว ดังภาษิตการเมืองระบอบรัฐสภาว่า “พรรคเลือกคน ประชาชนเลือกพรรค” “ฟังดนตรีทั้งคณะย่อมจะไพเราะกว่าฟังดนตรีทีละชิ้น” ในตำราวิชารัฐศาสตร์มักจะยกย่องระบอบการเมืองที่มีพรรคเด่น 2 พรรค เช่นเดียวกับสภาผู้แทนราษฎรของอังกฤษ หรือของประเทศยุโรปตะวันตก หรือของสหรัฐอเมริกา ที่แข่งขันกันระหว่างพรรคใหญ่เพียง 2 พรรค

ส่วนที่บางประเทศ เช่น ญี่ปุ่นและประเทศในยุโรปบางประเทศ แม้ว่าจะเป็นการปกครองแบบ พรรคเดียว คือพรรคเสรีประชาธิปไตย หรือ Liberal Democrat Party LDP แต่ภายในพรรคก็มีหลายมุ้ง ต่างกับสิงคโปร์และมาเลเซีย รวมทั้งอินโดนีเซีย รัสเซีย โดยอาจจะรวมทั้งประเทศที่ปกครองโดยพรรคคอมมิวนิสต์ที่มีการแข่งขันกันภายในพรรค ตำรารัฐศาสตร์ตะวันตกบางทีก็ถือว่าแม้จะเป็นการปกครองแบบเผด็จการโดยพรรค แต่ก็มีการแข่งขันกันภายในพรรคและพรรคก็มีความเข้มแข็ง ก็เป็นระบอบประชาธิปไตยระบอบหนึ่ง แต่หลายตำราก็ถือว่าเป็นระบอบเผด็จการโดยพรรคเด่นพรรคเดียว
ประเทศที่มีระบอบการปกครองแบบเผด็จการทหาร มีที่มาจากการยึดอำนาจโดยการปฏิวัติรัฐประหาร ร่างรัฐธรรมนูญเอง ใช้อำนาจตามบทเฉพาะกาล 5 ปีบ้าง 10 ปีบ้าง มาแต่งตั้งสมาชิกวุฒิสภา หรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภท 2 แต่มีอำนาจเท่ากับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผู้แทนราษฎรซึ่งได้รับเลือกตั้งจากประชาชนจึงไม่มีความหมาย

ขณะเดียวกันหลังการเลือกตั้ง รัฐบาลทหารก็คอยซื้อหรือคอยดูด ส.ส.จากพรรคฝ่ายค้าน สนนราคาก็แล้วแต่กรณีไป ในกรณีที่รัฐบาลมีเสียงข้างน้อยมากแต่ได้เป็นรัฐบาลโดยอาศัยเสียงจากวุฒิสภา ราคาก็จะแพง แต่ถ้าเพียงเอามาเสริมให้ได้เสียงมากขึ้นราคาก็จะถูก ส.ส.ประเภทนี้เคยถูกเรียกว่า “โสเภณีทางการเมือง” ในกรณีนี้ทุกครั้งที่จะมีการลงคะแนนเสียงก็จะต้องมีจ่ายเพิ่มอีกเป็นครั้งๆ ไป นอกเหนือไปจากเงินประจำเดือนที่เป็นเงินเดือนต่างหากจากเงินเดือนประจำจากรัฐสภา จำนวนไม่ต่างจากเงินเดือนประจำของรัฐมนตรีช่วยว่าการเท่าใดนัก

การที่รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันซึ่งร่างโดยกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ที่แต่งตั้งโดยหัวหน้าคณะปฏิวัติ ย่อมรู้ดีว่าคณะรัฐประหารต้องอาศัยเสียงจากพรรคการเมืองฝ่ายค้าน และไม่ต้องการพัฒนาการเมืองระบบประชาธิปไตยให้เข้มแข็ง เพราะถ้าระบอบประชาธิปไตยเข้มแข็ง ตนก็อยู่ในอำนาจไม่ได้ จึงไม่กำหนดห้ามสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหักหลังประชาชนที่เลือกตนเข้า โดยการย้ายพรรค โดยเห็นแก่อามิสสินจ้างหรือตำแหน่งอื่นที่มิใช่รัฐมนตรี

