อาเซียนกับความพยายาม แก้ปัญหาในพม่า (ที่ไม่สำเร็จ) โดย ลลิตา หาญวงษ์

การประชุมสุดยอดอาเซียนที่พนมเปญ ซึ่งเป็นอาเซียนซัมมิทครั้งสุดท้ายของกัมพูชาในฐานะประธานอาเซียน สิ้นสุดลงไปแล้ว แน่นอนว่าไฮไลต์สำคัญของการประชุมครั้งนี้ และอีกหลายๆ ครั้งยังคงเป็นความพยายามหาทางแก้ปัญหาวิกฤตการเมืองในพม่า แต่โอกาสที่จะแก้ปัญหาได้จริงเป็นไปได้ยากยิ่ง ยากถึงขนาดที่ผู้นำอาเซียนก็เอือมระอาและพยายามหาแผนเอ หรือแผนบี มารับมือกับพม่าเรื่อยๆ เมื่อไม่มีอะไรเป็นไปตามแผน อาเซียนก็อาจต้องปรับแผนการขนานใหญ่ องค์กร Fortify Rights เปิดเผยเอกสารชุดหนึ่งของอาเซียน ที่ว่ากันว่า “รั่ว” ออกมา ใจความสำคัญมีอยู่ 11 ข้อ แต่ที่สำคัญจริงๆ และน่าจะสร้างความไม่พอใจให้กับหลายภาคส่วนคืออาเซียนอาจยอมให้ตัวแทนคณะรัฐประหารพม่าเข้าร่วมการประชุมอาเซียนในระดับรัฐมนตรี มีเพียงงานอาเซียนซัมมิทและการประชุมรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศอาเซียน ที่ผู้นำอาเซียนยังมองว่าผู้นำคณะรัฐประหารพม่าไม่ควรเข้าร่วม เพื่อคงภาพลักษณ์ว่าอาเซียนมีท่าทีไม่สนับสนุนรัฐประหาร แต่สนับสนุนให้พม่าเข้าสู่กระบวนการการเจรจา

ปัญหาที่เกิดขึ้นคือที่ผ่านมาประเทศในอาเซียนที่วิพากษ์วิจารณ์พม่าอย่างหนัก โดยเฉพาะอินโดนีเซีย สิงคโปร์ หรือมาเลเซีย ดูเสียงจะดังกว่าเพื่อน และก็ด้วยความ “ขึงขัง” นี้และความกดดันจากประชาคมโลก ที่ทำให้เกิดฉันทามติ 5 ข้อ ที่เป็นเหมือนคัมภีร์ให้อาเซียนเข้าไปช่วยไกล่เกลี่ยปัญหาทางการเมืองของพม่าได้ แต่จนแล้วจนรอด พม่าก็ไม่อ่อนข้อ และอาเซียนก็ไม่สามารถเริ่มต้นกระบวนการเจรจาใดๆ ได้ นำมาสู่ท่าทีที่ยิ่งแข็งกร้าว การบอยคอตผู้นำพม่าจากการประชุมในทุกระดับ ดังนั้นคำถามที่เกิดขึ้นในช่วงหลัง คืออาเซียนจะบอยคอตพม่าเช่นนี้จริงหรือ และหากอาเซียนต้องการแก้ไขปัญหาจากความปั้นปึ่งนี้ อาเซียนอาจจำเป็นต้องประนีประนอมพม่าบ้าง

นี่จึงนำไปสู่ข้อเสนอใหม่ ด้วยสโลแกนที่ว่า “อาเซียนจะปลอดภัยและเข้มแข็งขึ้นเมื่อพม่าเข้ามาร่วมด้วย” และย้ำว่าพม่าเป็นส่วนสำคัญของอาเซียน แนวทางทั้ง 11 ข้อจากเอกสารที่หลุดออกมานำเสนอคือการประนีประนอมระหว่างฉันทามติ 5 ข้อของอาเซียน กับโรดแมป 5 ข้อที่นำเสนอโดยคณะรัฐประหารพม่า ในบรรดาข้อเรียกร้องทั้ง 5 ข้อของอาเซียน ไม่มีข้อใดจะสร้างความปั่นป่วนให้กับอาเซียนเท่ากับการขอเข้าพบด่อ ออง ซาน ซูจี และแกนนำพรรค NLD ที่ถูกควบคุมตัวอยู่ในขณะนี้ หากใครติดตามพม่ามาสักระยะก็คงจะรู้ดีว่ากองทัพพม่าไม่มีทางตอบสนองข้อเรียกร้องข้อนี้อย่างเด็ดขาด

พูดถึง “โรดแมป 5 ข้อ” (Five-Point Roadmap) ของคณะรัฐประหาร ที่ออกมาตั้งแต่กลางปี 2021 นอกจาก 2 ข้อที่กล่าวถึงการรับมือกับการระบาดของโรคโควิด-19 แล้ว ยังกล่าวถึงการ “สร้างสันติภาพ” ที่ยั่งยืน ตามที่ปรากฏไว้ในข้อตกลงหยุดยิงทั่วประเทศ (ในประเด็นนี้ ผู้เขียนจะกล่าวถึงอย่างละเอียดในโอกาสต่อๆ ไป) คณะรัฐประหารยังกล่าวถึงการเลือกตั้ง แต่จะเป็นการเลือกตั้งที่คณะรัฐประหารลงมาจัดการควบคุมเองอย่างใกล้ชิด เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่มีพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้ามเข้าไปร่วมจัดตั้งรัฐบาลอีก

Advertisement

การเปลี่ยนท่าทีที่อาเซียนมีต่อพม่าในครั้งนี้ ในด้านหนึ่งก็พอเข้าใจได้ แต่ในอีกด้านหนึ่งก็เป็นการเปลี่ยนในแบบที่เรียกว่าเปลี่ยนทิศทางไปเลย ที่น่าแปลกอีกอย่างคือหลังการหารืออย่างเร่งด่วนของผู้นำอาเซียนในเดือนตุลาคม อาเซียนออกแถลงการณ์ร่วมที่มองว่าอาเซียนจำเป็นต้องมีแผนรับมือกับพม่าที่เป็นรูปธรรม ปฏิบัติได้จริง (practical) และเป็นไปตามกรอบเวลา เพื่อเร่งให้ฉันทามติทั้ง 5 ข้อเกิดขึ้นให้ได้ แต่เมื่อไม่นานมานี้ เว็บไซต์ของอาเซียนลบแถลงการณ์ร่วมฉบับนี้ออกไป และมีเพียงแถลงการณ์ 3 ย่อหน้า ที่ไม่ได้กล่าวถึงฉันทามติ 5 ข้ออีก

ในการประชุมที่พนมเปญ ยังคงไม่มีตัวแทนจากพม่าเข้าร่วม ที่นั่งของพม่ายังปล่อยว่างไว้ มีเพียงธงชาติของพม่าประดับไว้เท่านั้น ถึงกระนั้น พม่ายังสามารถส่งรัฐมนตรีบางกระทรวงเข้าร่วมการประชุมในระดับรองลงไปได้ เราเห็น กัน ซอ (Kan Zaw) รัฐมนตรีกระทรวงการลงทุนและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ เดินทางไปพนมเปญและเข้าร่วมการประชุมของสภาประชาคมเศรษฐกิจแห่งอาเซียน (ASEAN Economic Community Council) และยังถ่ายรูปร่วมกับรัฐมนตรีเศรษฐกิจอื่นๆ จากอาเซียน

ท่าทีของลี เซียน ลุง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ในคราวนี้ก็ดูจะแปลกออกไป จากเดิมที่ค่อนข้างแข็งกร้าวและพยายามรวบรัดให้พม่าเปิดการเจรจาและทำตามข้อตกลงของอาเซียน แต่ในคราวนี้ผู้นำสิงคโปร์พูดเพียงว่าหากการเจรจาสันติภาพในพม่ายังไม่มีความก้าวหน้า อาเซียนก็จะเชิญตัวแทนจากพม่าเข้าร่วมในการประชุมระดับที่ไม่ใช่การเมือง หรือการประชุมที่เชิญเฉพาะรัฐมนตรีแต่ละกระทรวงเท่านั้น วิเวียน บาลากริชนัน รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศของสิงคโปร์ออกมาทวีตเองว่า รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศในอาเซียนต้องร่วมกันพัฒนาแนวทางเพื่อทำให้ฉันทามติทั้ง 5 ข้อเกิดขึ้นให้ได้ แต่ก็ยอมรับว่าในกระบวนการทั้งหมดนี้ อาเซียนยังจำเป็นต้องรักษาน้ำใจของคณะรัฐประหารพม่าไว้อยู่ เข้าข่ายบัวไม่ช้ำน้ำไม่ขุ่น

