เล่าเรื่องหนัง : Limbo ชีวิตผู้ลี้ภัยของคนไม่ไร้ราก

เล่าเรื่องหนัง : Limbo ชีวิตผู้ลี้ภัยของคนไม่ไร้ราก

Limbo ชีวิตผู้ลี้ภัยของคนไม่ไร้ราก

ภาพยนตร์สัญชาติอังกฤษเรื่องนี้เล่าเรื่องราวชีวิตของ “โอมาร์” หนุ่มนักดนตรีชาวซีเรีย ที่ชีวิตพลิกผันกลายมาเป็น “ผู้ลี้ภัย” จากการสู้รบในซีเรีย โดยเขาต้องใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับเพื่อนผู้ลี้ภัยอีก 3 คน ทั้งที่มาจากไนจีเรีย อัฟกานิสถาน บนเกาะห่างไกลแห่งหนึ่งในสกอตแลนด์ ซึ่งว่ากันตามจริงพวกเขายังไม่ได้ถูกรับรองสถานะผู้ลี้ภัยอย่างเป็นทางการ แต่อยู่ระหว่างการถูกตรวจสอบและขอสถานะอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

ช่วงระหว่างการรอคอยนี้เองที่ทำให้หนังอย่าง “Limbo” พาเราไปเป็นผู้สังเกตการณ์ชีวิตของคนย้ายถิ่นฐานว่าเขาเหล่านั้นที่อยู่ระหว่าง “รอสถานะผู้ลี้ภัย” มีชีวิตและกิจวัตรประจำวันบนเกาะเงียบๆ ห่างไกลผืนแผ่นดินได้อย่างไร ซึ่งหนังให้บรรยากาศทั้งดราม่า ตลกร้าย และเพิ่มน้ำหนักให้คนดูเอาใจช่วยพวกเขาอย่างเงียบๆ

“โอมาร์” นักดนตรีหนุ่มที่แทบทั้งเรื่องจะถือกระเป๋าใส่ “อู๊ด” เครื่องดนตรีประจำชาติซีเรีย ลักษณะคล้ายกีตาร์ไปไหนมาไหนตลอดที่เดินทางอยู่ในเกาะ “อู๊ด” เป็นของรักที่เขาหวงแหน เสมือนว่านี่คือสิ่งของที่มีคุณค่าทางใจของเขาจากประเทศบ้านเกิดเมืองนอน หนังแฟลชแบ๊กให้เราเห็นหลายต่อหลายครั้งว่า “โอมาร์” เมื่อครั้งยังเป็นชาวซีเรีย เขาคือศิลปินนักดนตรีอนาคตไกลก่อนที่สงครามและการสู้รบจะทำลายทุกอย่าง เขาต้องพลัดพรากแยกจากครอบครัว พ่อและแม่อพยพภัยสงครามไปอยู่ตุรกี ใช้ชีวิตยากลำบาก พ่อเปลี่ยนสถานะจากนักดนตรีในบริบทศิลปิน ไปหารายได้แบบเปิดหมวกเพื่อประทังชีพ ส่วนพี่ชายของโอมาร์เลือกจะอยู่สู้รบในซีเรียต่อไป

หนังสะท้อนให้เห็นความอึดอัด กดดัน ฉุนเฉียวพลุ่งพล่านในใจลึกๆ ของโอมาร์ต่อสถานการณ์ในชีวิตของเขา และอุดมการณ์ที่เขามองต่างมุมกับพี่ชาย โอมาร์ที่คิดถึงบ้านเกิด แต่ก็เลือกเดินออกมาเพื่อใช้ชีวิตต่อไป แม้ช่วงเวลารอสถานะผู้ลี้ภัยจะทำให้เขาทั้งเหงา เครียด หดหู่ หมกหมุ่นอยู่กับการคิดวนเวียนว่านี่อาจจะใช่หรือไม่ใช่ กับหนทางที่เขาเลือก สิ่งที่สะท้อนได้ดีคือ โอมาร์ไม่กล้าเล่นเครื่องดนตรีอู๊ดของเขาเลย ด้วยความรู้สึกแปลกถิ่น แปลกแยก ถวิลหาวันเก่าๆ และความรู้สึกที่ยังไม่กลมกลืนเป็นเนื้อเดียวในดินแดนใหม่นี้ได้ การเดินถือเครื่องดนตรีอู๊ดไปมาทั้งเรื่องของเขา จึงเปรียบเสมือนการที่ “โอมาร์” กำลังแบกทั้งสิ่งดีๆ น่าจดจำจากบ้านเกิดพอๆ กับที่แบกทุกข์ของมันไปด้วย

