วิกฤตรัฐธรรมนูญ : สมหมาย ปาริจฉัตต์

วิกฤตรัฐธรรมนูญ

นักเรียน นิสิต นักศึกษาในนามของ กลุ่มเยาวชนปลดแอก (Free Youth) ได้พันธมิตรเพิ่มจนพัฒนาเป็นกลุ่มประชาชนปลดแอก กับอีกหลายๆ กลุ่มองค์กร ยังคงเดินหน้าขยายการชุมนุมไปเรื่อยๆ จนกระจายไปหลายจังหวัด

ภายใต้ข้อเรียกร้องต่อรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา 3 ข้อ 1 ยุบสภา คืนอำนาจให้ประชาชนและเปิดทางให้คนมีความรู้ ความสามารถ มาแก้ปัญหาทางการเมืองและเศรษฐกิจ 2 หยุดคุกคามประชาชนที่ออกมาเรียกร้องประชาธิปไตยและความยุติธรรม 3 ร่างรัฐธรรมนูญใหม่

การเคลื่อนไหวโดยเฉพาะประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญได้รับเสียงขานรับจากกลุ่มพลังอำนาจเป็นส่วนใหญ่ เริ่มจากคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหา หลักเกณฑ์แนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ สภาผู้แทนราษฎรที่มีนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีเป็นประธาน มีมติเห็นควรให้แก้ไขมาตรา 256 ของรัฐธรรมนูญ 2560 และเสนอให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญขึ้นยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่

ติดตามมาด้วยสองพรรคใหญ่คือเพื่อไทย และประชาธิปัตย์ เห็นพ้องไปในแนวทางเดียวกัน ประกาศจะยื่นญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญโดย
เร็วที่สุด

ฝ่ายที่แสดงท่าทีอย่างมีเงื่อนไข เท่าที่ปรากฏมีกลุ่มเดียว คือ วุฒิสมาชิกบางส่วน ซึ่งเห็นต่างในประเด็นแนวทางแก้ โดยต้องการให้ฝ่ายเสนอแก้ระบุให้ชัดจะแก้ไขจุดไหน ประเด็นอะไร รวมทั้งการเลือกตั้ง ส.ส.ร.ทำให้สิ้นเปลืองงบประมาณและเสียเวลา ขณะที่วุฒิสมาชิกส่วนใหญ่ยังไม่ยอมแสดงจุดยืนให้ปรากฏต่อสังคมเท่าที่ควร รอติดตามทิศทางให้ชัดอีกหน่อยหรือรอสัญญาณจากรัฐบาล ล้วนเป็นไปได้ทั้งสองทาง

อย่างไรก็ตาม บทบัญญัติมาตรา 256 การแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องผ่านกระบวนการหลาย
ขั้นตอน หนึ่งในนั้นคือ วุฒิสมาชิกต้องเห็นชอบด้วยไม่น้อยกว่าหนึ่งในสามหรือ 83 คนจาก 250 คน นอกจากนั้น ยังจะต้องผ่านการออกเสียงประชามติ ถ้าผลประชามติเห็นชอบกับการแก้ไขจึงจะดำเนินการได้

เพียงแค่บทบัญญัติที่กำหนดให้ต้องทำประชามติก็มีข้อถกเถียง มองคนละมุมกันแล้ว ฝ่ายหนึ่งตีความว่าจะตั้งหรือไม่ตั้ง ส.ส.ร.ขึ้นมายกร่างใหม่ก็ต้องทำประชามติก่อนว่าจะแก้รัฐธรรมนูญหรือไม่ จากนั้นค่อยตั้ง ส.ส.ร. อีกฝ่ายหนึ่งเห็นว่า ตั้ง ส.ส.ร.ยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ได้เลย ร่างเสร็จผ่านกระบวนการพิจารณาตาม
ขั้นตอนต่างๆ จนยุติแล้วถึงนำมาทำประชามติในขั้นตอนสุดท้าย

ความเห็นต่างในข้อกฎหมายว่าด้วยการทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ จะมีข้อยุติอย่างไร ใครจะเป็นผู้ชี้ขาด

ด้วยเหตุที่ออกแบบรัฐธรรมนูญกำหนดให้กระบวนการแก้ไขทำได้ยากนี่เอง จึงเป็นสาเหตุหนึ่งของความเห็นต่าง เกิดความขัดแย้งทางความคิดกระจายไปทั่ว

