เรื่องของศาลรัฐธรรมนูญบ้านเขา : อินโดนีเซีย โดย โกวิท วงศ์สุรวัฒน์

วันที่ 21 พฤษภาคม พ..2541 พลเอก มูฮัมหมัด ซูฮาร์โต ผู้เป็นประธานาธิบดีคนที่ 2 ของอินโดนีเซีย และเป็นผู้ครองตำแหน่งนี้ยาวนานที่สุดของประเทศถึง 32 ปี ท่ามกลางข้อกล่าวหาว่าเป็นหนึ่งในนักการเมืองที่คดโกงที่สุดในโลก ได้ประกาศลาออกจากตำแหน่งประธานาธิบดีอินโดนีเซีย หลังจากกลุ่มนักศึกษาและประชาชนออกมาเดินขบวนประท้วงครั้งใหญ่ในกรุงจาการ์ตาเพื่อขับไล่ซูฮาร์โตออกจากตำแหน่งประธานาธิบดี จนเป็นเหตุนองเลือดในการประท้วงครั้งนั้น ทำให้มีผู้เสียชีวิตราว 1,200 คน ส่วนใหญ่เป็นผู้ที่ติดอยู่ในอาคารที่เกิดเพลิงไหม้ จากการที่กลุ่มม็อบก่อเหตุรุนแรงไปตามท้องถนนและทำลายร้านค้าต่างๆ

ภายหลังที่ซูฮาร์โตลาออกจากตำแหน่งประธานาธิบดีแล้วก็ได้มีการปฏิรูปโครงสร้างทางการเมืองและการปกครองอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 4 ฉบับ ที่ปรับปรุงอำนาจของฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายตุลาการ มีลักษณะสำคัญดังนี้คือ

1) ฝ่ายบริหาร บริหารประเทศในระบอบสาธารณรัฐแบบประชาธิปไตย มีประธานาธิบดีเป็นประมุขและหัวหน้ารัฐบาล มาจากการเลือกตั้งโดยตรง ซึ่งเริ่มมีขึ้นครั้งแรกเมื่อ พ..2547 โดยประธานาธิบดีมีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละ 5 ปี แต่ไม่เกิน 2 วาระเหมือนสหรัฐอเมริกา

สำหรับการเลือกตั้งประธานาธิบดีอินโดนีเซียนั้นบรรดาพรรคการเมือง หรือกลุ่มพรรคการเมืองที่เป็นพันธมิตรต้องมี ส..รวมกันไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 จากจำนวน ส..ทั้งหมดในสภา หรือได้คะแนนเสียง (popular vote) ไม่น้อยกว่าร้อยละ 25 ของจำนวนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง จึงจะมีสิทธิเสนอชื่อผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดี ซึ่งต้องเสนอพร้อมกันเป็นคู่ โดยทั้งคู่ต้องได้รับคะแนนเสียงข้างมาก หรือร้อยละ 50 ขึ้นไป หากในครั้งแรกไม่มีคู่ใดได้คะแนนเสียงตามที่กำหนดให้ลงคะแนนเสียงใหม่ในรอบที่ 2 

Advertisement

การเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งหลังสุด เมื่อวันที่ 17 เมษายน พ..2562 ปรากฏว่า นายโจโก วิโดโด ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีเป็นวาระที่ 2 ซึ่งในการเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งต่อไปในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ พ..2567 นายโจโก วิโดโด จะไม่มีสิทธิลงสมัครเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีอีกต่อไป

มีการกระจายอำนาจให้จังหวัดต่างๆ ปกครองตนเอง โดยมีการเลือกตั้งหัวหน้าฝ่ายบริหารและสภานิติบัญญัติในท้องถิ่นตั้งแต่ระดับจังหวัดลงมา