ทุกครั้งหลังจากที่มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ พรรคร่วมที่ประกาศสนับสนุนเผด็จการทหารมักจะแพ้การเลือกตั้ง แต่อาศัยสมาชิกวุฒิสภาและพรรคการเมืองที่หักหลังประชาชน เช่น พรรคประชาธิปัตย์และพรรคภูมิใจไทย เข้ามาร่วมสนับสนุนให้ได้เป็นรัฐบาล ร่วมยกมือผ่านกฎหมายและญัตติอื่นๆ ในสภาผู้แทนราษฎรให้ โดยพรรคที่ได้ที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรมากที่สุดก็จะไม่ได้โอกาสในการจัดตั้งรัฐบาล เพราะไม่ได้เสียงจากวุฒิสภา

เป็นการบั่นทอนอำนาจพรรคการเมือง ทำให้พรรคการเมืองไม่มีอำนาจควบคุมสมาชิกพรรคการเมืองของตนเอง แม้พรรคการเมืองจะลงโทษโดยการไล่ออก ก็ยังไม่หมดสภาพการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สามารถสมัครเข้าเป็นสมาชิกรัฐบาลได้

แม้พรรคจะขู่ว่าในการเลือกตั้งคราวหน้า พรรคจะไม่ส่งลงสมัครรับเลือกตั้ง ตนก็ไม่เกรงกลัวเพราะการเลือกตั้งคราวหน้าจะมีหรือไม่ก็ไม่ทราบ สำหรับประเทศที่ด้อยพัฒนาทางการเมืองอย่างประเทศไทย ถ้าหากมีการเลือกตั้งคราวต่อไปตนก็จะลงสมัครในเขตเดิม แต่คาดว่าจะได้เงินสนับสนุนที่มากกว่าจากพรรครัฐบาล รัฐธรรมนูญปัจจุบันจึงเป็นรัฐธรรมนูญที่ทำลายการพัฒนาพรรคการเมือง ทำให้พรรคไม่เข้มแข็ง

การเป็น “งูเห่า” ที่อกตัญญูต่อชาวนาก็ไม่เป็นที่รังเกียจต่อสังคม เพราะก่อนจะมีการเลือกตั้งอีกครั้งก็เกิดมีรัฐประหารเสียก่อนแล้ว หลังรัฐประหารตนอาจจะได้รับแต่งตั้งให้เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติ หลังจากเลือกตั้งตนก็อาจจะได้รับการแต่งตั้งให้เป็นสมาชิกวุฒิสภา ใครเคยเป็น “งูเห่า” บ้างก็ไม่มีใครจำได้

งูเห่าคราวนี้แปลก เพราะปกติงูเห่าจะเกิดขึ้นที่พรรคฝ่ายค้าน ที่ถูกรัฐบาลซื้อตัวไปด้วยอามิสสินจ้างหรือตำแหน่งแห่งที่อย่างใดอย่างหนึ่ง แต่คราวนี้เกิดกับฝ่ายรัฐบาลด้วย เพราะสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์บางคนกลายเป็นงูเห่า กลับไปลงคะแนนเสียงร่วมกับพรรคฝ่ายค้าน ในกรณีอย่างนี้จะอธิบายแบบเดียวกับกรณีพรรคฝ่ายค้านเป็นงูเห่าไปร่วมลงคะแนนเสียงกับฝ่ายรัฐบาลก็คงไม่ได้ เพราะพรรคแกนนำฝ่ายค้านคงไม่ลงทุนซื้อเสียงจากสมาชิกพรรครัฐบาลอย่างพรรคประชาธิปัตย์

การกระทำเช่นนี้ยิ่งแสดงว่าระดับการพัฒนาการเมืองของไทยยิ่งถอยหลังไปอีก เพราะมี “งูเห่า” ทั้งจากฟากฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล ผู้นำเผด็จการทหารทำลายทั้งพรรคฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล

เจ้าตำรับดูดงูเห่าคือพรรคประชาธิปัตย์สมัยคุณชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ เป็นเลขาธิการพรรค ไปดูดเอางูเห่าของคุณสมัคร สุนทรเวช ฝ่ายค้านมาสนับสนุนรัฐบาล

มีกล้วยให้กินด้วยหรือไม่ก็ไม่ทราบ

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้หวานต่อไม่รอแล้ว เอ้ ชุติมา ควงแฟนหนุ่มรุ่นน้อง ฉลองรัก 4 ปี ที่แฟนๆ เห็นแล้วบอก ‘แซ่บมากค่ะพี่’
บทความถัดไป“มท.2” แจงขยายเวลาบังคับใช้ภาษีที่ดิน ไม่อุ้มนายทุน แค่ติดขัดความพร้อม