การรถไฟฯเร่งเปิดหวูด!! ไฮสปีดไทย-จีน ปักธงสายแรกในประเทศ วิ่งฉิวปี’70
เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าประเทศไทยอยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้างเพื่อรองรับการขยายตัวของระบบการคมนาคม โดยเฉพาะโครงการรถไฟความเร็วสูง ที่มีทั้งโครงการรถไฟความเร็วสูง (ไฮสปีด) เชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) และโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ซึ่งล้วนเป็นโครงการขนาดใหญ่ ช่วยสร้างเม็ดเงินเข้าประเทศไทยได้อย่างมหาศาล!

ในส่วนของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแล จึงมีแผนพัฒนารถไฟไทยอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในส่วนของโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ที่เริ่มจากรัฐบาลไทยและรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ภายใต้การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางรถไฟในกรอบยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งของไทย พ.ศ.2558-2565 เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2557 เป็นผลให้ เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2560 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น และนายหวัง เสี่ยวเทา รองผู้อำนวยการคณะกรรมการพัฒนาปฏิรูปแห่งชาติจีน ร่วมทำพิธีเริ่มก่อสร้างคันทางรถไฟไฮสปีดสายประวัติศาสตร์ที่มอหลักหิน รัชกาลที่ 5 ต.กลางดง อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา
เป็นการนับหนึ่ง ไฮสปีดเทรนช่วงกรุงเทพฯ-หนองคาย ระยะที่ 1 ช่วงกรุงเทพฯ-นครราชสีมา ระยะทาง 253 กิโลเมตร (กม.) แบ่งการดำเนินงานเป็น 14 สัญญา วงเงิน 1.79 แสนล้านบาท ถือเป็นรถไฟความเร็วสูงฯ สายแรกของไทย!
นิรุฒ มณีพันธ์ ผู้ว่าการ รฟท. เล่าความคืบหน้าไฮสปีดเทรนสายแรกของไทยว่า ณ เดือนกันยายน 2566 ดำเนินการก่อสร้างไปแล้วประมาณ 24% ล่าช้ากว่าแผนจากผลกระทบโควิด-19 ทำให้ไม่สามารถเข้าพื้นที่งานก่อสร้าง รวมทั้งขนส่งวัสดุอุปกรณ์ได้

ขณะที่งานโยธาทั้งหมดของโครงการ รวม 14 สัญญา ปัจจุบันก่อสร้างแล้วเสร็จ 1 สัญญา คือช่วงกลางดง-ปางอโศก ระยะทาง 3.5 กม. และอยู่ระหว่างก่อสร้าง 10 สัญญา อยู่ระหว่างเตรียมการก่อสร้างอีก 1 สัญญา และยังไม่ลงนามอีก 2 สัญญา
โครงการที่ยังรอการลงนามนั้นประกอบด้วย สัญญา 4-1 ช่วงบางซื่อ-ดอนเมือง ระยะทาง 15.21 กม. ซึ่งเป็นพื้นที่โครงสร้างร่วมกับโครงการไฮสปีดเทรนเชื่อมสามสนามบิน ปัจจุบันยังอยู่ระหว่างการเจรจากับบริษัท เอเชีย เอรา วัน จำกัด ซึ่งเป็นเอกชนคู่สัญญาของไฮสปีดเทรนเชื่อมสามสนามบินเพื่อดำเนินการลงทุนช่วงโครงสร้างร่วมของสองโครงการนี้ ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่ระบุให้เอกชนเป็นผู้ลงทุนโครงสร้างร่วม โดย รฟท.จะทยอยจ่ายค่างานโยธาในภายหลัง เพื่อให้ทั้งสองโครงการเดินหน้าคู่ขนานกัน
“รฟท.ประเมินว่าหากท้ายที่สุดการเจรจายังหาข้อสรุปไม่ได้ ทางเลือกสุดท้ายคือนำโครงสร้างทางร่วมของโครงการรถไฟไทย-จีนมาดำเนินการก่อสร้างเอง เพื่อไม่ให้โครงการรถไฟไทย-จีนต้องล่าช้ากว่าแผนที่กำหนดเปิดให้บริการปี 2570 ทั้งนี้ จะรอความชัดเจนของการเจรจาร่วมกับเอกชนให้ได้ข้อยุติภายในเดือนตุลาคมนี้” ผู้ว่าการ รฟท.เล่าความเป็นมา
อย่างไรก็ดี ช่วงเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา รฟท.มีโอกาสไปศึกษาดูงานที่ประเทศจีนและได้ทดลองใช้รถไฟความเร็วสูงของจีน พบว่าประชาชนมีการโดยสารระหว่างเมืองด้วยรถไฟฟ้าความเร็วสูงจำนวนมาก แทบจะเต็มทั้งขบวนในแต่ละรอบ เนื่องจากประหยัดเวลา โดยรถไฟความเร็วสูงสามารถทำความเร็วได้สูงสุดประมาณ 350 กม.ต่อชั่วโมง เป็นผลให้จากสถานีปักกิ่งไปเทียนจิน ระยะทาง 113.58 กม. ใช้เวลาเพียง 30 นาที หากเป็นการโดยสารด้วยรถไฟธรรมดา จะใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง

จากความสะดวกสบายดังกล่าว รฟท.จึงมีแผนเร่งรัดให้โครงการในระยะที่ 1 แล้วเสร็จโดยเร็ว เพื่อช่วยร่นระยะเวลาการเดินทาง ยกตัวอย่างจังหวัดที่มีประชาชนเดินทางกลับภูมิลำเนา หรือเดินทางไปท่องเที่ยวจำนวนมาก อาทิ นครราชสีมา เดิมการเดินทางจากกรุงเทพฯ-นครราชสีมา ด้วยรถไฟธรรมดาใช้เวลากว่า 4-5 ชั่วโมงต่อเที่ยว แต่หากเปิดบริการรถไฟความเร็วสูง คาดว่าจะร่นเวลาเดินทางเพียง 1 ชั่วโมง 30 นาทีต่อเที่ยวเท่านั้น
แม้ว่า รฟท.มีความพร้อมในการผลักดันเพื่อให้โครงการเปิดให้ประชาชนคนไทยใช้งานได้สำเร็จตามแผน แต่ปัญหาอุปสรรคสำคัญ และเป็นผลกระทบต่อเนื่องลากยาวมาถึงปัจจุบันคือการแพร่ระบาดโควิด-19 ส่งผลให้เดินทางไม่ได้ งานจึงหยุดชะงัก ล่าสุดทางจีนได้ส่งแบบเบื้องต้น งานระบบไฟฟ้าอาณัติสัญญาณมาแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบร่วมกัน นอกจากนี้ รฟท.และที่ปรึกษาอยู่ระหว่างปรับแผนในการส่งมอบพื้นที่ให้งานระบบเข้าดำเนินการเพื่อให้สอดคล้องกับงานโยธาที่บางช่วงมีความล่าช้าอีกด้วย

ในส่วนของความล่าช้าที่กล่าวไปแล้ว ถูกบรรจุอยู่ในสัญญา 2.3 งานระบบราง ระบบไฟฟ้าและเครื่องกล รวมทั้งจัดหาขบวนรถไฟและจัดฝึกอบรมบุคลากร วงเงินประมาณ 50,633 ล้านบาท
คู่สัญญาฝ่ายจีน ประกอบด้วย บริษัท ไชน่า เรลเวย์ อินเตอร์เนชั่นแนล (CHINA RAILWAY INTERNATIONAL CO., LTD.) และบริษัท ไชน่า เรลเวย์ ดีไซน์ คอร์เปอเรชั่น (CHINA RAILWAY DESIGN CORPORATION) เซ็นสัญญาเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2563 มีระยะเวลาดำเนินงาน 64 เดือน ตามสัญญาสิ้นสุดในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งได้มีการออกหนังสือแจ้งให้เริ่มงาน (NTP) เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2563
ส่วนเรื่องของการจัดหาขบวนรถ จะอยู่ในขั้นตอนสุดท้าย โดยไทยตกลงใช้ “ฟู่ซิ่งเฮ่า” (Fuxing Hao) รุ่น (ซีรีส์) CR300 ที่มีความเร็วสูงสุด 300 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ใช้ความเร็วบริการที่ 250 กม.ต่อชั่วโมง เพื่อความปลอดภัยและประหยัดค่าไฟฟ้า สำหรับฟู่ซิ่งเฮ่า รุ่น CR300 เป็นของรัฐวิสาหกิจจีน มีโรงงานผลิต 2 แห่ง โดยรหัส AF ผลิตที่ CRRC ชิงเต่า ซื่อฟาง ส่วนรหัส BF ผลิตโดย CRRC ฉางชุน โดยรถออกแบบรูปทรงโมเดิร์นโค้งและลู่ลม มีคุณสมบัติสมรรถนะมาตรฐานเดียวกัน จะต่างกันที่หน้าต่างด้านหน้ารถ รวมถึงสี โดย AF หน้ากากลายสีเหลือง ส่วน BF หน้ากากลายสีแดง
ด้านหนึ่งเจ้าหน้าที่ รฟท.ที่ได้ทำงานร่วมกับฝ่ายจีน เผยว่า ในขั้นตอนของการจัดหารถ ฝ่ายจีนจะเป็นผู้ประมูลเลือกโรงงานก่อน จากนั้นฝ่ายไทยจะเลือกสี และออกแบบภายใน อาทิ สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ รูปแบบห้องน้ำ เก้าอี้ จุดวางสิ่งของเพื่อให้เหมาะต่อการใช้งานของคนไทย ก่อนที่จะเสนอให้กระทรวงคมนาคมออกแบบลวดลายและสีที่เป็นเอกลักษณ์ของไทยต่อไป

ส่วนในประเทศจีน นิยมใช้รถไฟฟ้าความเร็วสูง รุ่น CR300 วิ่งบริการทางด้านใต้ เพราะระยะห่างสถานีใกล้กันเหมือนไทย ส่วนรุ่น CR400 ความเร็วสูงสุด 400 กม.ต่อชั่วโมง เป็นรุ่นที่จีนนิยมใช้มากที่สุด โดยนำไปให้บริการทางด้านเหนือ ที่เป็นเมืองใหญ่ ระยะห่างสถานีไกล ใช้ความเร็ว 350 กม.ต่อชั่วโมง เพราะคุ้มค่ากว่า
ทั้งนี้ เมื่อย้อนกลับไป เดิมไทยตกลงใช้รถ CRG2G (Hexie Hao) รุ่น “เหอเสีย” แต่พอ CRCC เปิดตัว ฟู่ซิ่งเฮ่า
รุ่น CR300 เมื่อ 5 ปีก่อน ซึ่งฝ่ายจีนการันตีว่าเป็นระบบเทคโนโลยีทันสมัยและมีสมรรถนะที่ดีกว่า และมีระยะซ่อมบำรุงที่นานกว่า ไทยจึงเจรจาเปลี่ยนเป็นรุ่นฟู่ซิ่งเฮ่า แม้ว่าไฮสปีดไทย-จีนจะเปิดให้บริการในช่วง 4-5 ปีข้างหน้า รฟท.เชื่อว่า CR300 ก็จะยังไม่ตกรุ่น
โดยสเปกของรถไฟความเร็วสูงฟู่ซิ่งเฮ่า ผลิตโดย CRCC ออกแบบมีอายุใช้งาน 30 ปี ใน 1 ขบวนมี 8 ตู้ มีจำนวน 8 ขบวน (64 ตู้) วิ่งบริการ 6 ขบวน สำรอง 2 ขบวน แบ่งเป็นตู้ Business Class 2 ตู้ Standard Class 4 ตู้ ตู้ธรรมดาที่ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวก 1 ตู้ และตู้สำหรับรับประทานอาหาร 1 ตู้ โดยมีจำนวนที่นั่งรวม 594 ที่นั่ง แยกเป็น First Class 96 ที่นั่ง และ Standard Class 498 ที่นั่ง
จีนพัฒนารถไฟความเร็วสูงในเวลาอันรวดเร็ว ปี 2547 เริ่มสายแรก “ปักกิ่ง-เทียนจิน” ระยะทาง 113.58 กม. เปิดบริการปี 2551 ใช้เวลาเพียง 4 ปีเท่านั้น ก่อนเป็นเจ้าภาพโอลิมปิก “ปักกิ่งเกมส์ 2008” แค่ 20 ปี จีนมีรถไฟความเร็วสูงทั่วประเทศถึง 42,000 กม.แล้ว ด้วยบริการที่สะดวก ทันสมัย ค่าโดยสารถูก และไม่เคยปรับราคาตั้งแต่เปิด ทำให้คนจีนนิยมใช้บริการเดินทางจำนวนมาก

ส่วนในเรื่องของราคาค่าโดยสารเส้นทาง “ปักกิ่ง-เทียนจิน” ระยะทาง 113.58 กม. จีนใช้รถรุ่น CR400 ใช้เวลาเดินทาง 30 นาที รถออกทุกๆ 15 นาที มีระบบจองตั๋วออนไลน์ แบ่งการให้บริการออกเป็น 3 ระดับ หรือ 3 ชั้นโดยสาร คือ Second class ตั๋วราคา 55 หยวน คิดเป็นเงินไทย 275 บาท First class ตั๋วราคา 94 หยวน คิดเป็นเงินไทย 470 บาท และ Business class ตั๋วราคา 190 หยวน คิดเป็นเงินไทย 950 บาท
เมื่อเทียบกับไฮสปีดไทย-จีน ช่วงกรุงเทพฯ-นครราชสีมา ระยะทาง 253 กม. ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาทีออกทุกๆ 90 นาที มีทั้งหมด 6 สถานี ได้แก่ สถานีกลางบางซื่อ สถานีดอนเมือง สถานีอยุธยา สถานีสระบุรี สถานีปากช่อง และสถานีนครราชสีมา ส่วนอัตราค่าโดยสารเบื้องต้นของแต่ละสถานี อาทิ เส้นทางกรุงเทพฯ-อยุธยา อยู่ที่ประมาณ 195 บาท กรุงเทพฯ-สระบุรี 278 บาท กรุงเทพฯ-ปากช่อง 393 บาท และกรุงเทพฯ-นครราชสีมา 535 บาท เป็นต้น
น่าจะคุ้มค่ากับการรอคอย…อีกไม่กี่ปีคนไทยจะได้สัมผัสไฮสปีดเทรน วิ่งฉิว ยังไม่ทันเมื่อยก้นก็ถึงที่หมาย
ภคพร บุญมี

