จังหวัดและกลุ่มจังหวัด เป็นหน่วยรับงบประมาณแผ่นดิน ที่ได้รับการสนับสนุนให้มีเงินทุนนำไปจัดทำบริการสาธารณะหรือเพื่อลงทุนพัฒนาจังหวัดหรือกลุ่มจังหวัด โดยอิงหลักกระจายอำนาจให้พื้นที่มีอำนาจในการของบประมาณและตัดสินใจในการใช้จ่าย วงเงินที่จัดสรรให้จังหวัดรวมกัน 2 หมื่นล้านบาทต่อปีโดยประมาณ (แต่ในปี 2565 ลดลงเหลือ 17,411 ล้านบาท เพราะว่าสถานการณ์การคลังได้รับผลกระทบจากโรคระบาดและเศรษฐกิจตกต่ำ) เงินจำนวนนี้ไม่มากสำหรับการคลังโดยรวม แต่ว่ามีนัยสำคัญต่อจังหวัดหรือผู้นำจังหวัด ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 229 ล้านบาทต่อจังหวัด นักวิจัยค้นคว้าว่าเงินกระจายอย่างไรในจังหวัด? นำตัวเลขมาวิเคราะห์พร้อมตั้งข้อสังเกตและคำถามบางประการ
“งบประมาณพื้นที่” (area-based budgeting) เป็นช่องทางที่รัฐบาลเปิดโอกาสให้จังหวัดร่วมกับภาคเอกชนหรือภาคประชาชนในพื้นที่ ร่วมกันพิจารณาเพื่อแจ้งว่ายังมีความขาดแคลนและต้องการใช้จ่ายเงินในส่วนใด? วัตถุประสงค์เพื่อกระตุ้นความเจริญของจังหวัดหรือแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนประชาชน อิงหลักกระจายอำนาจการตัดสินใจให้ผู้ว่าราชการจังหวัดและทีมงาน จัดทำโครงการต่างๆ เพื่อขออนุมัติจากรัฐบาล/รัฐสภา ผ่านสำนักงบประมาณ เนื่องจากจังหวัดมีขนาดพื้นที่และจำนวนประชากรไม่เท่ากันจึงควรเปรียบเทียบด้วย “รายจ่ายต่อหัวประชากร” ตารางที่ 1 แสดงตัวเลขเปรียบเทียบตามภูมิภาค
ตารางที่ 1 การจัดสรรงบประมาณจังหวัด เปรียบเทียบรายภูมิภาค
ที่มา : สำนักงบประมาณ ปี 2565 p10…… P90 หมายถึงค่าเปอร์เซ็นไทล์
สิ่งที่สังเกตได้จากตารางที่ 1 คือ ก) ค่าเฉลี่ยในจังหวัดภาคกลางสูงสุด 621 บาทต่อคน ข) ภาคอีสาน-เหนือ-ใต้ได้รับการจัดสรรเฉลี่ยสูสีกันประมาณ 300-330 บาทต่อหัว ค) ปริมณฑลกรุงเทพฯ (ไม่รวม กทม.) ได้รับการจัดสรรน้อยที่สุดค่าเฉลี่ย 269 บาทต่อคน
รูปภาพที่ 1 แสดงการกระจายของการจัดสรรเงินไปยัง 76 จังหวัด (ไม่รวม กทม.) จะเห็นได้ว่าเงินสนับสนุนจังหวัดอยู่ในช่วง 200-400 บาทต่อหัว ทั้งนี้ มี 12 จังหวัดที่ได้รับการจัดสรรสูงกว่า 600 บาทต่อหัวขึ้นไป

รูปภาพที่ 1 การกระจายของงบประมาณจังหวัด
การจัดสรรงบประมาณพื้นที่อยู่ในความสนใจของนักวิชาการที่อยากรู้ว่าอะไรเป็นตัวกำหนดการจัดสรร “ทำไมบางจังหวัดได้มาก บางจังหวัดได้น้อย?” เมื่อทบทวนหลักทฤษฎีพบว่ามีหลายทางเลือก ทฤษฎีที่ 1 พยากรณ์จังหวัดร่ำรวยหรือเจริญกว่าได้รับการจัดสรรมากกว่าจังหวัดยากจน เรียกว่า “growth led budget” เช่น เป็นพื้นที่ที่มีนักท่องเที่ยวเข้ามามาก สถานประกอบการและการจ้างงานจำนวนมาก หน่วยงานของรัฐจะตามไปให้บริการ ดังนั้น งบประมาณจะไหลเข้าสู่จังหวัดที่เจริญกว่า ทฤษฎีที่ 2 จังหวัดยากจนได้รับการอุ้มชูหรือจัดสรรมากกว่า เรียกว่า “budget led growth” หมายถึงรัฐบาลส่งเสริมให้
จังหวัดที่ยากจนเติบโตเพื่อแข่งขันหรือไล่กวดกับจังหวัดอื่นๆ ทฤษฎีที่ 3 อธิบายว่า การจัดสรรงบประมาณเป็นเรื่องการต่อรองหรือพลังการเมืองหรือสายสัมพันธ์กับ
ผู้มีอำนาจหรือทฤษฎีพลังต่อรอง
รูปภาพที่ 2 แสดงการกระจายของงบประมาณจังหวัดต่อหัว (แกนตั้ง) เปรียบเทียบกับ GPP per capita (แกนนอน ล็อกสเกล) พิจารณาแล้วดูจะสอดคล้องกับทฤษฎีที่ 1 ที่พยากรณ์ว่าจังหวัดที่มี GPP per capita สูงจะยิ่งได้รับการจัดสรรงบประมาณสูง (ค่าสโลปเป็นเครื่องหมายบวก) อย่างไรก็ตาม มีตัวอย่างที่เหนือความคาดหมาย เช่น รายได้ปานกลางแต่ว่าได้รับการจัดสรรสูงเช่น สิงห์บุรี สมุทรสงคราม
รูปภาพที่ 2 การจัดสรรงบประมาณและ GPP per capita

การนำข้อมูลการจัดสรรงบประมาณพื้นที่มาร้อยเรียง เป็นการวิจัยขั้นต้นเพื่อทราบว่า 76 จังหวัดได้รับการจัดสรรงบประมาณแตกต่างกันอย่างไร? สิ่งที่นำเสนอเป็นเพียง “ข้อสรุปขั้นต้น” เท่านั้น ยังมีข้อสงสัยที่จะต้องสืบค้นเชิงลึกอีกมาก เช่น ถามว่าหากใช้ข้อมูลหลายๆ ปีมาร่วมพิจารณา -ผลลัพธ์จะเหมือนหรือว่าแตกต่างจากปี 2565 หรือไม่? จะอย่างไรก็ตามผู้เขียนเชื่อว่าเป็นข้อมูลที่มีคุณค่าและสาธารณชนให้ความสำคัญ ฝ่ายการเมืองและผู้บริหารงบประมาณอาจจะนำไปเป็นข้อมูลประกอบการอภิปรายในรัฐสภาหรือคณะกรรมาธิการที่เกี่ยวข้องเพื่อหาแนวทางลดความเหลื่อมล้ำมิติพื้นที่ในประเทศไทย

