ที่เห็นและเป็นไป : หรือคือ‘รัก’ในภาพลวงตา

ที่เห็นและเป็นไป : หรือคือ‘รัก’ในภาพลวงตา

ที่เห็นและเป็นไป : หรือคือ‘รัก’ในภาพลวงตา โดย สุชาติ ศรีสุวรรณ

ความพยายามของ “พี่-น้อง 3 ป.-ป้อม-ป๊อก-ประยุทธ์” ที่จะรักษาความรักต่อกันและกันไว้ดูจะเป็นไปอย่างเข้มข้น

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวเสียในคำถามของสื่อมวลชนอยู่บ่อยๆ เมื่อถูกจี้ถามเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างน้องพี่ เช่นเดียวกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ไปหา “พี่ป้อม” ที่บ้านมูลนิธิป่ารอยต่ออยู่หลายครั้งคุยกันยาวๆ

ว่ากันว่าคุยกันถึงการเมืองเรื่อง “การเลือกตั้งครั้งหน้า”

หัวใจคือยังต้องทำ “งานใหญ่” ร่วมกัน

เป็น “งานใหญ่” ที่สื่อให้คนทั่วไปรู้ด้วยคำกว้างๆ ว่า “เพื่อประเทศชาติ”

หนทางที่ต้อง “อยู่ต่อได้” คือจัดการให้ “พลังประชารัฐ” ยังเป็นแกนนำรัฐบาลได้ ซึ่งฟังความได้ว่าเป้าหมายอยู่ที่การให้ยังเป็น “พรรคร่วมรัฐบาลในขั้วเดิม” เพราะได้พิสูจน์แล้วว่า “ความภักดีในพรรคแกนนำ” มีสูงยิ่ง พร้อมร่วมหัวจมท้ายไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับประเทศชาติ และประชาชน

ในเส้นทางเช่นนี้ แน่นอนว่าย่อมรวมเลยไปถึงการสกัดกั้นพรรคฝ่ายตรงกันข้ามไม่ให้มีโอกาสพลิกกลับมาจัดตั้งรัฐบาลได้ ไม่ว่าจะในฐานะพรรคแกนนำ หรือพรรคร่วมรัฐบาล

เล่ากันว่ามีการพูดคุยถึงความเสี่ยงที่เกิดจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เปลี่ยนไปใช้บัตร 2 ใบ ในการเลือกตั้งคือ หนึ่งใบเลือกพรรคเพื่อให้จัดสรร ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ 100 คน และอีกหนึ่งใบเลือก ส.ส.เขต 400 คน ซึ่งเกิดความกลัวว่าพรรคเพื่อไทยจะมีโอกาสในชัยชนะ และผู้บริหารอำนาจรัฐจะเปลี่ยนขั้วได้

คุยกันว่าหนทางเดียวที่อยู่ต่อได้คือ “พลังประชารัฐ” จะต้องเป็นหนึ่งเดียว ไม่แตกเป็น “กลุ่มป้อม” กับ “กลุ่มตู่”

“กลุ่มป้อม” ที่จุดแข็งอยู่ที่ ส.ส.ในปัจจุบันที่มีบารมีในพื้นที่

“กลุ่มตู่” ที่จุดแข็งอยู่กับ “ป๊อก” ซึ่งคุมการใช้อำนาจของกระทรวงมหาดไทย ซึ่งบงการผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ กำนันผู้ใหญ่บ้าน มีอิทธิพลต่อผู้บริหารท้องถิ่น ซึ่งส่งผลต่อการเมืองในท้องที่เขตเลือกตั้ง

หาก “สองกลุ่ม” ผนึกกำลังกันหนักแน่น ให้ “ส.ส.ในพื้นที่” และ “ป๊อก” ไม่ละล้าละลัง เพราะถูกกดดันด้วยความกังวลจากความสัมพันธ์อันอาจจะก่อความผันแปรต่อในการตัดสินใจในอนาคตหลังเลือกตั้งว่า “พันธมิตรในการจัดตั้งรัฐบาล” จะเป็นอย่างไร

ท่ามกลางข่าวเรื่อง “บิ๊กดีล” อันสร้างความหวั่นไหวให้กับ “พรรคร่วมรัฐบาล”

