สัพเพเหระคดี : ไม่ทุจริต : โดย โอภาส เพ็งเจริญ

คุณโผงเป็นผู้จัดการฝ่ายบุคคลของบริษัท เรียกเก็บเงินจากลูกจ้างต่างด้าวคนละ 100 บาท แล้วนำไปมอบแก่ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง อ้างว่าเป็นค่าธรรมเนียมการรายงานตัว เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกในการแจ้งยืนยันถิ่นที่อยู่ โดยลูกจ้างต่างด้าวนั้น จะได้ไม่ต้องเดินทางไปทำด้วยตนเอง ไม่ต้องกดบัตรคิว ทำได้รวดเร็ว ซึ่งกฎหมายไม่ได้กำหนดค่าธรรมเนียมนี้ไว้

หลังจากทำหลายครั้ง บริษัทรู้เข้า จึงเลิกจ้างคุณโผงโดยไม่จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และไม่จ่ายค่าชดเชยให้

คุณโผงจึงมาฟ้องบริษัท ขอให้ศาลบังคับให้จ่าย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย ค่าเสียหาย และการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม

บริษัทต่อสู้คดี ว่าการกระทำของคุณโผงเป็นการทุจริตต่อหน้าที่ จงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย เป็นการกระทำผิดอาญาโดยเจตนาแก่นายจ้าง-ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานพิพากษาว่า ให้บริษัทจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม พร้อมดอกเบี้ย

บริษัทอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ประเด็น “ทุจริต” แม้ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มิได้ให้ความหมายของคำว่า “ทุจริต” และมิได้ใช้คำว่า “โดยทุจริต” ตามที่บัญญัติในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (1) จึงต้องใช้ความหมายตามพจนานุกรม คือ ประพฤติชั่ว โกง ไม่ซื่อตรง

เมื่อคุณโผงเรียกเก็บเงินจากลูกจ้างต่างด้าง และนำไปมอบแก่ตำรวจสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง โดยไม่ได้นำเงินนั้นไปใช้ประโยชน์ส่วนตน ไม่ได้ประโยชน์ใดๆ จากการเรียกเก็บเงิน การเรียกเก็บเงินนั้นแม้จะเป็นการกระทำอันไม่เหมาะสมในการปฏิบัติหน้าที่ และสร้างภาระแก่ลูกจ้างต่างด้าวไปบ้าง แต่ก็เป็นการกระทำเพื่อประโยชน์ของลูกจ้างเองด้วยที่ไม่ต้องไปยื่นเรื่องต่างๆ ด้วยตนเอง

การกระทำของคุณโผงยังไม่อาจถึงกับเป็นการประพฤติชั่ว โกง หรือไม่ซื่อตรง อันจะเป็นการทุจริตต่อหน้าที่ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน มาตรา 119 (1)

อย่างไรก็ดี การที่คุณโผงเป็นผู้จัดการฝ่ายบุคคล มีหน้าที่ตัองดูแลบริหารงานให้เกิดความเรียบร้อย กลับเรียกเก็บเงินจากลูกจ้างต่างด้าว ทั้งที่ไม่มีระเบียบหรือกฎหมายกำหนดค่าธรรมเนียมส่วนนั้นไว้ ถึงแม้จะไม่ได้นำเงินนั้นไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตน แต่การกระทำนั้นถือได้ว่า เป็นการกระทำอันไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริต ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 538

บริษัทจึงเลิกจ้างคุณโผงได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า และถือเป็นการเลิกจ้างที่มีเหตุผลอันสมควร มิใช่การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม

พิพากษาแก้เป็นว่า บริษัทไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลแรงงาน

นั่นหมายความว่า บริษัทยังคงต้องจ่ายค่าชดเชยจากการเลิกจ้างแก่คุณโผง!

(เทียบคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4020/2561)

+++++++++++++++++++

พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2641

มาตรา 119 นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้าง ซึ่งเลิกจ้างในกรณี หนึ่งกรณีใดดังต่อไปนี้
(1) ทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทำความผิดอาญาโดยเจตนาแก่นายจ้าง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 583 ถ้าลูกจ้างจงใจขัดคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายก็ดี หรือละเลยไม่นำพาต่อคำสั่งเช่นว่านั้นเป็นอาจิณก็ดี ละทิ้งการงานไปเสียก็ดี กระทำความผิดอย่างร้ายแรงก็ดี หรือทำประการอื่นอันไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริตก็ดี ท่านว่านายจ้างจะไล่ออกโดยมิพักต้องบอก กล่าวล่วงหน้า หรือให้สินไหมทดแทนก็ได้

โอภาส เพ็งเจริญ newsmanlawyer@gmail.com

บทความก่อนหน้านี้‘ภาคบริการไทย… เปลี่ยนให้ปัง! ปรับให้โดน!!’ โดย ดร.จิตเกษม พรประพันธ์, ฐิตา เภกานนท์, ปวีร์ ศิริมัย, กชพรรณ สัลเลขนันท์
บทความถัดไป‘สนธิรัตน์’ ชูเครื่องยนต์พลังงาน… พลิกเศรษฐกิจไทย