ฉลองวันเกิด 100 ปีของรัฐบุรุษ หรือผู้รับผิดชอบ ในการสังหารผู้คนนับล้านทั่วโลก

เมื่อวันเสาร์ที่ 27 พฤษภาคมที่ผ่านมานี้ นายเฮนรี คิสซินเจอร์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา ผู้ทรงอิทธิพลต่อวงการเมืองและการสงครามในโลกช่วง พ..2512-2520 ได้ฉลองวันเกิดอายุ 100 ปี ด้วยการเดินทางไปย้อนรำลึกถึงสถานที่มีความสำคัญต่อชีวิตอันยาวนานของเขาด้วยการเยือนนครนิวยอร์ก กรุงลอนดอน และเมืองเฟือร์ท รัฐบาวาเรีย ประเทศเยอรมนี ที่เป็นบ้านเกิดและเติบโตจนกระทั่งอายุ 15 ปี จึงได้อพยพมาอยู่ที่อังกฤษ และสหรัฐอเมริกาในที่สุด

เฮนรี คิสซินเจอร์ เป็นชาวเยอรมันโดยกำเนิด ครอบครัวของเขามีเชื้อสายยิวได้อพยพจากเยอรมนีเพื่อหนีการกดขี่และล้างผลาญชาวยิวของพรรคนาซีมาตั้งถิ่นฐานในสหรัฐอเมริกา เมื่อ พ..2481 ในช่วง พ..2512-2520 เขาได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการต่างประเทศสหรัฐอเมริกาและที่ปรึกษาความมั่นคงแห่งชาติ นายคิสซินเจอร์มีบทบาทในการผลักดันข้อตกลงสันติภาพปารีสจนทำให้เกิดการหยุดยิงในสงครามเวียดนามทำให้เขาได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพร่วมกับ นายเล ดุ๊ก โท ผู้ร่วมเจรจาของฝ่ายเวียดนามเหนือใน พ..2516 ท่ามกลางความเห็นแย้งของบรรดาคณะกรรมการรางวัลโนเบลและผู้ได้รับรางวัลทั้ง 2 คน โดยนายเล ดุ๊ก โทปฏิเสธไม่รับรางวัลนี้เนื่องจากเขาอ้างว่าเขาไม่ได้สร้างสันติภาพอย่างแท้จริง ส่วน นายเฮนรี คิสซินเจอร์ ไม่ไปรับรางวัลด้วยตัวเองและพยายามที่จะคืนรางวัลนี้หลายครั้ง เพราะก็ตระหนักดีแก่ใจว่าตนไม่สมควรที่จะได้รับรางวัลสันติภาพอันทรงเกียรตินี้เลย

นายเฮนรี คิสซินเจอร์ เป็นผู้ที่มีชาวอเมริกันจำนวนมากชื่นชมในนโยบายการต่างประเทศของเขาที่เรียกว่า “Realpolitik” ซึ่งถือเอาผลประโยชน์ของประเทศตนเป็นหลักโดยไม่สนใจต่ออุดมการณ์ หรือจริยธรรมแต่อย่างใด และนโยบาย “Dtente-เดต็องต์ของนายคิสซินเจอร์ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างประเทศอภิมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียต โดยทั้งสองประเทศพยายามลดความตึงเครียดและความเป็นปฏิปักษ์ต่อกันทางด้านอุดมการณ์ด้วยการปรับเปลี่ยนนโยบายการต่างประเทศที่มุ่งแข่งขันกันขยายอำนาจและแผ่อิทธิพล ตลอดจนสะสมอาวุธนิวเคลียร์ มาเป็นการแสวงหาผลประโยชน์ร่วมกันและสร้างความสัมพันธ์ฉันมิตรต่อกันและร่วมมือกันในด้านเศรษฐกิจ สังคม การค้า และวัฒนธรรม ทำให้บรรยากาศความตึงเครียดของสงครามเย็นในยุโรปและส่วนอื่นของโลกผ่อนคลายลง

แต่ในเวลาเดียวกันก็มีคนเกลียดชังนายเฮนรี คิสซินเจอร์ ทั่วโลกเป็นจำนวนมากเช่นกัน โดยเขาถูกประณามเป็นอาชญากรสงครามโดยเหล่านักหนังสือพิมพ์ นักการเมือง และนักสิทธิมนุษยชน ซึ่งมีทฤษฎีสมคบคิดกันว่าเขามีส่วนรู้เห็นกับการทรมานและอุ้มหาย เขามีส่วนเกี่ยวข้องกับรัฐประหารในประเทศชิลี พ..2516 และเป็นผู้ให้ความเห็นชอบแก่รัฐบาลทหารของประเทศอาร์เจนตินาในสงครามสกปรกที่คร่าชีวิตพ่อแม่อาร์เจนตินาที่ต่อต้านรัฐบาลเผด็จการทหารไปนับพันคน แล้วเอาลูกของเหยื่อที่ถูกฆ่าอย่างทารุณนี้มาให้บรรดานายทหารอาร์เจนตินาเลี้ยงดู ซึ่งสร้างความกระอักกระอ่วนใจให้แก่บรรดาเด็กที่เติบโตขึ้นมาเมื่อได้เรียนรู้ความจริงอันขมขื่นนี้อย่างเหลือหลาย นอกจากนี้ นายคิสซินเจอร์ยังมีส่วนที่นำสหรัฐอเมริกาเข้าเป็นผู้สนับสนุนปากีสถานในสงครามปลดแอกบังกลาเทศจนเกิดเป็นการสังหารแบบล้างเผ่าพันธุ์ของชาวเบงกอล โดยทหารปากีสถานเมื่อทูตสหรัฐประจำบังกลาเทศรายงานการฆ่าแบบล้างเผ่าพันธุ์ของทหารปากีสถานต่อชาวเบงกอลมายังกระทรวงต่างประเทศสหรัฐถึง 2 ครั้ง จึงถูกปลดจากตำแหน่งแทบจะทันทีเลยทีเดียว

Advertisement

นายคิสซินเจอร์นั้นเป็นผู้อยู่เบื้องหลังทำให้ความขัดแย้งและการรบในเวียดนามนั้นยืดเยื้อออกไปก่อนที่จะพยายามทำให้สหรัฐต้องถอนตัวออกมาจากเวียดนามเพราะโดนกดดันอย่างหนักจากการประท้วงทั้งในสหรัฐและในต่างประเทศ โดยสำนักข่าว NBC News รายงานว่า คิสซินเจอร์เป็นคนอยู่เบื้องหลังลับๆ ทำให้สงครามเลือดขยายจากเวียดนามไปกัมพูชาและลาว ซึ่งอ้างอิงจากรายงานที่เปิดเผยโดยกระทรวงกลาโหมสหรัฐ เมื่อ พ..2516 

The Intercept สื่อรายงานเชิงสอบสวนชื่อดังของสหรัฐ กล่าวว่า คิสซินเจอร์เป็นผู้ควบคุมนโยบายการต่างประเทศสหรัฐ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สหรัฐปูพรมโจมตีทิ้งระเบิดกัมพูชาอย่างหนักระหว่าง พ..2512-2516 เนื่องจากนายคิสซินเจอร์ซึ่งดำรงตำแหน่งหัวหน้าสภาความมั่นคงสหรัฐ ในเวลานั้นเป็นผู้ที่ลงนามอนุมัติการโจมตีทิ้งระเบิดแต่ละครั้งในกัมพูชาระหว่างช่วงปีเหล่านั้นเป็นจำนวนทั้งหมด 3,875 ครั้ง และรวมไปถึงกระบวนการที่จะทำไม่ให้ข่าวเหล่านี้สามารถเล็ดลอดถูกรายงานในหน้าหนังสือพิมพ์ได้ตามนโยบาย “Realpolitik” ที่เน้นการเก็บความลับห้ามการตรวจสอบโดยอ้างความมั่นคงของประเทศนั่นเอง ซึ่งเป็นรูปแบบการดำเนินการของประเทศเผด็จการโดยทั่วไปนั่นเอง

NBC News รายงานว่า ทั้งนี้ ฮิวแมนไรท์วอทช์ของสหรัฐ เคยรายงานในปี 2001 ว่าสหรัฐและเวียดนามใต้โจมตีทางอากาศภายใต้การควบคุมของนายคิสซินเจอร์ ส่งผลทำให้พลเมืองลาวเสียชีวิตไปประมาณ 350,000 คน และชาวกัมพูชาเสียชีวิตอีก 600,000 คน ด้วยกัน

สุดท้ายเมื่อโปรตุเกสถอนตัวออกไปจากอาณานิคมติมอร์ตะวันออกเมื่อปี พ..2518 อย่างกะทันหัน และเป็นเวลาที่นายคิสซินเจอร์ไปเยือนอินโดนีเซียพอดี นายคิสซินเจอร์ได้กล่าวสนับสนุนประธานาธิบดีซูฮาร์โตให้ส่งทหารเข้ายึดครองติมอร์ตะวันออกอย่างเต็มที่ แต่ขอให้นายคิสซินเจอร์ได้เดินทางออกจากอินโดนีเซียเสียก่อนเป็นเหตุให้ประเทศอินโดนีเซียส่งทหารเข้ายึดครองติมอร์ตะวันออก โดยผนวกเข้าเป็นจังหวัดที่ 27 ของประเทศอินโดนีเซีย และได้ปราบปรามชาวติมอร์ตะวันออกโดยการฆ่าทิ้งราว 100,000-300,000 คน เลยทีเดียว ก่อนที่จะถอนตัวออกจากติมอร์ตะวันออกเมื่อ พ..2542

ครับถึงตอนนี้แล้วคำถามก็คือนายเฮนรี คิสซินเจอร์ เป็นรัฐบุรุษ หรือผู้รับผิดชอบในการสังหารผู้คนนับล้านทั่วโลกกันแน่

โกวิท วงศ์สุรวัฒน์

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image