ที่เห็นและเป็นไป : ที่‘นักการเมือง’ต้องคิด

ที่เห็นและเป็นไป : ที่‘นักการเมือง’ต้องคิด

ที่เห็นและเป็นไป : ที่‘นักการเมือง’ต้องคิด

แม้ในฐานะนายกรัฐมนตรีที่มีอำนาจประกาศยุบสภา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะยืนยันชัดเจนมาตลอดว่ายังไม่มีความคิด หรือแผนการที่จะให้มีการเลือกตั้งใหม่ก่อนวาระ

แต่บรรยากาศกลับดูเหมือนว่านักการเมืองทั้งหลายเริ่มได้กลิ่นที่จะต้องเตรียมใจลงพื้นที่หาเสียงอย่างเข้มข้นแล้ว

จะเห็นได้จากทุกพรรคเริ่มประกาศความพร้อมของผู้ที่จะลงสมัครรับเลือกตั้ง แม้ยังไม่ยุบสภาแต่การทำหน้าที่ในสภาดูจะมีความสำคัญน้อยกว่าการลงพื้นที่เพื่อดูแลทุกข์สุขของประชาชน สะท้อนจากหลายครั้งที่การประชุมรัฐสภาล่มอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย และองค์ประชุมไม่ครบ

เลยไปถึงการพูดคุยทางการเมืองในวงสนทนาทั่วไป เริ่มพูดถึงคนที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ พรรคการเมืองที่จะมาจัดตั้งรัฐบาล เหมือนกับว่านายกรัฐมนตรีและรัฐบาลชุดนี้จะพ้นไปในอีกไม่กี่วัน ทั้งที่ตามวาระจะอยู่ได้อีกเป็นปี

บรรยกาศแบบนี้ เป็นการสะท้อนถึงอารมณ์ความรู้สึกของผู้คนว่าหยุดที่จะให้ความใส่ใจกับรัฐบาลชุดนี้แล้ว ต่างคนต่างเอาความหวังไปฝากไว้กับรัฐบาลชุดหน้า โดยไม่ได้นึกนั้นเป็นเรื่องของอนาคตอีกยาวไกลไม่น้อย

บรรยากาศที่ผู้คนก้าวข้ามความเบื่อหน่าย ความเป็นไปในปัจจุบัน ด้วยการไปพูดถึงความหวังในอนาคตข้างหน้าเช่นนี้ ถ้าเป็นเมื่อก่อน นายกรัฐมนตรีย่อมรู้ตัวแล้วว่าขืนอยู่ต่อไปไม่มีอะไรดีขึ้นแน่

ความเบื่อหน่ายจะทำให้เกิดกระแสมองในมุมที่เป็นข้อบกพร่อง ไม่ว่าทำอะไรจะถูกเห็นว่าไม่ดีไปเสียหมด

ซึ่งว่าไป หลายเรื่องที่ผ่านมาก็ชัดเจนว่าปรากฏการณ์เช่นนั้นเกิดขึ้นแล้ว

สดๆ ร้อนๆ คือการเดินทางไปประชุมสิ่งแวดล้อมโลกที่ประเทศอังกฤษ ทั้งที่เป็นเรื่องน่าภาคภูมิใจที่ผู้นำประเทศได้ไปแสดงบทบาทในเวทีโลก

แต่กลับกลายเป็นว่ากระแสตอบรับออกมาในมุมลบไปหมด ไม่ว่าจะเป็นเนื้อหาที่จะสะท้อนผ่านการพูดบนเวที และรูปแบบคือท่าทีที่แสดงออกในการแนะนำตัว ล้วนกลายเป็นประเด็นที่นายกรัฐมนตรีถูกโจมตีอย่างเสียหายไปหมด

แบบว่า “ไม่รักเสียแล้ว ทำอะไรก็ผิด”

ความเป็นไปอีหรอบนี้ ย่อมไม่เป็นผลดีต่ออนาคตทางการเมืองสักเท่าไร

แม้เทคนิคทางการเมืองที่ยึดถือกันมาจะสรุปว่า “จะยุบสภา ต้องเป็นจังหวะที่พรรคแกนนำรัฐบาลอยู่ในฐานะได้เปรียบ รัฐบาลสร้างคะแนนนิยมได้ดี นายกรัฐมนตรีมีกระแสตอบรับสูง” ก็จริงอยู่

แต่อีกมุมหนึ่ง กระแสที่เอือมระอา ระดับที่ผู้คนไม่อยากอยู่ในโหมดปัจจุบัน พากันใส่ใจการเมืองในอนาคตข้างหน้า ถามหานายกรัฐมนตรีคนต่อไปกันแล้วนั้น

ยิ่งอยู่ ยิ่งยื้อ จะไม่ใช่การสะสมมุมมองในด้านลบมากขึ้นเรื่อยๆ หรือ

คำถามยนี้น่าสนใจมากสำหรับพรรคพลังประชารัฐ เนื่องจากถึงวันนี้พรรคการเมืองที่เชื่อว่าจะเป็นพรรคการเมืองใหญ่ระดับเป็นคู่แข่งสำคัญของพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาลพรรคนี้ ยังยืนหยัดที่จะเสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี

เป็นพรรคที่เชื่อว่า “พล.อ.ประยุทธ์” จะเรียกเสียงสนับสนุนจากประชาชนได้

น่าสนใจตรงที่ จากบรรยากาศทางการเมืองดังที่ว่ามา ความคิดเช่นนั้นยังเป็นความถูกต้องอยู่หรือ

ความเชื่อมั่นว่า อายุรัฐบาลที่เหลืออยู่ “พล.อ.ประยุทธ์” จะพลิกมาสร้างผลงานที่เรียกศรัทธาประชาชนได้นั้น น่าจะไม่ผิดพลาดหรือ

ระหว่างความนิยมที่โผล่พ้นน้ำขึ้นมาได้ กลับจะยิ่งจมลึกลงไปอีก

ในเวลาที่เหลืออยู่ที่นักการเมืองที่ช่ำชองเกมทั้งหลาย เชื่อจริงๆ หรือว่าการยื้อเวลายุบสภาออกไป จะเป็นผลดีต่อโอกาสที่จะกลับมาจัดตั้งรัฐบาลได้มากกว่า

เชื่อหรือว่าโครงสร้างการเมืองที่ดีไซน์ไว้ จะยังมีพลังพอที่จะทำลายพรรคการเมืองอื่นให้หมดโอกาสจะแข่งเข้ามาเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้

จนป่านนี้ยังเชื่ออยู่หรือว่า ด้วยกลไกและวิธีการที่ถูกกล่าวหาว่า “ไม่ชอบธรรม” นั้นจะทำให้ครองอำนาจได้อย่างสงบสุข

หากรัฐบาลใหม่เป็นแค่เข้ามาต่ออายุ บรรยากาศเบื่อหน่ายต่อความเป็นไปทางการเมือง

คิดหรือไม่ว่าทำให้ประเทศชาติเคลื่อนไปในสภาพแบบไหน

สุชาติ ศรีสุวรรณ

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon