นิสสัน อัลเมร่า ใหม่ ผู้นำการเปลี่ยนแปลงอีโคคาร์ สวยขึ้นเยอะ ประหยัด ขับสนุก

เปิดตัวให้ชาวไทยได้เห็นเรือนร่างตั้งแต่ปลายปี 2019 สำหรับ นิสสัน อัลเมร่า ใหม่ นับเป็นความหวังใหม่ของค่ายนิสสัน หลังจากตัวเดิมทำตลาดมาเป็นเวลานาน จนเป็นรถที่ทำรายได้ให้กับนิสสันเป็นกอบเป็นกำที่สุด

สำหรับนิสสันอัลเมร่าใหม่นี้ จัดว่าเป็นรถผู้นำการเปลี่ยนแปลงวงการอีโคคาร์เลยก็ว่าได้ เพราะเป็นการพลิกโฉมการออกแบบใหม่หมด ใส่ใจความสวยงาม หนีจากรุ่นเดิมอย่างมากจนน่าประหลาดใจ

ไม่ได้มีแค่งานดีไซน์และงานออกแบบที่เปลี่ยนใหม่หมด แต่ยังมาพร้อมกับเครื่องยนต์ใหม่ ที่สร้างเสียงฮือฮาให้กับวงการรถยนต์ ด้วยเครื่องยนต์ขนาด 1.0 ลิตร พ่วงเทอร์โบ เจ้าแรกในตลาด ให้แรงม้าและแรงบิดเพิ่มขึ้นอย่างมาก

มิติตัวถัง Nissan Almera ใหม่ มีความยาว 4,495 มิลลิเมตร กว้าง 1,740 มิลลิเมตร สูง 1,460 มิลลิเมตร ความยาวฐานล้อ 2,620 มิลลิเมตร ความกว้างระยะฐานล้อคู่หน้าและหลังอยู่ที่ 1,525 และ 1,535 มิลลิเมตรตามลำดับ ความสูงจากใต้ท้องรถถึงพื้น 135 มิลลิเมตร น้ำหนักตัวถัง รุ่นย่อยอุปกรณ์น้อยสุดอย่าง S อยู่ที่ 1,065 กิโลกรัม และรุ่น VL อยู่ที่ 1,076 กิโลกรัม ถังน้ำมัน ลดขนาดจากเดิม 41 ลิตร เป็น 35 ลิตร

ดีไซน์ภายนอก กระจังหน้าแบบ V-Motion สอดรับกับไฟหน้าสวยงามคมชัด มองแล้วคล้าย Nissan LEAF รถยนต์ไฟฟ้าของค่าย ไฟหน้าของรุ่น V และรุ่น VL จะเป็นแอลอีดี มีไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์ซึ่งถูกปิดไม่ให้ทำงาน เพื่อให้ผ่านการทดสอบมลภาวะ แต่สามารถสั่งให้เปิดได้ ลักษณะหลังคาจะลาดเตี้ยลงกว่ารุ่นเดิม มาพร้อมล้ออัลลอยขนาด 15 นิ้ว คู่กับยางขนาด 195/65/R15 ซึ่งเป็นล้อมาตรฐาน ถ้าใครต้องการความสวยงามก็มีล้อขนาด 16 นิ้ว มาให้เลือกช้อปกันด้วย สีทูโทนสวยไม่เบา แต่ก็แลกกับอัตราพลังงานที่เพิ่มขึ้นนิดหน่อย

ภายในห้องโดยสาร มีการปรับปรุงดีไซน์เปลี่ยนจากรุ่นเดิมอย่างมาก เพิ่มความสปอร์ตทันสมัยมากขึ้น เบาะนั่งจะเป็นเบาะผ้า มีการพัฒนาเนื้อผ้าที่ดีกว่ารุ่นเดิม ส่วนพนักพิงศีรษะมีการดันน้อยลงกว่ารุ่นเดิม ลักษณะเบาะโอบกระชับร่างกายได้ดีระดับหนึ่ง เบาะนั่งด้านหลังมีการขยายความกว้างของชิ้นเบาะรองนั่งเพิ่มจากรุ่นเดิมเล็กน้อยเพื่อความสบายมากขึ้น ส่วนที่เก็บสัมภาระด้านท้ายมีขนาดกว้างกว่ารุ่นเดิมเล็กน้อย รุ่นนี้ไม่มียางอะไหล่มาให้แต่จะใช้ชุดซ่อมยางฉุกเฉินแทน

พวงมาลัย ทรง D-shape ท้ายตัด แบบปรับได้สี่ทิศทาง จากรุ่นเดิมที่ปรับได้เพียงสองทิศทาง หน้าจอและปุ่มควบคุมต่างๆ อยู่ในตำแหน่งที่ใช้งานได้ง่ายกว่าเดิม มาพร้อมกับจอทัชสกรีนขนาด 8 นิ้ว และระบบ Nissan Connect ที่สามารถดูสถานะของรถได้สั่งสตาร์ตรถเปิดแอร์รอได้ ส่วนเครื่องเสียงมาพร้อมลำโพงหกตัว คุณภาพอยู่ในระดับทั่วไป

ส่วนจอหน้าปัดเป็นการผสมกันของระบบอนาล็อกกับดิจิทัล จอ TFT ขนาด 7 นิ้ว โชว์มาตรวัดต่างๆ มีความสวยงามและใช้งานง่าย

เครื่องยนต์เป็นแบบเบนซิน 3 สูบ DOHC 12 วาล์ว 999 ซีซี HRA0 กำลังสูงสุด 100 แรงม้า (PS) ที่ 5,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 152 นิวตันเมตร (15.5 กก.ม.) ที่ 2,400-4,000 รอบ/นาที รองรับเชื้อเพลิง E20 ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ CO2 100 กรัม/กิโลเมตร ผ่านมาตรฐานไอเสีย Euro 5

ระบบส่งกำลังแบบเกียร์อัตโนมัติ XTRONIC CVT มาพร้อมปุ่มกดโหมด SPORT ด้านหลังหัวเกียร์ และมีเกียร์ L สำหรับขับบนเส้นทางชัน มีการตั้งโปรแกรมเกียร์ให้มีการไล่รอบ ขายรถเกียร์อัตโนมัติปกติ มาพร้อมระบบเบรกด้านหน้าแบบดิสก์เบรก ด้านหลังแบบดรัมเบรถเหมือนเดิม มีระบบ ABS, EBD, ระบบควบคุมการทรงตัว VDC และระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชันมาให้ในทุกรุ่นย่อย

มี ระบบกล้อง 360 องศา Intelligent Around View Monitor ระบบตรวจวัตถุเคลื่อนไหวรอบคัน มีในรุ่น V และ VL ระบบเตือนรถในจุดอับกระจกมองข้าง Blind Spot Warning System ระบบตรวจจับวัตถุด้านหลังรถ Rear Cross Traffic Alert มีเฉพาะใน VL รุ่นท็อป ระบบเตือนก่อนชนด้านหน้า Intelligent Forward Collision Warning และระบบเบรกฉุกเฉิน Intelligent Emergency Braking มีในรุ่น EL, V และ VL (ทำงานที่ความเร็ว 5 กิโลเมตร/ชั่วโมงขึ้นไป)

สำหรับการทดลองขับในครั้งนี้เราขับจากโรงแรมแห่งหนึ่งบริเวณหาดในทอน จ.ภูเก็ต เป็นระยะทางประมาณเกือบ 300 กิโลเมตร ไปที่พังงา วนออกไปถึงกระบี่ แล้วก็กลับมาที่ภูเก็ตเหมือนเดิม ขับผ่านทางช่วงในเมือง ทางชนบท มีขึ้นเนินขึ้นเขาบ้างเล็กน้อย มีช่วงให้ทดสอบความเร็วบ้าง

ในเรื่องความเร็ว ดีขึ้นกว่ารุ่นเดิมอย่างมาก ความเร็ว 0 ถึง 100 กม./ชม. ทำได้ประมาณ 11 ถึง 12 วินาที ขณะที่รุ่นเดิมใช้เวลาประมาณ 16 ถึง 17 วินาที รวมถึงอัตราเร่งแซงก็ดีขึ้น ดังนั้นจึงใช้ขับขี่ในเมืองและนอกเมืองได้อย่างคล่องตัวมากขึ้น ส่วนความเร็วสูงสุด จากข้อมูลของนิสสันระบุว่าอยู่ที่ 192 กม.ต่อชม. ส่วนตัวของผู้เขียนจึงรู้สึกว่า นิสสัน อัลเมล่า ใหม่ ให้กำลังคล้ายกับรถ 1500 ซีซีเลยทีเดียว

การใช้งานปกติในชีวิตประจำวันจึงถือว่าเพียงพอ หรือแม้จะต้องขึ้นเขาลงเขาบ้างก็สามารถไว้ใจได้ดีกว่ารุ่นเดิมอย่างมาก

ความรู้สึกของช่วงล่างคือนุ่มนวลความเดิม แม้ในช่วงความเร็วสูงก็เอาอยู่ การเก็บเสียงทำได้ค่อนข้างดี ในความเร็วระดับทั่วไปไม่มีปัญหา ส่วนเรื่องประหยัดน้ำมันนั้น เนื่องจากทริปนี้เป็นการขับทดสอบ มีการใช้ความเร็วและการขับที่ไม่เหมือนปกติในชีวิตประจำวัน แต่ก็ได้อัตราการประหยัดน้ำมัน ประมาณ 16.5-17 กิโลเมตรต่อลิตร ซึ่งหากเป็นการขับปกติ อัตราการประหยัดน้ำมันที่นิสสันเคลมไว้ที่ 23.3 กิโลเมตรต่อลิตร น่าจะทำได้จริงไม่ใช่ปัญหา

โดยสรุปมันเป็นรถที่ขับสนุกขึ้นกว่าเดิมเยอะ ช่วงล่างพอไว้ใจได้ ดีไซน์ภายนอกและภายในดูดีกว่ารุ่นเดิม  เครื่องยนต์ก็ดีกว่าเดิม พูดได้ว่า ณ เวลานี้ มันขึ้นเป็นผู้นำของรถในระดับราคาเดียวกันแล้ว ยังไม่นับระบบความปลอดภัยที่ถือว่าดีระดับต้นของกลุ่ม ที่สำคัญราคาแทบไม่ต่างไปจากเดิม ต้องยอมรับว่านิสสันตีโจทย์มาดี งานนี้ เป็นการบ้านทำเอารุ่นอื่นเครียดเหมือนกัน

อาร์ม สามย่าน

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
เพิ่มเพื่อน

บทความก่อนหน้านี้ยัน ‘ไวรัสอู่ฮั่น’ คร่าอเมริกันรายแรก! ชายญี่ปุ่นอีกรายต้องสงสัยติดเชื้อ ดับในจีน
บทความถัดไป‘ชัชชาติ’ ชวนพี่ชายฝาแฝด ‘หมอฉันชาย’ ให้ความรู้ ‘โคโรนา’ (คลิป)