คนตกสีที่อยู่อีกฝั่งหนึ่ง : ความเงียบเรื่อง ‘ยาบ้าห้าเม็ด’

เรื่องสำคัญที่ประชาชนและสังคมไม่พอใจบทบาทและการทำงานของ “กระทรวงสาธารณสุข” ในช่วงที่ผ่านมานั้น ดูเหมือนจะไม่ใช่งานหลักที่สัมผัสโดยตรงกับประชาชนในเรื่องการวางระบบและจัดการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลของรัฐ แต่กลับเป็นหน้าที่และอำนาจในการกำหนดแนวทางและทิศทางของเรื่อง “ยาเสพติด” ที่กำลังเป็นประเด็นรบกวนสังคมอย่างแอมเฟตามีนและเมทแอมเฟตามีน ที่เรียกรวมๆ กันทั่วไปว่า “ยาบ้า” หรือยาไอซ์

สะท้อนผ่านข้อเรียกร้องเรื่องแรกๆ หลังจากมีการเปลี่ยนแปลงตัวรัฐมนตรีเจ้ากระทรวง คือการเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนเรื่อง “ยาบ้าห้าเม็ด” ที่เหมือนจะถูกตราหน้าว่าเป็นผลงานของท่านรัฐมนตรีคนเก่าไปเสียอย่างนั้น

ปัญหาของเรื่องนี้คือไม่ว่าจะด้วยเหตุใด แต่ในตอนนี้ทั้งประชาชนที่รวมถึงผู้เสพและผู้ค้าต่างเข้าใจกันแบบผิดๆ ไปแล้วว่า ในปัจจุบันนี้ กฎหมายของประเทศไทยอนุญาตให้เสพและจำหน่ายยาบ้าได้หากมีครอบครองไว้ไม่เกิน 5 เม็ด ที่ภาษากฎหมายเรียก “หน่วยการใช้” หรือมีน้ำหนักสุทธิไม่เกิน 500 มิลลิกรัม

ด้วยความเข้าใจของสังคมเช่นนี้ทำให้ผู้เสพก็เสพกันอย่างสบายใจ หรือแม้แต่ผู้ค้าก็ยังเข้าใจว่าหากมีไว้ครั้งหนึ่งอย่าเกิน 5 เม็ดก็ไม่เป็นความผิดตามกฎหมายก็สามารถขายได้อย่างเปิดเผย และในที่สุดก็เกิดผลให้มีผู้เสพยาเพิ่มขึ้นจนถึงระดับก่อภัยอันตรายและความเดือดร้อนให้สังคมจนผู้คนอดรนทนไม่ได้

Advertisement

ที่แท้แล้วคำอธิบายในทางกฎหมายโดยแท้จริงของเรื่อง “ยาบ้าห้าเม็ด” นี้ คือเมื่อระบบกฎหมายไทยตัดสินใจรวมกฎหมายทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดและสารออกฤทธิ์ทางจิตประสาทเข้าไว้เป็นกฎหมายฉบับเดียวกันในรูปแบบของประมวลกฎหมายมาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2564 การมีหรือใช้ยาเสพติดในบางเงื่อนไข แม้ว่ายังผิดกฎหมายอยู่ แต่กฎหมายก็กำหนดให้ผู้กระทำความผิดอาจจะไม่ต้องรับโทษทางอาญาก็ได้ตามเงื่อนไขของกฎหมาย ซึ่งเป็นไปตามมาตรา 107 วรรคสอง ที่ว่าการมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ประเภท 2 หรือประเภท 5 หรือ วัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 1 หรือประเภท 2 “ในปริมาณเล็กน้อย” กฎหมายให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่ามียาเสพติดไว้ในครอบครองเพื่อเสพ ที่ตามมาตรา 113 และมาตรา 114 ของกฎหมายเดียวกัน ผู้ที่ได้เสพยาเสพติดหรือมียาเสพติดไว้ในครอบครอง หากสมัครใจขอเข้ารับการบำบัดรักษาในสถานพยาบาลยาเสพติดก่อนที่เจ้าหน้าที่จะตรวจพบ หรือเมื่อตรวจพบแล้ว (พูดง่ายๆ คือมีตำรวจไปจับ) ถ้าไม่ปรากฏว่าผู้นั้นเป็นผู้ต้องหาหรืออยู่ในระหว่างถูกดำเนินคดีที่มีโทษจำคุก หรืออยู่ในระหว่างรับโทษจำคุก ประกอบกับไม่มีพฤติกรรมที่อาจก่อให้เกิดอันตรายแก่ผู้อื่นหรือสังคม หรือมีพฤติกรรมที่อาจก่อให้เกิดอันตรายแก่ผู้อื่นหรือสังคมที่เกิดจากโรคทางจิตและประสาท หรืออาการที่เกิดจากฤทธิ์ ของยาเสพติดที่ใช้ และสมัครใจเข้ารับการบำบัดรักษา ผู้นั้นก็ไม่มีความผิด ส่วนการมี “ยาเสพติด” ในปริมาณเล็กน้อยนั้นจะมีเท่าไร กฎหมายก็กำหนดไว้ว่า ให้เป็นไปตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขกำหนดในกฎกระทรวง

ซึ่ง “กฎกระทรวง” ที่เป็นต้นตอของความเข้าใจผิดเรื่อง “ยาบ้าห้าเม็ด” นี้ ได้แก่ “กฎกระทรวงกำหนดปริมาณยาเสพติดให้โทษและวัตถุออกฤทธิ์ที่ให้สันนิษฐานว่ามีไว้ในครอบครองเพื่อเสพ พ.ศ.2567” ที่ให้ไว้เมื่อวันที่ 31 ม.ค.2567 ลงโดย นายชลน่าน ศรีแก้ว ซึ่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขในขณะนั้น โดยส่วนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้คือ ข้อ (1) (ก) กำหนดให้แอมเฟตามีน (amphetamine หรือ amfetamine) มีปริมาณไม่เกิน 5 หน่วยการใช้ หรือมีน้ำหนักสุทธิไม่เกิน 500 มิลลิกรัม และข้อ (1)(จ) เมทแอมเฟตามีน (methamphetamine หรือ metamfetamine) มีปริมาณไม่เกิน 5 หน่วยการใช้ หรือมีน้ำหนักสุทธิไม่เกิน 500 มิลลิกรัม หรือในกรณีที่เป็นเกล็ด ผง ผลึก (คือกรณีของยาไอซ์) มีน้ำหนักสุทธิไม่เกิน 100 มิลลิกรัม

เรื่องที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้ คือนอกจาก “ยาบ้า” แล้ว แม้กระทั่งเฮโรอีนก็อยู่ในเกณฑ์ที่ผู้เสพถือเป็นผู้ป่วยได้ หากมีครอบครองในปริมาณที่มีน้ำหนักสุทธิไม่เกิน 300 มิลลิกรัม ตามข้อ (1)(ค) เช่นกัน

Advertisement

หากเราพิจารณากันอย่างเป็นธรรมแล้ว ก็จะเห็นได้ว่า จริงๆ แล้ว ตัวบทคือประมวลกฎหมายยาเสพติดนั้นก็ไม่ได้มีตรงไหนที่เขียนไว้ว่า การเสพยาบ้าหรือเฮโรอีนจำนวนน้อยเป็นเรื่องที่ถูกต้องตามกฎหมายที่สามารถทำได้เสรี เพียงแต่กฎหมายกำหนดเงื่อนไขไว้ภายใต้แนวคิดใหม่ที่มองว่าการเสพยาเสพติดไม่ใช่เรื่องที่กฎหมายจำเป็นต้องเอาผิดและลงโทษกันในทางอาญาเสมอไป โดยกลับไปมองอีกมุมหนึ่งได้ว่าผู้เสพยานั้นเป็นผู้ป่วยไข้ด้วยเหตุผลซับซ้อนบางประการที่รัฐและสังคมก็อาจจะต้องร่วมรับผิดชอบ และเขาควรได้รับการบำบัดรักษา ซึ่งหากผู้นั้นสมัครใจเข้ารับการรักษาแล้ว กฎหมายก็ไม่ถือว่าเป็นความผิดหรือลงโทษ

กับเมื่อพิจารณาเนื้อหาแห่งตัวบทกฎหมายอย่างเป็นธรรมแล้วก็ไม่ใช่ว่าใครก็ตามที่เสพยาเสพติดที่กฎหมายห้ามแล้วถูกจับได้ จะอ้างกฎหมายนี้เพื่อจะเข้ารับการบำบัดแล้วจะไม่ต้องถูกดำเนินคดีได้ทุกกรณี เพราะหากเป็นกรณีที่กฎหมายไม่คุ้มครองให้เข้าเงื่อนไข ได้แก่ ผู้เสพเป็นผู้ต้องหาหรืออยู่ในระหว่างถูกดำเนินคดีอาญาหรืออยู่ในระหว่างรับโทษจำคุก มีพฤติกรรมที่อาจก่อให้เกิดอันตรายแก่ผู้อื่นหรือสังคม หรือมีพฤติกรรมที่แสดงว่าเกิดอาการทางจิตจากฤทธิ์ยา ก็ต้องถูกดำเนินคดีกันไป พูดให้ง่ายเข้า กรณีเสพยาแล้วก่อเหตุสะเทือนขวัญทั้งหลายที่เห็นในข่าวทุกข่าว ล้วนไม่เข้าข่ายที่จะได้รับการปรานีไม่มีความผิดหรือไม่ถูกลงโทษตามกฎหมายยาเสพติดนี้แต่อย่างใด รวมถึงมาตรา 107 วรรคสอง ก็เป็นเพียงบทสันนิษฐานเท่านั้นว่าไม่ได้มีไว้เพื่อจำหน่าย แต่ถ้าข้อเท็จจริงปรากฏชัดว่าผู้นั้นมีพฤติกรรมเป็นผู้ค้าจริงๆ แบบใครมาซื้อก็ขายให้ ถ้าหลักฐานชัดเจนแล้วจะมีไว้แม้แต่ครึ่งเม็ดก็เป็นความผิดที่ต้องถูกดำเนินคดี

