การเลือกตั้งทั่วไปในเมืองหลวง โดย พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์

ผมกำลังพูดถึงสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในกรุงเทพฯในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ซึ่งก็เริ่มเกิดขึ้นแล้วบางส่วนในวันนี้

นั่นก็คือการเลือกตั้งทั่วไปในพื้นที่กรุงเทพมหานคร

อธิบายให้ชัดก็คือ การเลือกตั้ง ส.ส. ซึ่งมีผลทำให้เกิดการจัดตั้งรัฐบาลระดับชาติ

ซึ่งหลายคนก็จะได้สัมผัสบรรยากาศเบื้องต้น อาทิ คนที่อยู่ในชุมชนก็อาจจะมีการเดินหาเสียงบ้างแล้ว มีการสื่อสารจากหัวคะแนนบ้างแล้ว

Advertisement

หรือในกรณีคนที่ไม่ได้อยู่ในชุมชนก็อาจจะเริ่มเห็นป้ายของ ว่าที่ผู้สมัครŽ บางคนในพื้นที่กันบ้างแล้ว ทั้งที่ประกาศชื่อพรรคอย่างเป็นทางการ หรือประกาศตัวแล้วรอเอาป้ายหรือสติ๊กเกอร์พรรคมาติดทีหลัง

มีหลายสิ่งที่น่าสนใจในการเลือกตั้งทั่วไปในเมืองหลวงในรอบนี้ที่อาจจะแตกต่างจากการเลือกตั้งทั่วไปในเมืองหลวงในรอบที่แล้วเมื่อปี 2562 และการเลือกตั้งท้องถิ่น (ทั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร) เมื่อปีที่แล้ว (2565)

ประการแรก การเลือกตั้งรอบนี้มีบริบทในเรื่องความขัดแย้งทางการเมืองที่เปลี่ยนไป คือความขัดแย้ง (และความร่วมมือทางการเมือง) ในรอบเกือบสี่ปีที่ผ่านมานั้นมีความสลับซับซ้อนขึ้น ไม่เหมือนเมื่อก่อนจะมีการทำรัฐประหารเมื่อปี 2557 และมีการคลี่คลายตัวที่สำคัญ ที่นำพาเรามาถึงสภาวะ สองขั้วแต่หลายฝ่ายŽ

แน่นอนว่าเรามีขั้วทางการเมืองที่ยังชัดเจนเป็นสองฝ่าย แต่ไม่ใช่ขั้วง่ายๆ ว่าเอาทักษิณไม่เอาทักษิณ

ในวันนี้เรายังมีขั้วที่ชัดว่าจะเอาระบอบการเมืองที่เป็นอยู่ หมายถึงระบอบที่ยอมรับว่าการรัฐประหารเป็นสิ่งที่เกิดได้อีก
มีการแทรกแซงทางการเมืองจากทหารมีการยอมรับอำนาจนอกประชาธิปไตยเลือกตั้ง

กับขั้วที่ไม่เห็นด้วยกับการทำรัฐประหาร

สองขั้วนี้สะท้อนออกมาจากการจับขั้วทางการเมืองเป็นฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านในรอบที่ผ่านมา

แน่นอนว่าคำถามว่าจะเอาทักษิณหรือไม่เอาทักษิณนั้นเป็นเรื่องที่ยังคงอยู่ แต่คำถามเรื่องเอาหรือไม่เอาทักษิณ ในช่วงยี่สิบปีที่ผ่านมาไม่ได้แยกขาดจากคำถามเรื่องเอาหรือไม่เอารัฐประหารและระบอบการสืบอำนาจของทหารและอำนาจนอกการเลือกตั้งส่วนอื่นๆ มาโดยตลอด

อย่างไรก็ตาม แม้การเมืองจะมีสองขั้วใหญ่ แต่ในรอบนี้ฝ่ายต่างๆ ทางการเมืองนั้นมีเฉดสีหรือเฉดในเรื่องอุดมการณ์และนโยบายที่แตกต่างกันอย่างพอจะเห็นได้ชัด

ขาดแต่เพียงว่าสื่อต่างๆ และนักวิชาการต่างๆ อาจจะไม่ได้สนใจเรื่องนี้มากนัก นอกเหนือจากเรื่องจุดยืนใหญ่ในเรื่องประชาธิปไตยเลือกตั้ง การรัฐประหาร และท่าทีที่มีต่อเรื่องสิทธิเสรีภาพของประชาชน

คงอีกสักพักเมื่อปี่กลองการเลือกตั้งออกมาแล้ว เราคงจะเห็นการจัดวางตาราง ว่าแต่ละพรรคนั้นมีข้อเสนอทางอุดมการณ์และนโยบายอะไรที่ชัดเจน ซึ่งจะช่วยให้ประชาชนได้มีโอกาสคิดพิจารณาในการเลือกตั้ง

และมีโอกาสดูการสร้างพันธมิตรทางการเมือง ถ้าไม่ก่อนการเลือกตั้ง ก็หลังการเลือกตั้ง

ซึ่งเรื่องเหล่านี้จะสำคัญกว่าการปล่อยให้นักการเมืองกำหนดประเด็นในการพูดในเวทีต่างๆ โดยที่เราไม่มีโอกาสได้ตรวจสอบ สอบถาม และไล่เรียงประเด็นเพื่อหาความชัดเจน

ประการที่สอง การเลือกตั้งทั่วไปในเขตกรุงเทพมหานครในรอบนี้เกิดขึ้นหลังจากการที่เมืองไทยนั้นกลับเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตย (อย่างน้อยในรูปแบบ) มาเป็นเวลาเกือบสี่ปี แม้จะเห็นข้อตำหนิและความได้เปรียบรวมทั้งการสืบสานอำนาจของคณะรัฐประหารอย่างชัดเจน แต่ก็ยังพอมีพื้นที่แห่งการต่อสู้อยู่บ้าง

ขณะเดียวกัน การเลือกตั้งทั่วไปในเมืองหลวงรอบนี้ก็ผ่านการเลือกตั้งท้องถิ่น คือผู้ว่าฯกทม. และ ส.ก.มาแล้วเมื่อปีก่อน

ความน่าสนใจคือการจัดเรียงประเด็นในเรื่องของการหาเสียงของการเลือกตั้งทั่วไปในเมืองหลวงที่กำลังจะเกิดขึ้น

เพราะบางพรรคและบางผู้สมัครอาจจะหาเสียงในแบบที่เหมือนจะแยกตัวเองไม่ออกว่าตกลงมาลงสมัครเป็น ส.ส. ซึ่งแน่นอนว่าทำหน้าที่ในสภา แต่ก็ยังต้องเกี่ยวโยงกับการบริหารราชการแผ่นดินในฐานะรัฐบาล หรือฝ่ายค้านด้วย

หรือมาหาเสียงในฐานะผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.หรือ ส.ก. เพราะหลายเรื่องเป็นการพูดถึงการปรับปรุงพื้นที่ในเขตเลือกตั้งของตัวเอง

เรื่องนี้จะมองง่ายๆ แค่ว่า ส.ส.ไม่รู้หน้าที่ หรือต้องทำหน้าที่แค่ออกกฎหมายไม่ได้ ดังที่ได้อธิบายไปแล้วว่า เขาก็มีหน้าที่ทั้งตรวจสอบรัฐบาล และเป็นรัฐบาลด้วย

อีกส่วนหนึ่งก็คือเราต้องเข้าอกเข้าใจถึงความไม่ลงตัวกันพอดีของเขตเลือกตั้งในระดับท้องถิ่น และเขตเลือกตั้งในระดับชาติในพื้นที่ กทม. และในพื้นที่นอก กทม.เช่นกัน ว่ามันไม่ได้พอดีกัน

ตัวอย่าง กทม.จะง่ายที่สุด คือในการเลือกตั้งท้องถิ่นที่ผ่านมานั้น มีการแบ่งเขตเลือกตั้งอย่างง่ายออกเป็นเขตตามการปกครอง คือ 50 เขต

แต่ในกรณีของการเลือกตั้งระดับชาติที่จะมาถึง มีการเคาะออกมาว่าจะต้องแบ่งเขตเลือกตั้งออกเป็น 33 เขต และในการเลือกตั้งเมื่อสี่ปีก่อนก็มีการแบ่งออกเป็น 30 เขต

เรื่องนี้ต้องอภิปรายกันให้ถึงที่สุดว่า มันไม่ใช่เรื่องง่ายในการทำความเข้าใจบทบาทของ ส.ส.ในพื้นที่ กทม.

ในส่วนแรกคือ อาจมีความเป็นไปได้ในการแบ่งเขตเพื่อสร้างความได้เปรียบทางการเมือง gerrymandering เหมือนที่หลายคนตั้งข้อสงสัยกัน คือ กลุ่มที่ได้เปรียบทางอำนาจมีอิทธิพลในการกำหนดเขตเลือกตั้งให้ฝ่ายของตัวเองได้เปรียบ

ในส่วนที่สองคือ โดยหลักการแล้ว เขตเลือกตั้งระดับชาติ กับเขตเลือกตั้งในระดับท้องถิ่นควรมีความสอดคล้องต้องกันให้มากที่สุดและไม่ควรผสมกันมากจนเกินกว่าสองพื้นที่ใหญ่ เพราะ ส.ส.เอง ก็มีความเชื่อมโยงกับท้องถิ่น

เรื่องนี้สาระสำคัญอยู่ที่ว่า ส.ส.อาจไม่ได้ไปเป็นผู้บริหารท้องถิ่นก็จริงอยู่ แต่ ส.ส.ก็ต้องมีความเป็นท้องถิ่นในระดับที่ต้องสามารถตั้งกระทู้ถามและสะท้อนปัญหาในท้องถิ่นของตัวเองไปยังรัฐบาลระดับชาติได้

ซึ่งต่างกับผู้ว่าฯกทม. หรือ ส.ก.ที่อาจไม่สามารถสื่อสารและตรวจสอบผลงานของรัฐบาลระดับชาติได้

อย่าลืมว่าในระบอบการปกครองแบบรวมศูนย์อำนาจของไทย เราจะพบว่ารัฐบาลระดับชาติซึ่งรวมถึงสาขาย่อยคือ
ภูมิภาคจะมีบทบาทในการเปลี่ยนแปลงท้องถิ่นเป็นอย่างมาก และรัฐบาลระดับชาตินี้เองสามารถนำเอาโครงการในนามระดับชาติหลายโครงการมาลงในท้องถิ่นได้ ดังที่เราเคยเห็นอยู่

ดังนั้นการที่ ส.ส.ในท้องถิ่นต้องมีความเป็นตัวแทนในท้องถิ่นที่เชื่อมโยงกับการจัดพื้นที่ในระดับท้องถิ่นจึงมีความสมเหตุสมผลมากกว่าการหมกมุ่นแต่การเอาตัวเลขประชากรมาหารกันเฉยๆ เพราะมันไม่สอดคล้องและต่อเนื่องกับหลักการในการให้บริการสาธารณะที่เป็นจริง

นี่ยังไม่ต้องกล่าวถึงว่าในความเป็นจริง ส.ส.เองก็ต้องพึ่งพาระบบการระดมคะแนนเสียงมาจาก ส.ก.และตัวแทนชุมชนในรูปแบบต่างๆ ด้วย

ข้อสังเกตประการที่สามในเรื่องของการเลือกตั้งระดับชาติในเมืองหลวงในเรื่องนี้ก็คือ จากการที่อาจารย์ชัชชาติได้คะแนนถล่มทลายในเมืองในรอบที่ผ่านมา และอาจารย์ ชัชชาติมีภาพลักษณ์ของการไม่ลงสมัครในนามพรรคการเมืองใด แต่ทั้งนี้ก็มีภาพลักษณ์ไม่ได้อยู่ข้างเดียวกับรัฐบาลและระบอบรัฐประหารเช่นกัน รวมทั้งคะแนนของ ส.ก.ก็มีทิศทางไปในด้านที่เสียงส่วนมากอยู่ที่เพื่อไทยกับก้าวไกล