ยิ่งเมื่อวุฒิสมาชิกซึ่งมีอำนาจในการเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบมีท่าทีสวนทางกับฝ่ายต่างๆ ที่ต้องการแก้ไข โดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่ยอมให้ตัดอำนาจให้ความเห็นชอบการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี แนวโน้มการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่วาดหวังว่าจะผ่านสะดวกคงไม่ง่ายดายอย่างที่หวัง จนมีโอกาสเกิดวิกฤตรัฐธรรมนูญอีกครั้งหนึ่งได้ทุกเมื่อ

ส ถานการณ์กำลังดำเนินไปเช่นนี้ ทางออกเพื่อไม่ให้ความขัดแย้งลุกลามบานปลายต่อไปจนกลายเป็นความรุนแรงควรเป็นอย่างไร ตัวละครสำคัญที่สุดที่จะทำให้สถานการณ์คลี่คลายไปในทิศทางไหนก็คือ คณะรัฐมนตรี โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวนายกรัฐมนตรี

เป็นไปตามคำแถลงของที่นายพีระพันธุ์ ประธานกรรมาธิการวิสามัญฯ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ที่ว่า หากไม่แก้มาตรา 256 ก็ไม่สามารถแก้ส่วนอื่นได้ อาจนำไปสู่การตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรืออะไรสุดแล้วแต่รัฐบาล

เมื่อสภาผู้แทนฯ เห็นชอบตามรายงานของคณะกรรมาธิการก็จะส่งต่อให้รัฐบาลพิจารณา ก็ขึ้นอยู่กับรัฐบาลว่าจะแก้ไขหรือไม่ หากไม่แก้เราก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะหน้าที่ของเรามีแค่นี้Ž

นั่นเท่ากับยืนยันว่าปัจจัยหลักของ ความเป็นไปได้ ก็คือ ท่าที จุดยืนของรัฐบาล ของนายกรัฐมนตรีนั่นเอง ฟังประธานกรรมาธิการซึ่งเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีด้วยแล้ว ได้ยินหรือไม่ ทำตามหรือไม่

ประเด็นปัญหาต่อมาจึงมีว่า แล้วท่าที จุดยืนของรัฐบาลโดยรวมกับท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ เห็นสอดคล้องกันหรือไม่ จะกระโดดลงมาเป็นเจ้าภาพเดินหน้าให้เกิดการแก้ไข ดำเนินไปอย่างราบรื่นได้อย่างไร

หรือจะเลือกแนวทางลอยตัวอยู่เหนือปัญหาที่กำลังพัฒนาเป็นความขัดแย้งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยข้ออ้างแค่ว่า เป็นเรื่องของสภา ของพรรคการเมือง ว่ากันมา

ครับ ถ้าสำรวจพรรคโดยเฉพาะพรรคร่วมรัฐบาล ภูมิใจไทย ประชาธิปัตย์ ชาติไทยพัฒนา ฯลฯ ส่วนข้างมากล้วนแสดงท่าทีเห็นด้วยกับการแก้ไขทั้งสิ้น การลอยตัวอ้างว่าเป็นเรื่องของสภา ของพรรคการเมือง จึงฟังไม่ขึ้น

ถึงวันนี้ แทนที่จะปล่อยให้สถานการณ์ลุกลามต่อไป การแสดงความคิด ท่าที จุดยืนต่อเรื่องนี้ของ พล.อ.ประยุทธ์ จึงเป็นหนทางที่จะทำให้สถานการณ์คลี่คลายไปในทางที่ดีได้

แต่เนื่องจากบทบัญญัติที่เขียนไว้ให้อำนาจ ส.ว.เป็นผลดีต่อตัวเองทั้งปัจจุบันและอนาคต พล.อ.ประยุทธ์จะทำตามความเห็นที่ได้รับจากการเดินสายไปพบสื่อมวลชนหลายสำนักหรือไม่

จะเป็นนักประชาธิปไตยจริง หรือประชาธิปไตยภายใต้โครงสร้างอำนาจเผด็จการต่อไป เจ้าตัวเป็นผู้กำหนดชะตากรรมตัวเองทั้งสิ้น

เพียงแต่ชะตากรรมที่ว่ามีผลต่อชะตากรรมของคนอื่น ของสังคม และของลูกหลาน ที่ไม่ควรได้รับผลแห่งการตัดสินใจผิดพลาดไปด้วย เท่านั้นเอง

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้เร่งด่วน
บทความถัดไป‘พระองค์สิริภาฯ’ ทรงประกอบพิธียกปลียอดทองคำ ‘พระเจดีย์’ หลวงตาพระมหาบัว อัศจรรย์! พระอาทิตย์ทรงกลด