“ภูมิใจไทย” ไม่เท่าไร เพราะพร้อมและมีหนทางที่จะพลิกไปร่วมกันทุกขั้นได้อย่างไม่ยุ่งยากอะไร

แต่ “พรรคประชาธิปัตย์” ไม่มีทางเลือกอื่น นอกจาก “ภักดีกับพลังประชารัฐ” หากการเมืองพลิกขั้ว ก็ต้องเป็นฝ่ายค้าน และยังมีความเสี่ยงที่จะเป็นแค่ “พรรคร่วมฝ่ายค้าน” ไม่ใช่ “ผู้นำฝ่ายค้าน” อันเคยสร้างศักดิ์ศรีให้เหมือนที่ผ่านมา

การพยายามที่จะให้ “ตู่” กับ “ป้อม” ยังเหนียวแน่น จึงเป็นความจำเป็น โดยมี “งานใหญ่” เป็นตั้งเป้าหมายและข้ออ้างที่จะต้อง “อยู่ต่อ” ให้ได้

อย่างไรก็ตาม นั่นหมายถึงการยังไม่มีการนำเสนอประเด็นว่า “งานใหญ่” ซึ่งแม้จะหมายความเอาตามที่อ้างว่า “เพื่อประเทศชาติ” นั้น

เป็น “งานใหญ่” ที่ต้องใช้ “3 ป.” มาจัดการเท่านั้นจึงจะได้ และสำเร็จจริงหรือไม่

ไม่มี “คนอื่น” ที่มีความสามารถที่จะทำให้ “งานใหญ่” เดินหน้าต่อไปและประสบความสำเร็จได้มากกว่า “3 ป.” แล้วหรือ

ที่น่าคิดยิ่งๆ ไปมากกว่านั้นคือ จากผลงานที่ผ่านมาของ “รัฐบาล 3 ป.” นับว่าเป็นประโยชน์ต่อความสำเร็จของ “งานใหญ่” จริงหรือ

ไม่ใช่แน่หรือว่า “7 ปี” ที่ผ่านมาภายใต้การบริหารจัดการของ “3 ป.” นำมาถึงความเสื่อมทรุดจนยากจะฟื้นฟูกลับคืนของทุกสิ่งอย่าง

เมื่อลองกวาดสายตาไปให้เห็นเนื้อแท้ หรือแก่นแกนความรุ่งเรืองของทุกสิ่งอย่าง ผลงานของ “3 ป.” ทำให้ได้ครบทั้ง “มั่งคั่ง มั่นคง ยั่งยืน” จริงหรือ

การตอบคำถามนี้อย่างมีสติจะสามารถมองข้ามภาพลวงตา ไปเป็นโอกาสแห่งความสำเร็จของ “งานใหญ่” ได้

และอาจจะเห็นมากไปกว่านั้นคือ

“ความรัก” ที่พยายามบอกกล่าวกันว่า ยัง “มั่นคง ยั่งยืน” นั้น

ยังไม่ถูก “มั่งคั่ง” ของเครือข่ายแวดล้อมแต่ละคนทำลายไปแล้วหรือ

“ความรักที่ไม่มั่นคง ยั่งยืน” แต่เพราะว่าด้วยเครือข่ายผลประโยชน์ มีศักยภาพพอสำหรับที่จะทำให้ “งานใหญ่” ประสบความสำเร็จได้จริงหรือ

“งานใหญ่” แม้จะหมายถึง “เพื่อประเทศชาติ” จะพัฒนาไปด้วยความหวังว่าจะรุ่งเรือง เฟื่องฟูได้จริงหรือ

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้รองปลัด สธ.เผย รพ.ชัยภูมิน้ำท่วม รถพยาบาลจม 7 คัน เร่งขนย้ายผู้ป่วยโควิด-19 ออกนอกพื้นที่
บทความถัดไปบช.น.เชื่อคุมสถานการณ์ม็อบแนวร่วมธรรมศาสตร์แยกปทุมวันได้ บช.น.แนะเลี่ยงเส้นทางรอบพื้นที่ชุมนุมเย็นนี้