สิ่งที่เกิดขึ้นในรอบนี้จึงมีความเป็นไปได้ว่าฝ่ายประชาธิปไตย หรือฝ่ายไม่เอาระบอบรัฐประหารน่าจะกวาดคะแนนในกรุงเทพฯอย่างชัดเจน แต่ว่าฝ่ายไหนในขั้วเดียวกันจะได้ชัยชนะก็ต้องพิจารณากันอีกที

อย่าลืมว่าในรอบนี้ฝ่ายประชาธิปไตยหรือไม่เอาระบอบรัฐประหารนั้นจัดเต็มในทุกพื้นที่ ไม่มีปรากฏการณ์แบบการยุบพรรคไทยรักษาชาติเกิดขึ้น แต่จะเห็นการสู้กันของฝ่ายเดียวกันชัดเจนขึ้น ซึ่งยังไม่ง่ายนักที่จะฟันธง เพราะ
ก้าวไกลรอบที่แล้วคืออนาคตใหม่ได้คะแนนมาเป็นอันดับหนึ่งใน กทม. แต่ย่อมเป็นคะแนนบางส่วนของไทยรักษาชาติ เพราะบางเขตเพื่อไทยไม่ได้ลง และในคราวนี้เยาวชนจำนวนมากก็จะได้ลงคะแนนเสียงครั้งแรก และพวกเขาก็ผ่านร้อนผ่านหนาวกับการชุมนุมมาหลายปี

ในอีกด้านหนึ่ง แม้ว่าฝ่ายรัฐประหารจะแบ่งออกเป็นกลุ่มย่อย และมีภูมิใจไทยเข้ามาในพื้นที่ แต่ต้องไม่ลืมว่าภูมิใจไทยไม่ได้เน้นผู้สมัครหน้าใหม่ ผู้สมัครกลับเป็นผู้สมัครที่ลงในพลังประชารัฐมาก่อนเสียเป็นส่วนมาก

ประเด็นที่สำคัญก็คือคะแนนของสองขั้วนั้นก็คงจะไม่เปลี่ยนไปอยู่กับอีกขั้วหนึ่ง แต่จะกระจายตัวตามฝ่ายของตัวเองได้มากน้อยแค่ไหนต่างหาก

และจากข้อมูลในรอบที่แล้ว ทั้งในระดับท้องถิ่น 2565 และในระดับชาติ 2562 พลังประชาธิปไตยนั้นถือครองพื้นที่ใน กทม.ได้มากกว่าอีกขั้วหนึ่งอย่างชัดเจน

ประการสุดท้าย สิ่งที่ท้าทายในการเลือกตั้งทั่วไปในนครหลวงในรอบนี้อีกประการหนึ่งก็คือ ผลงานในอดีตของรัฐบาลจะเป็นตัวสะท้อนต่อคะแนนการเลือกตั้งครั้งนี้ไหม หรืออธิบายว่าผู้ลงคะแนนเลือกตั้งนั้นเขาตัดสินใจลงคะแนนโดยดูจากผลงานในอดีตที่ผ่านมาหรือไม่

สิ่งนี้ผมคิดว่าคงพอตอบได้ในระดับหนึ่งว่าผู้ลงคะแนนจะลงคะแนนผ่านการประเมินผลงานของรัฐบาลในอดีต แต่ในกรณีของการลงคะแนนให้ผู้สมัคร อาจจะมีหลายปัจจัย เพราะหลายคนก็อาจจะเป็นผู้สมัครหน้าใหม่จากพรรคต่างๆ เช่นกัน

สุดท้ายแล้วผมก็ยังเห็นว่าความเป็นไปในการเลือกตั้งทั่วไปในเมืองหลวงในรอบที่กำลังจะมาถึงนี้ยังยากที่จะฟันธงลงไปว่าพรรคไหนจะชนะแน่นอน คือพอฟันธงได้ว่าขั้วไหนมีสิทธิชนะ แต่ฝ่ายหรือพรรคต่างๆ นั้นยังไม่แน่นอน

แค่จะให้หลักประกันว่ารอบนี้มันหยดแน่นอนครับ

พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image