นอกจากสิงคโปร์ มาเลเซียก็เป็นอีกชาติหนึ่งที่แสดงความผิดหวังที่อาเซียนไม่สามารถแก้ไขปัญหาในพม่าได้อย่างทันท่วงที และจนถึงตอนนี้ฉันทามติทั้ง 5 ข้อ ที่ออกมาตั้งแต่ต้นปี 2021 ยังไม่สามารถนำมาปฏิบัติได้จริง ผู้เขียนมองว่าผู้นำอาเซียนเริ่มเบื่อหน่ายกับการหารือเรื่องพม่าเต็มทีแล้ว เพราะยิ่งหารือไปก็ยิ่งเข้าใจว่าไม่มีทางที่อาเซียนจะเข้าไปแทรกแซงและเข้าไปร่วมแก้ไขปัญหาของพม่าอย่างเป็นรูปธรรมได้ เพราะฉะนั้นแทนที่จะมานั่งซังกะตายหารือในเรื่องที่ไม่มีวันเป็นไปได้ ก็มาร่วมกันหาทางแก้ไขในลักษณะอื่นคือหันเข้าหาพม่ามากขึ้น และยืนยันว่าพม่า “ยังอยู่ในแผนการทำทีม”

โจโค วิโดโด ประธานาธิบดีอินโดนีเซียเป็นผู้แง้มออกมาเองว่าสถานการณ์ในพม่าไม่ควรจะผูกมัดอาเซียนแบบที่อาเซียนไม่สามารถพูดคุยเรื่องอื่นๆ ได้เลย เช่นเดียวกับสมเด็จฯฮุน เซน ผู้นำกัมพูชา ที่ก็พูดในลักษณะเดียวกันเป๊ะ หลังจากที่ในช่วงต้นปี กัมพูชาออกตัวแรง และพยายามหาทางเจรจากับผู้นำคณะรัฐประหารพม่า โดยสมเด็จฯฮุน เซน ลงทุนไปเยือนพม่าด้วยตัวเอง แต่ก็ไม่เกิดดอกออกผลอะไรขึ้นมา ความเหนื่อยล้าของผู้นำอาเซียน (หรือถ้าจะให้ถูกต้องใช้ภาษาบ้านๆ ว่า “ความเซ็ง”) จะมีให้เห็นต่อไปเรื่อยๆ แม้ในปีหน้า อินโดนีเซียจะเข้ามารับเป็นประธานอาเซียนต่อจากกัมพูชา แต่ก็จะยังไม่มีความเปลี่ยนแปลงใดๆ ในนโยบายที่อาเซียนมีต่อพม่า

ในอันที่จริง ถ้าจะบอกว่าแทคติคแบบ “พูดไปสองไพเบี้ย นิ่งเสียตำลึงทอง” ของคณะรัฐประหารที่ยึดถือมาตลอดเริ่มออกดอกออกผลบ้างแล้วก็คงจะไม่ผิดนัก เพราะอาเซียนแสดงให้เห็นว่าอ่อนล้าเต็มทน และอยากจะมูฟออนไปพูดประเด็นอื่นกันแล้ว แทนที่จะมาติดกับดักอยู่ที่พม่า ซึ่งเป็นประเด็นหลักในการประชุมสุดยอดอาเซียนทุกครั้งในรอบเกือบ 2 ปีที่ผ่านมา มาอีหรอบนี้ ไม่ว่าจะให้ประเทศใดขึ้นมาเป็นประธานอาเซียน หากยังไม่มีการแก้ไขกฎบัตรอาเซียนเพื่อให้อาเซียนมีกลไกป้องกันรัฐประหารและการปราบปรามประชาชนร่วมกัน โอกาสที่จะเห็นสันติภาพในพม่า ที่มาจากการเจรจาภายใต้การนำของอาเซียนก็จะเป็นเรื่องที่แทบเป็นไปไม่ได้เลย

ลลิตา หาญวงษ์

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image