การเมืองเก่า พลังประชารัฐ :สมหมาย ปาริจฉัตต์

การเมืองเก่า พลังประชารัฐ :สมหมาย ปาริจฉัตต์

การตัดสินใจพร้อมใจกันลาออกจากกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ 18 คน เพื่อส่งผลให้นายอุตตม
สาวนายน และนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ พ้นจากตำแหน่งหัวหน้าและเลขาธิการพรรคโดยปริยาย เกิดขึ้นหลังจากพระราชกำหนดกู้เงิน 1 ล้านล้านสู้โควิด-19 ผ่านที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพียงวันเดียว

แสดงว่ามีการเตรียมการ กะจังหวะเวลาปฏิบัติการ ขับหัวหน้าและเลขาธิการพรรคไว้ก่อนล่วงหน้าแล้ว เพียงแต่รอโอกาสที่เหมาะสมเท่านั้น

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนหน้านี้แล้ว ก่อน พ.ร.ก.กู้เงินจะเข้าสู่การประชุมสภา
ผู้แทนราษฎรแต่ถูกเบรกโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพราะเกรงส่งผลเสียหายต่อการพิจารณากฎหมาย การบริหารงานของรัฐบาล โดยเฉพาะยังอยู่ระหว่างรับมือไวรัสโควิด-19 ทำให้กระทบถึงเสถียรภาพรัฐบาลโดยรวมไปด้วย

เมื่อกฎหมายสำคัญผ่านไปได้อย่างราบรื่น การเดินหน้าต่อของพลพรรคพลังประชารัฐปีกไม่เอา อุตตม สนธิรัตน์ สุวิทย์ เกิดขึ้นทันที เข้าทำนองเสร็จหน้านาฆ่าโคถึกหรือไม่ก็ตาม การนี้เท่ากับยืนยันความต้องการที่จะปรับเปลี่ยนหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค เช่นเดิม

พล.อ.ประยุทธ์จะแก้ไขสถานการณ์ภายในอย่างไรกับการแสดงอำนาจต่อรองอย่างชัดเจนเช่นนี้

จะทำให้การปรับคณะรัฐมนตรีที่จะเกิดขึ้นต่อไปอย่างแน่นอน ปรากฏออกมาในลักษณะใด ต้องติดตามจับตาอย่างใกล้ชิด เมื่อการยกทีมลาออกทำให้เกิดเงื่อนไขและโอกาสการปรับคณะรัฐมนตรีขึ้นแล้ว

ส่วนจะเลยไปถึงการยุบสภาหรือไม่ ขึ้นอยู่กับเหตุการณ์ความขัดแย้งภายในพรรคแกนนำจะบานปลายไปถึงระดับไหน นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ จะยอมทนอยู่ต่อไปหรือไม่ อีกทั้งการขยับตัวของพรรคร่วมรัฐบาลสำคัญสองพรรคคือ ภูมิใจไทยและประชาธิปัตย์ จะเกิดปัญหาภายในหรือระหว่างพรรคตามมาหรือไม่

แกนนำกลุ่มไม่เอาหัวหน้าและเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ แถลงเหตุผลว่าเป็นการดำเนินการตามปกติของพรรคการเมือง เป็นไปตามกฎระเบียบข้อบังคับทุกประการ

โดยไม่เอ่ยถึงสาเหตุและความต้องการที่แท้จริง เกิดจากความไม่พอใจบทบาทของนายอุตตมและนายสนธิรัตน์ในฐานะรัฐมนตรีผู้ดำเนินนโยบายผิดพลาด บกพร่อง ล้มเหลวตรงไหนอย่างไร หรือในฐานะความเป็นหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค ขาดการเอาใจใส่ ดูแล
จนพลพรรคขาดความอบอุ่น สุขกาย สบายใจ อิ่มหนำสำราญ ประเด็นใดเป็นเหตุผลหลัก