ดังนั้นพวกที่ไปให้สัมภาษณ์กับสื่อเปิดเผยว่ารับมาขายทีละไม่เกิน 5 เม็ด นี่เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องก็ควรหาคลิปมาเปิดดูย้อนหลังแล้วตามไปรวบได้ถึงที่เลย ไม่ถือว่าเข้าข้อสันนิษฐานตามกฎหมายแล้ว

ปัญหาของเรื่อง “ยาบ้าห้าเม็ด” นี้ ที่แท้จริง ไม่รู้ว่าเกิดจากความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องและสรุปผิดพลาด หรืออาจจะเจือสมไปกับการหวังผลในการเรียกยอดเข้าถึงหรือยอดแชร์ยอดไลค์ของสื่อ ที่ไปประโคมจนกลายเป็นความเข้าใจว่าการมีหรือเสพยาบ้า กระทั่งมีไว้ค้าไว้ขาย หากปริมาณรวมกันไม่เกิน 5 เม็ดก็เป็นเรื่องถูกกฎหมายที่ใครๆ ก็ทำได้เหมือนขายกัญชาในทุกวันนี้ แต่ถ้าถูกจับได้ก็แค่นำไปบำบัด ความเข้าใจผิดนี้ถูกขยายความจนผิดเพี้ยนบิดเบี้ยวกันต่อไปเรื่อยๆ

สิ่งที่รู้สึกว่าไม่ค่อยจะเป็นธรรมในเรื่องนี้คือ อันที่จริงแนวความคิดเรื่องการเปลี่ยนมุมคิดว่าผู้เสพยาเสพติดในกรณีที่เห็นได้ชัดว่าเป็นปลายน้ำ ไม่ใช่ผู้ขาย นั้นอาจจะไม่ควรถือว่าเป็นผู้กระทำความผิดเยี่ยงอาชญากรนั้น จริงๆ แล้วเป็นแนวคิดและแนวทางในการจัดการแก้ปัญหายาเสพติดระดับสากลโลกที่ใช้กันในหลายประเทศมาในระยะหนึ่งแล้ว หลังจากที่กลไกของอำนาจรัฐทั่วโลกเคยจัดการกับยาเสพติดด้วยแนวคิดดั้งเดิมที่ว่าผู้เสพก็ผิด ผู้ค้ายิ่งผิดเข้าไปใหญ่ และมีการลงโทษทางอาญาหรือเอาไปเข้าคุกหรือแม้แต่ประหารชีวิต แต่ก็ไม่ปรากฏว่าปัญหายาเสพติดนี้ลดลงแต่อย่างใด ยิ่งเลือกที่จะลงโทษอย่างรุนแรงก็ส่งผลให้ยาเสพติดนั้นเป็นสินค้าที่มีอุปสงค์สูงขึ้น แต่อุปทานต่ำจากความเสี่ยงทางกฎหมายของมัน จนกลายเป็นเรื่องหอมหวนเย้ายวนให้ผู้ประสงค์ความมั่งคั่งโดยไม่เลือกวิธีการ พวกธุรกิจสีดำหรือสีเทาเข้ามาสู่วงการกันมากขึ้น

หากเมื่อมีการเปลี่ยนมุมมองใหม่ในเรื่องนี้ ที่แยกแยะขอบเขตของโทษอาญาเอาเฉพาะกรณีที่จำเป็นและสมควร กับมาตรการเชิงสังคมกับผู้ที่อาจจะไม่ถึงกับต้องลงโทษที่กล่าวไปข้างต้นได้ในราวทศวรรษที่ผ่านมากลับปรากฏผลในทางที่ดีขึ้นในหลายประเทศที่ทดลองนำเอาแนวคิดนี้ไปใช้ ซึ่งเรื่องนี้มีผลการศึกษาทางวิชาการมากมาย