2) ฝ่ายนิติบัญญัติ คือรัฐสภา หรือสภาที่ปรึกษาประชาชน (Majelis Permusyawaratan Rakyat-MPR) ประกอบด้วย ส..จากสภาผู้แทนราษฎร (Dewan Perwakilan Rakyat-DPR) จำนวน 575 คน ซึ่งมาจากการเลือกตั้งทั่วไป และสมาชิกของสภาผู้แทนระดับภูมิภาค (Dewan Perwakilan Daerah-DPD) จำนวน 132 คน (จังหวัดละ 4 คน) MPR มีอำนาจหน้าที่ปรับปรุงแก้ไขและบัญญัติรัฐธรรมนูญ มีอำนาจพิจารณาถอดถอนประธานาธิบดี และ/หรือรองประธานาธิบดีตามที่ DPR ยื่นเสนอ โดยจะต้องใช้เสียงอย่างน้อย 2 ใน 3 ของที่ประชุมที่มีผู้เข้าร่วมประชุมอย่างน้อย 3 ใน 4 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดของ MPR

3) ฝ่ายตุลาการ ประธานาธิบดีแต่งตั้งผู้พิพากษาศาลสูงสุดโดยความเห็นชอบของ DPR หลังจากคณะกรรมการตุลาการที่ประธานาธิบดีแต่งตั้งและถอดถอนโดยความเห็นชอบของ DPR ได้เสนอรายชื่อให้ DPR ผู้พิพากษาศาลสูงสุดเป็นผู้เลือกประธานและรองประธานศาลสูงสุด องค์กรศาลที่อยู่ภายใต้ศาลสูงสุด ได้แก่ ศาลสูง ศาลชั้นต้น ศาลกิจการศาสนา ศาลทหาร และศาลการบริหารงานของรัฐ

สำหรับศาลรัฐธรรมนูญของอินโดนีเซียนั้นมีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกับศาลสูงสุดของอินโดนีเซียทีเดียว มีความเป็นอิสระ มีอำนาจหน้าที่ในการวินิจฉัยชี้ขาดการพิจารณาตรวจสอบกฎหมายที่ขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญ ข้อขัดแย้งเกี่ยวกับหน่วยงานของรัฐที่มีอำนาจตามรัฐธรรมนูญ การยุบพรรคการเมือง ข้อขัดแย้งเกี่ยวกับผลการเลือกตั้งทั่วไปและวินิจฉัยชี้ขาดข้อเสนอของ DPR ที่ยื่นขอถอดถอนประธานาธิบดี หรือรองประธานาธิบดี

คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีจำนวน 9 คน มาจากการเสนอชื่อของศาลสูงสุด DPR และประธานาธิบดีฝ่ายละ 3 คน ประธานาธิบดีเป็นผู้ให้ความเห็นชอบ ศาลรัฐธรรมนูญมีความเป็นอิสระ มีหน้าที่สูงสุดในการพิจารณาและตัดสินคดีรวมทั้งกฎระเบียบ ข้อบังคับตามกฎหมายที่ขัดแย้งกันและปฏิบัติหน้าที่อื่นๆ ตามที่กฎหมายกำหนด 

แต่เนื่องจากมีพรรคการเมืองชื่อ The Indonesian Solidarity Party ได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาลดอายุของผู้สมัครเป็นรองประธานาธิบดีจาก 40 ปีลงได้ หากผู้สมัครเป็นรองประธานาธิบดีผู้นั้นดำรงตำแหน่งทางการเมืองในระดับภูมิภาคหรือระดับท้องถิ่นอยู่แล้ว ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญก็พิจารณาเพิ่มเติมให้ตามคำขอเมื่อต้นเดือนตุลาคมนี้เอง และหลังจากนั้นเพียง 1 สัปดาห์ นายปราโบโว สุเพรียนโต รัฐมนตรีกลาโหมในรัฐบาลโจโก วิโดโด ได้ประกาศลงสมัครเป็นประธานาธิบดีเป็นครั้งที่ 3 ของเขา และมี นายจิบราน รากาบูมิง รากา อายุ 36 ปี ได้นายกเทศมนตรีเมืองสุราการ์ตา ผู้เป็นลูกชายคนโตของประธานาธิบดีโจโก วิโดโด เป็นรองประธานาธิบดี

นอกจากนี้ นายกาเอซัง ปางาเริป อายุ 29 ปี ลูกชายคนที่สองของโจโกวี ก็ยังได้รับเลือกเป็นหัวหน้าพรรคการเมือง The Indonesian Solidarity Party ที่เพิ่งยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาลดอายุของผู้สมัครเป็นรองประธานาธิบดีจาก 40 ปีลงได้สำเร็จ พร้อมทั้งประกาศตัวจะลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นนายกเทศมนตรีเมืองเดป็อกซึ่งเป็นเมืองใหญ่ติดกับกรุงจาการ์ตาทางใต้

ทำให้ชาวอินโดนีเซียวิจารณ์กันขรมว่าประธานศาลรัฐธรรมนูญ นายอันวา อัสแมน เอง ก็เป็นน้องเขยของประธานาธิบดีโจโก วิโดโด ต้องใช้อำนาจหน้าที่ในฐานะประธานศาลรัฐธรรมนูญในการตัดสินครั้งนี้อย่างแน่นอน เป็นการลำเอียงโดยการเห็นแก่เครือญาติอย่างชัดแจ้ง (nepotism คือการแสดงความลำเอียงโดยความเป็นญาติพี่น้องแทนที่จะวัดจากความสามารถ หรือความเหมาะสม เช่น ว่าจ้าง หรือมอบตำแหน่งให้แก่ญาติพี่น้อง แทนที่จะมอบให้แก่ผู้ที่มีความสามารถมากกว่า คำว่า “nepotism” มาคำจาก ภาษาละตินว่า “nepos” แปลว่า หลานหรือเหลน และการลำเอียงโดยเห็นแก่เครือญาตินี้มักใช้ในความหมายทางการเมืองและในหน้าที่การงาน)

ทางการอินโดนีเซียก็ได้ตั้งคณะกรรมการจริยธรรม 3 คน ซึ่งตัวประธานคณะกรรมการคือ อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญคนแรกนั่นเอง ขึ้นพิจารณากรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญได้ตัดสินให้ลดอายุของผู้สมัครเป็นรองประธานาธิบดีจาก 40 ปีลงได้นั้นโดยไม่ชักช้า และภายในเวลา 1 สัปดาห์ก็มีคำวินิจฉัยจากคณะกรรมการจริยธรรม 3 คนว่า นายอันวา อัสแมน ประธานศาลรัฐธรรมนูญมีความผิดฐาน “nepotism” จริง จึงให้ปลดนายอันวา อัสแมน ออกจากตำแหน่งประธานศาลรัฐธรรมนูญ และให้ทำการตำหนิตุลาการศาลรัฐธรรมนูญอีก 8 คน ว่าไม่ทำหน้าที่ให้สมศักดิ์ศรีของศาลรัฐธรรมนูญ แต่ที่ยังให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้ง 9 คนยังคงอยู่ในตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญต่อไป เนื่องจากกระบวนการสรรหาแต่งตั้งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญนั้นอาจจะไปทำให้การเลือกตั้งทั่วไปที่มีกำหนดในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ พ..2567 ยุ่งยาก เพราะคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีจำนวน 9 คน ต้องมาจากการเสนอชื่อของศาลสูงสุด DPR และประธานาธิบดีฝ่ายละ 3 คน ประธานาธิบดีเป็นผู้ให้ความเห็นชอบ

แต่คณะกรรมการจริยธรรมไม่มีอำนาจในการเปลี่ยน แปลงคำตัดสินได้ ดังนั้น นายจิบราน รากาบูมิง รากา ลูกชายคนโต อายุ 36 ปีของ ประธานาธิบดีโจโก วิโดโด จึงสามารถลงสมัครเป็นรองประธานาธิบดีในการเลือกตั้งครั้งหน้าได้

ครับ! นี่แหละครับคือเรื่องของศาลรัฐธรรมนูญบ้านเขา : อินโดนีเซีย ที่น่าชมเชยยิ่ง เพราะทางอินโดนีเซียเขาไวต่อคำวิพากษ์วิจารณ์ของประชาชนและดำเนินการแก้ไขปัญหาในเรื่องศาลธรรมนูญได้รวดเร็วทันการณ์ และทั้งฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติต่างน้อมรับคำตัดสินของคณะกรรมการจริยธรรมโดยดุษฎี

 

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image