จากคนตกท่อสู่ความเชื่อมั่นในผู้บริหารกิจการสาธารณะ โดย พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์

อ่านข่าวเรื่องคนตกท่อในกรุงเทพฯในรอบล่าสุดแล้วก็ถึงกับอึ้งกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น

เอาจริงๆ สถานการณ์ในเรื่องนี้ก็น่าหดหู่อยู่แล้ว แต่อ่านข่าวในช่วงแรกๆ ที่ผู้บริหารองค์กรภาครัฐบางองค์กรให้สัมภาษณ์แล้วถึงกับอึ้งหนัก เวลาที่คิดถึงเรื่องว่าตกลงเวลาให้สัมภาษณ์นั้นต้องการจะพูดอะไรแน่ แม้ว่าบางส่วนในคำสัมภาษณ์จะแสดงความรับผิดชอบ

แต่ว่าบางส่วนที่พูดถึงผู้ที่เสียชีวิตผมว่าไม่พูดจะดีกว่า เพราะเรื่องราวมันก็เกิดไปแล้ว และถ้ามีระบบการดูแลการก่อสร้างที่ดีกว่านี้เรื่องราวก็คงจะไม่เกิดอยู่ดี

ผมลองไปค้นข้อมูลออนไลน์ดูแล้วพบว่าเมื่อพูดถึงอุบัติเหตุในเมือง สิ่งที่จะขึ้นมาตามการสืบค้นก็คืออุบัติเหตุจากการจราจรมากกว่าเรื่องของอุบัติเหตุของคนเดินเท้าที่เกิดจากการก่อสร้างของภาครัฐ

Advertisement

เรื่องนี้ทำให้เห็นว่าในบ้านเมืองของเรา อุบัติเหตุในเมือง หรือนอกเมืองที่เกิดจากการออกแบบและก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานของเมืองนั้นไม่ได้เกิดจากความประมาทของประชาชนเท่านั้น แต่เกิดจากการประมาทของภาครัฐเองด้วย

และเมื่อค้นไปถึงบทบาทของประชาชนในการมีส่วนร่วมต่อเรื่องการตรวจสอบการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานในเมืองส่วนมากข้อมูลที่ได้มักเป็นเรื่องของการทำประชาพิจารณ์ในช่วงก่อนการก่อสร้างมากกว่าเมื่อการก่อสร้างเกิดขึ้น และเมื่อการก่อสร้างเสร็จสิ้นลง

อย่างบ้านเราส่วนมากก็ต้องไปพึ่งการรายงานไปยังแอพพลิเคชั่นและพึ่งสมาชิกสภา กทม.ซึ่งมีอยู่
แค่หนึ่งคนต่อเขต ขณะที่เดิมยังมีสมาชิกสภาเขตที่มีมากกว่านั้น และมีกลไก (ที่แม้ไม่ได้มีประสิทธิภาพมากนัก) ที่สามารถสื่อสารกับสำนักงานเขตมากกว่านี้

Advertisement

ขณะที่ต่างจังหวัดยังมีสมาชิกสภา อบต.และมีสมาชิกสภาเทศบาลที่เชื่อมโยงกับประชาชนได้มากกว่า

คำถามคือ จะปล่อยให้จักรกลเป็นเครื่องมือสื่อสารกับเขตแล้วให้ ส.ก.คนเดียวรับผิดชอบกับคนเป็นแสนคนก็ว่ากันไปครับในกรณี กทม. เพราะเชื่อว่าพลังโซเชียลออนไลน์จะดูแลบ้านเมืองได้ดีขนาดนี้ก็ว่ากันไป

หรือจะมาออกแบบสภาเขตใหม่ที่เป็นตัวแบบที่น่าสนใจหลายๆ แบบก็คงต้องว่ากันต่อไป เพราะก็เริ่มเห็นแล้วว่าจะมีการริเริ่มเสนอแนวทางการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการจัดการปกครองท้องถิ่นของ กทม.กันในเร็วๆ นี้ ที่คงไม่ใช่แค่เพียงว่าจะมีผู้ว่าฯแต่ละเขตมาจากการเลือกตั้งหรือไม่ ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วเรื่องราวของการออกแบบการมีส่วนร่วมในระดับเขตเป็นเรื่องใหญ่ที่คนพูดถึงกันน้อยกว่าเรื่องของการเลือกตั้ง ผอ.เขต หรืออาการตื่นตาตื่นใจกว่าสองร้อยนโยบายนั่นแหละครับ