จนไม่น่าแปลกใจที่เมื่อมีการปรับปรุงทบทวนกฎหมายเรื่องนี้ในประเทศไทย ก็ได้นำเอาแนวคิดนี้มาปรับใช้ และประมวลกฎหมายยาเสพติดที่รับรองหลักการเรื่องนี้ก็ออกมาตั้งแต่ในสมัยรัฐบาลก่อน คุณหมอชลน่านเพียงเป็นผู้มาออกกฎหมายลูกที่กำหนดรายละเอียดไว้เท่านั้น ซึ่งอันที่จริงแล้ว กฎกระทรวงนี้อย่างไรก็จะต้องประกาศตามกฎหมายแม่ ไม่ว่าใครจะมาเป็นรัฐมนตรีก็ตาม ส่วนปริมาณสารเสพติดเท่าที่กฎหมายจะพอพิจารณาได้ว่าเป็นผู้เสพที่สมควรได้รับการบำบัด ก็เกิดจากการศึกษาในทางวิชาการที่มีการศึกษาและวิเคราะห์ยอมรับเป็นเบื้องหลังมาจากฝ่ายข้าราชการประจำอยู่แล้ว

แต่ก็กลายเป็นว่าเมื่อเรื่องนี้เป็นปัญหา บรรดานักวิชาการด้านยาเสพติดและอาชญาวิทยาก็ดี หรือแม้แต่องค์กรภาคเอกชนที่ทำงานกับเรื่องนี้ก็ดี ต่างก็สนับสนุนและเรียกร้องแนวทางการลดความเป็นอาชญากรรมของกฎหมายยาเสพติด การแก้ปัญหาเรื่องคนล้นคุก การมองว่าผู้เสพยาเสพติดควรถูกมองว่าเป็นผู้ป่วย ที่ต่างก็เคยแสดงความต้องการและเห็นด้วยกับแนวคิดใหม่ของกฎหมายยาเสพติดนี้ กลับพร้อมกันเงียบปากและไม่พยายามออกมาทำความเข้าใจกับสังคม ทิ้งให้ผู้ที่ลงนามในกฎกระทรวงนั้นกลายเป็นตัวต้นคิดที่จะต้องรับผิดแต่เพียงผู้เดียว ราวกับเป็นเวรกรรมของคุณหมอชลน่านที่ต้องเป็นผู้รับบาปเคราะห์และความโกรธขึ้งของสังคมแต่เพียงผู้เดียว

ดังนั้นถ้าในที่สุดแล้วรัฐบาลทนต่อเสียงเรียกร้องของเรื่องนี้ไม่ไหว มีการกลับหรือแก้กฎหมายยาเสพติดนี้ไปอยู่ในรูปแบบเดิมๆ ที่ใครเสพก็ติดคุก ใครขายก็ประหารชีวิตกันไปให้สะใจผู้คนแล้ว ในตอนนั้นก็อย่าได้ออกมาบ่นเสียดายก็แล้วกัน หากท่านเลือกเงียบไว้ในวันนี้ เพียงเพราะรู้สึกไม่อยากออกมาทำอะไรที่เหมือนกับเป็นการ “ปกป้อง” รัฐบาลที่ท่านไม่ชอบ แม้เขาจะทำให้เรื่องที่ท่านเองก็เห็นด้วยก็ตาม

พอพูดกันถึงเรื่องยาเสพติด ก็พลันมานึกถึงนายตำรวจคนดังที่เพิ่งเป็นข่าว ผู้ที่เกษียณอายุมาทำตามความฝันด้วยการเป็นอินฟลูเอนเซอร์สายคุณพ่อรู้ดีช่างจี้ขี้หัวร้อน ซึ่งคาแร็กเตอร์แบบนี้อาจจะถูกจริตคนกลุ่มหนึ่งที่อยากจะมีผู้ใหญ่สักคนที่ชอบแสดงอำนาจดุดันข่มขวัญไว้ตอบสนองความต้องการอันลึกลับ จนทำให้เขามีชื่อเสียงแบบเห็นหน้าในทุกสื่อแทบทุกวันนี้ ก่อนหน้านี้ เขาเองก็เคยเป็นผู้รับผิดชอบในภารกิจป้องกันและปราบปรามยาเสพติดของประเทศนี้ในช่วงหนึ่งไม่ใช่หรือ

น่ามีคนแอบสงสัยตรงกันอยู่บ้างว่า ทุกวันที่เห็นในหน้าจอดุเดือดขนาดนี้ เก่งขนาดนี้ สมัยที่เขารับราชการมีตำแหน่ง มีอำนาจหน้าที่ ผลงานของเขาต่อสถานการณ์เกี่ยวกับยาเสพติดของประเทศนี้คลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้นหรือไม่ หรือเป็นอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น ไม่ได้ต่างจากอีกหลายคนที่เคยอยู่ในตำแหน่งนี้ วิญญูชนก็คงต่างแจ้งประจักษ์ใจ

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image