ก ารเคลื่อนไหวครั้งนี้จึงเป็นการปฏิบัติการเพื่อผลประโยชน์ภายในระหว่างกลุ่มก๊วนในพรรคด้วยกันเองอย่างชัดเจน ขณะที่ผลที่เกิดขึ้นต่อสังคมโดยรวมเป็นอย่างไร

โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกำหนดนโยบาย การบริหารนโยบายของพรรคที่แถลงมาตั้งแต่ก่อนหาเสียงเลือกตั้งจนถึงขณะนี้ ผู้บริหารพรรคที่ถูกขับออกบริหารจัดการได้ประสบผลสำเร็จหรือล้มเหลว สามารถผลักดันให้รัฐบาลดำเนินการตามนโยบายของพรรคได้เพียงไร

เมื่อไม่มีคำตอบ คำแถลงใดๆ เกี่ยวกับการเมืองเรื่องนโยบาย ออกมาแม้แต่น้อย ในโอกาสที่จะเปลี่ยนคณะผู้บริหารพรรค และรัฐมนตรีใหม่เข้าไปเสียบแทน ทำให้นโยบายที่เขียนไว้สวยหรู มีสภาพไม่ต่างจากน้ำยาบ้วนปากในช่วงหาเสียง อาทิ นโยบายมารดาประชารัฐ เป็นต้น

ภาพลักษณ์ของพรรคพลังประชารัฐ จึงยังคงเป็นการเมืองของพรรคและนักการเมืองเป็นหลัก เป็นการเมืองเก่า เหตุเพราะผู้บริหารดูแลพวกเราได้ไม่ดีเพียงพอ หาใช่การเมืองใหม่ การเมืองภาคพลเมืองที่จะตอบคำถามว่า การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้สังคมได้อะไรประชาชนได้อะไร

เสถียรภาพที่อ้างว่าจะดีขึ้น เป็นไปเพื่อความมั่นคงของการกระชับอำนาจ หลังการต่อท่ออำนาจเมื่อตั้งพรรคขึ้นมารองรับสำเร็จ โดยอาศัยรัฐธรรมนูญ 2560 เป็นเครื่องมือ อ้างความสง่างามจากผลการลงประชามติรัฐธรรมนูญ แต่สุดท้ายก็ยอมจำนนต่อการแก้ไขฉบับเพื่อพวกเรานี้เอง

ผลที่จะเกิดขึ้นต่อส่วนรวม ต่อพี่น้อง ประชาชน ต่างหาก ควรเป็นสิ่งที่พลพรรคพลังประชารัฐทั้งฝ่ายขับและฝ่ายถูกขับบอกกับสังคม จากความต้องการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้

การบอกความจริงที่อยู่เบื้องหลัง เพื่อยืนยันว่าไม่ได้เป็นเกมแย่งเก้าอี้รัฐมนตรี สมบัติผลัดกันชม แต่ทำเพื่อเสถียรภาพของระบบการเมือง เพื่อความเป็นประชาธิปไตยสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ตรงไหน อย่างไร

ความจริงเหล่านี้ต่างหากถึงจะแสดงว่าพลังประชารัฐไม่ใช่พรรคเฉพาะกิจตั้งขึ้นมาชั่วครู่ชั่วยาม แต่กำลังจะก้าวต่อไปเป็นสถาบันทางการเมืองในอนาคต ไม่ล้มหาย ตายจากไป เหมือนพรรคอะไหล่ให้ผู้นำรัฐบาลจากกองทัพในอดีต หลายพรรคที่ผ่านมา

ปิดท้ายวันนี้ ทำให้เกิดคำถามว่า เวลาผ่านไปเกือบ 7 ปีแล้ว ไหนล่ะ ปฏิรูปการเมือง

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้“สมชัย”จี้หน่วยงานรัฐชี้แจงเหตุผล ปรับราคาแมสก์การแพทย์จากชิ้นละ 2.50 เป็น 4.28 บาท
บทความถัดไปมะกันห้ามเที่ยวบินพาณิชย์จีนเข้าประเทศเริ่ม 16 มิ.ย.