เรื่องที่จะขอโยงไปสู่เรื่องราวที่ใหญ่กว่าก็คือ มีงานบางชิ้นในทางวิชาการที่มองว่าความเชื่อมั่นในตัวรัฐบาลในระดับต่างๆ มีความสำคัญต่อการมีส่วนร่วมของประชาชนเมื่อเกิดวิกฤตขึ้นในพื้นที่ และนี่คือสิ่งที่อยากชวนคิดชวนคุยกัน ว่าเวลาที่เราพิจารณาเรื่องปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่นั้น เราให้ความสำคัญกับระดับของความเชื่อมั่นของรัฐบาลมากน้อยแค่ไหน

มีงานสำรวจของแกลลอปโพลของสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นองค์กรที่ทำการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนมาอย่างยาวนาน และมีความน่าเชื่อถือในระดับสูง ได้ทำการสำรวจไว้เมื่อปีที่แล้วว่า ในสหรัฐอเมริกา ชาวอเมริกันมีความไว้เนื้อเชื่อใจในรัฐบาลท้องถิ่นมากที่สุด และเชื่อมั่นในรัฐสภาต่ำสุด (Jeffrey H. Jones. Americans Trust Local Government Most, Congress Least. Gallop.com. 13 October 2023)

ข้อมูลดังกล่าวนี้เป็นการปรับปรุงรายปีของข้อมูลในเรื่องของความเชื่อมั่นในสถาบันต่างๆ ของรัฐบาลและผู้ที่มีบทบาทกระทำการในรัฐบาล โดยข้อมูลปีล่าสุดนี้ชี้ว่าประชาชนเชื่อมั่นไว้ใจกับรัฐบาลท้องถิ่นถึงร้อยละ 67 และเชื่อมั่นในสมาชิกสภาเพียงแค่ร้อยละ 32

หากดูข้อมูลในรายละเอียดไล่เรียงไปตามลำดับจะพบว่าอเมริกันชนเชื่อมั่นในรัฐบาลในท้องถิ่นของพวกเขาเองที่จะแก้ปัญหาในพื้นที่ของเขาสูงที่สุดคือ ร้อยละ 67

รองลงมาคือเชื่อมั่นในรัฐบาลระดับมลรัฐในการแก้ปัญหาในมลรัฐของเขาเอง ร้อยละ 59

ลำดับที่สาม ชาวอเมริกันเชื่อมั่นในระบบประชาธิปไตยของประเทศเมื่อเกี่ยวข้องกับการ
ตัดสินใจปัญหาที่ประเทศเผชิญอยู่ถึงร้อยละ 55

ลำดับที่สี่ อเมริกันชนเชื่อมั่นในระบบศาลยุติธรรมที่นำโดยศาลสูงของประเทศถึงร้อยละ 49

ลำดับที่ห้า พวกเขาเชื่อมั่นในรัฐบาลระดับประเทศ หรือสหพันธรัฐในการจัดการปัญหาระดับนานาชาติ ร้อยละ 44

ลำดับที่หก พวกเขาเชื่อมั่นในฝ่ายบริหารระดับประเทศที่นำโดยประธานาธิบดี ร้อยละ 41

ลำดับที่เจ็ด พวกเขาเชื่อมั่นในตัวของประชาชนที่เข้าไปทำงานในภาครัฐ ร้อยละ 40

ลำดับที่แปด พวกเขาเชื่อมั่นในรัฐบาลระดับประเทศในการแก้ปัญหาภายในประเทศ ร้อยละ 37

และลำดับสุดท้าย พวกเขาเชื่อมั่นในรัฐสภา ทั้งสภาล่างและวุฒิสภาในการบริหารประเทศเพียง
ร้อยละ 32

การสำรวจดังกล่าวทำจัดทำขึ้นในช่วงเดือนกันยายนในปีที่ผ่านมา โดยจะพบว่าความเชื่อมั่นที่ตกต่ำมากเห็นได้ชัดคือความเชื่อมั่นในตัวของสถาบันรัฐสภาที่ต่ำลงมาถึง 6 จุดจากปีที่แล้ว

นอกจากนี้ยังพบว่าความเชื่อมั่นของประชาชนต่อสถาบันทางการเมืองของประเทศตกต่ำลงอย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบกับเมื่อทศวรรษที่ 1970

เรื่องอื่นที่น่าสนใจคือ ชาวพรรคเดโมแครตมีความเชื่อมั่นในสถาบันต่างๆ ของรัฐมากกว่าชาวรีพับลิกัน และอเมริกันชนที่มีความเป็นอิสระไม่เลือกทั้งสองพรรค ทั้งนี้ อาจเป็นเพราะว่าในช่วงนี้รัฐบาลเป็นของเดโมแครตรวมทั้งสภาด้วย ซึ่งทิศทางเช่นนี้เมื่อย้อนกลับไปดูข้อมูลเก่าก็พบเช่นเดียวกันว่าสมัยที่รีพับริกันเป็นรัฐบาลและรัฐสภา ชาวรีพับริกันก็เชื่อมันในสถาบันทางการเมืองต่างๆ มากกว่าเดโมแครต

ที่ชวนคิดในเรื่องนี้ก็คือ หากมาพิจารณาเรื่องราวในบ้านเราอาจจะมีการทำโพลพิจารณาความนิยมของรัฐบาล และตัวผู้บริหารเมืองเช่น กทม. แต่อาจไม่ได้ทำโพลอย่างเป็นระบบ หรือทิศทางเดียวกับของอเมริกา และขณะเดียวกันก็อาจจะต้องมีประเด็นเพิ่มเติมเข้าไปได้อีก เช่น ความเชื่อมั่นในตัวองค์กรพัฒนาเอกชน เครือข่ายประชาชน และสถาบันอื่นๆ เช่น ทหาร หรือตำรวจ หรือแม้กระทั่งองค์กรสาธารณะอื่นๆ เช่น ระบบสุขภาพ ระบบความปลอดภัย หรือแม้แต่ระบบการศึกษาของประเทศ

มาลองพิจารณาอย่างกรณีขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในบ้านเราเองที่น่าสนใจมากๆ ก็คือ เมื่อพิจารณาทั้งเรื่ององค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล และองค์การบริหารส่วนตำบล ซึ่งโดยทั่วไปเราพบว่าระบบการเลือกตั้งไม่ค่อยจะเอื้อให้ประชาชนได้เลือกเท่าไหร่ เช่น ไม่มีการเลือกตั้งล่วงหน้า และการเลือกตั้งนอกเขต และโดยรวมแล้วคะแนนของการใช้สิทธิน้อยกว่าระดับประเทศ แต่เราอาจจะยังไม่ได้ไปถามประชาชนว่าพวกเขาเชื่อมั่นในรัฐบาลท้องถิ่นของเขาไหม

และในทางตรงข้าม พวกเขาเชื่อมันในรัฐบาลส่วนภูมิภาคที่นำโดยกระทรวงมหาดไทยมากแค่ไหน เมื่อลงมาแก้ปัญหาในพื้นที่เดียวกัน ระหว่างนายอำเภอกับนายกองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น และสมาชิกสภาท้องถิ่น พวกเขาเชื่อมั่นว่าใครจะแก้ปัญหาในพื้นที่ได้ดีกว่ากัน

เรื่องเหล่านี้ก็เป็นอีกมิติที่ควรจะสร้างบทสำรวจ รณรงค์และวิเคราะห์อย่างจริงจัง ไม่เช่นนั้นก็มีแต่จะถกเถียงกันในระดับของปรัชญาแนวคิด และกล่าวหากันมากกว่าข้อมูลจริงในปัจจุบัน รวมทั้งสื่อก็สนใจแต่ข่าวการเมืองเท่ากับเรื่องของการเลือกตั้ง การเลือกตั้งเท่ากับเกมต่อสู้ของบ้านใหญ่

ทั้งที่การเมืองในท้องถิ่นยังมีเรื่องการบริหารจริง การติดตามตรวจสอบสิ่งที่เคยทำมาแล้วและกำลังทำอยู่ด้วย รวมทั้งการค้นหาเครือข่ายของประชาชนที่ร่วมกันแก้ปัญหาสาธารณะของพื้นที่เหล่านั้น

หรือในส่วนระดับประเทศ การค้นหาความเชื่อมั่นขององค์กรสาธารณะต่างๆ รวมทั้งค้นหาความเชื่อมโยงของประชาชนเหล่านั้นกับแนวคิดทางการเมืองและพรรคการเมืองที่เขาเลือกอาจจะทำให้เห็นข้อมูลอื่นๆ ที่น่าสนใจเพิ่มขึ้น

ไม่ใช่ปล่อยให้หน้าข่าวการเมืองมีแต่การกล่าวหากันของนักการเมืองและติ่งการเมืองเท่านั้น

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image