ขณะที่ตัวละครที่มาช่วยขยายบริบทชีวิตของผู้ลี้ภัยให้ชัดอีกคนคือ “ฟาฮัดห์” ชาวอัฟกานิสถาน ที่เป็นเสมือนเพื่อนผู้ให้กำลังใจโอมาร์ ซึ่ง “ฟาฮัดห์” เป็นคนที่หาเรื่องหาอะไรทำเพื่อให้ผ่านแต่ละวันที่แสนน่าเบื่อไปได้อย่างไม่เศร้าสร้อยนัก เขาชอบร้องเพลงและมีศิลปินในดวงใจคือ เฟรดดี้ เมอคิวรี่ แห่งวงควีนส์ ซึ่งฟาฮัดห์นั้นลี้ภัยด้วยเหตุผลด้านสิทธิมนุษยชน เมื่อหนังค่อยๆ ให้เรารู้ไปทีละน้อยว่าอคติด้านความหลากหลายทางเพศทำให้ “ฟาฮัดห์” เลือกที่จะขอลี้ภัยมาในดินแดนที่เปิดกว้างต่ออัตลักษณ์ของเขามากกว่า ซึ่งเขาต้องใช้ชีวิตไปวันๆ บนเกาะแห่งนี้เพื่อรอสถานะผู้ลี้ภัยยาวนานถึงกว่า 3 ปี

หนังพาไปดูว่าชีวิตกิจวัตรประจำวันของคนรอสถานะผู้ลี้ภัยนั้นมีความไม่มั่นคงทางจิตใจสูง หนำซ้ำยังต้องสู้กับทั้งการรอคอยแบบไม่มีจุดหมาย การไม่รู้อนาคต ชะตากรรมของตัวเอง การอยู่ในสังคมที่ผู้คนยังเฉยเมยใส่ การไม่ได้รับอนุญาตให้ทำงานหาเลี้ยงชีพ การใช้ชีวิตให้ตรงตามกรอบกฎเกณฑ์เพื่อให้ได้สถานะผู้ลี้ภัย ทั้งหมดถูกบรรยายไว้บนเกาะแห่งนี้ที่ถูกให้ฉากไว้จนสัมผัสได้ว่านี่เป็นเกาะอันเงียบเหงาห่างไกลผู้คน ห่างไกลความเจริญ มีความเป็นชนบทสูง แม้แต่สัญญาณโทรศัพท์ยังติดๆ ดับๆ และรถไปรษณีย์ คือความหวังของเหล่าชาวต่างชาติอพยพที่ขอสถานะผู้ลี้ภัย ด้วยหวังว่าจะมีจดหมายจากทางการแจ้งยืนยันสถานะผู้ลี้ภัยอย่างถูกต้องให้พวกเขา เพื่อให้ได้ใช้ชีวิตเยี่ยงพลเมืองของประเทศนี้ต่อไป

“Limbo” สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของการเคลื่อนไหวของเหล่าผู้คนที่หนีภัยข้ามพรมแดน ซึ่งผู้กำกับภาพยนตร์ “Ben Sharrock” ที่ยังทำหน้าที่เขียนบทเรื่องนี้ด้วยนั้น ได้แรงบันดาลใจมาจากที่เขาเคยมีประสบการณ์ทำงานให้กับองค์กรพัฒนาเอกชนในค่ายผู้ลี้ภัยทางตอนใต้ของแอลจีเรียและดามัสกัส

อีกประเด็นหนึ่งที่เราเห็นจาก “Limbo” คือการพูดถึงการโยกย้ายและเดินทางข้ามพรมแดนจะทั้งจากเหตุการณ์จำเป็น หรือการแสวงหาโอกาสใหม่ๆ ซึ่งการย้ายถิ่นฐานนี้ ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาต้องเป็นปฏิปักษ์กับความเป็นชาติของตัวเอง แม้พวกเขาจะหนีจากประเทศบ้านเกิดของตัวเอง แต่คนเหล่านี้ก็ไม่ลืมว่าตัวเองคือใคร และยังคงพกติดรากวัฒนธรรมเดิมของตัวเองไว้

“Limbo” มีสารที่บอกเราว่า แม้จะเป็นผู้ลี้ภัย แต่ก็ไม่ได้ทำให้อัตลักษณ์ความเป็นชาติของคนคนหนึ่งหายไป พวกเขาไม่ใช่คนไร้ราก ต่างก็มีวัฒนธรรมของตัวเอง ขณะที่ผู้อยู่อาศัยในท้องถิ่นดั้งเดิมก็ต้องเรียนรู้ที่จะเปิดรับแนวคิดใหม่จากชาติอื่น เปิดใจรับความแตกต่างหลากหลายเช่นกัน

ถือเป็นหนังดีที่เปิดให้เห็นมุมมองของผู้อพยพย้ายถิ่นฐานในบริบทที่ลงลึกด้านความรู้สึกอย่างมาก ใครสนใจหาชมผ่านทางสตรีมมิ่งได้ทาง HBO

ติสตู
(ภาพประกอบ Youtube Video / Focus Features)

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon