อนาคตทางการเมือง ของกปปส.และสุเทพ

คําแถลงของคุณสุเทพ เทือกสุบรรณ หลังลาสิกขาดูเหมือนจะให้คำตอบแก่สิ่งที่ผมอยากรู้มานาน นั่นคือ กปปส.ยังเหลือพลังทางการเมืองหรือไม่ และมากน้อยเพียงไร ในเมื่อการรัฐประหารทำให้โอกาสที่ตระกูลชินวัตรจะกลับมามีอำนาจทางการเมืองเหลือน้อยลงมาก อย่างน้อยก็ในอนาคตที่พอมองเห็นได้ ปราศจากตระกูลชินวัตรในการเมือง กปปส.จะเหลือพลังทางการเมืองที่ตรงไหน

ต้องไม่ลืมด้วยว่า การเคลื่อนไหวจนเกิด กปปส.ของคุณสุเทพนั้น เป็นการเมืองมวลชนทางตรง ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่คุณสุเทพหรือพรรคประชาธิปัตย์ถนัด อย่างมากสุดที่เคยทำกันมาคือการชุมนุมหาเสียง (ซึ่งต้องอาศัยการ “จัดตั้ง” ในระดับหนึ่ง เช่น ขนคนมาฟัง) และการเคลื่อนไหวของ กปปส.ก็มีหลายส่วนที่ตรงกับยุทธวิธีชุมนุมหาเสียงของประชาธิปัตย์ ปัญหาที่น่าคิดกว่าว่าคุณสุเทพจะอยู่ในประชาธิปัตย์ต่อไปหรือไม่ก็คือ คุณสุเทพจะยังอยู่ในการเมืองมวลชนทางตรงต่อไปหรือไม่ หรือจะหวนกลับไปสู่การเมืองมวลชนจัดตั้งอย่างที่คุ้นเคย

แต่น่าเสียดายที่คำแถลงของคุณสุเทพดูเหมือนว่าคุณสุเทพก็อยากรู้อย่างเดียวกับผม คุณสุเทพเลือกกรุงเทพฯเป็นที่แถลงข่าวเกี่ยวกับมูลนิธิมวลมหาประชาชนฯ แต่กิจกรรมที่จะทำในเบื้องต้นนี้กลับไปทำที่สุราษฎร์ธานี เหมือนกับไม่แน่ใจว่ากรุงเทพฯจะอำนวยฐานทางสังคมที่แข็งแกร่งให้แก่โครงการของคุณสุเทพหรือไม่ ทั้งๆ ที่สองโครงการคือวิทยาลัยอาชีวภาวนาโพธิคุณ และชุมชนเศรษฐกิจพอเพียงเป็นกิจกรรมทางสังคม

กิจกรรมทางสังคมสองอย่างนี้ไม่ได้เป็นของใหม่แต่อย่างไร มีคนพูดและทำเรื่องนี้มาเกินทศวรรษแล้วทั้งนั้น โรงเรียนฝึกอาชีพและธรรมะนั้นนอกจากเอกชนทำแล้ว แม้แต่มหาวิทยาลัยก็เคยทำในรูปของวิทยาลัยชุมชน คือ ให้ความรู้ในเชิงที่จะตอบสนองการอาชีพโดยตรง (แต่มาแปรเปลี่ยนไปในภายหลัง) จะเป็นด้วยเวลาจำกัดหรืออย่างไรไม่ทราบ คุณสุเทพไม่ได้อภิปรายเรื่องนี้มากพอที่จะทำให้เห็นว่า โครงการวิทยาลัยอาชีพของมูลนิธิมีหลักคิดที่แตกต่างจากที่คนอื่นเขาทำมาอย่างไร จึงไม่อาจคาดหวังความสำเร็จของโรงเรียนนี้มากไปกว่าที่คนอื่นเขาทำไปแล้ว

ส่วนชุมชนเศรษฐกิจพอเพียงนั้นจะว่าเป็นของใหม่ก็ได้ในแง่ที่ว่าที่เขาทำๆ กันมาแล้ว เป็นการดำเนินงานของปัจเจกบุคคลในชุมชนหรือร่วมมือกันระหว่างบางครอบครัวในชุมชน แต่ครั้งนี้คุณสุเทพจะทำทั้งชุมชนซึ่งมีอุปสรรคมากมายอย่างไรคุณสุเทพอาจเรียนรู้ได้จากเพื่อนๆ NGO ของคุณสุเทพเอง อย่างไรก็ตาม คุณสุเทพมีเส้นสายมากทั้งในและนอกวงการเมือง โครงการอาจประสบความสำเร็จให้เป็นข่าวก็ได้ ถ้าคุณสุเทพใช้เส้นสายของตนเพื่อช่วยประกันตลาดให้แก่ชุมชนเศรษฐกิจพอเพียง (อย่าพูดเลยว่า เศรษฐกิจพอเพียงต้องการแค่อาหารให้อิ่มท้อง ชีวิตของโลกปัจจุบันบังคับให้ต้องมีเงินสดด้วย) และต้องใช้เงินอุดหนุนอย่างน้อยในระยะแรกเริ่มมากพอดู จึงจะทำได้ทั้งชุมชนจริง

แต่ทั้งสองโครงการนี้มาเริ่มในช่วงที่ผมคิดว่า มีข้อสงสัยทั้งในพุทธธรรมและเศรษฐกิจพอเพียงว่า อาจให้คำตอบแก่สังคมและเศรษฐกิจในชีวิตจริงอย่างยั่งยืนได้แน่หรือ ก็ขนาดสวนโมกข์ยังทรุดไปได้ขนาดนี้เมื่อสิ้นท่านพุทธทาส

ส่วนกิจกรรมทางการเมืองนั้นมีสองอย่างล้วนเป็นกิจกรรมที่มองไม่เห็นถนัดว่าแรงสนับสนุนทางการเมืองที่เป็นจริงจะมีมากน้อยเพียงไร อย่างแรกคือใช้สื่อออนไลน์เพื่อเป็นศูนย์รวบรวมความเห็นและแนวทางสร้างสรรค์สำหรับประเทศและอาจมีข้อเสนอแนะหรือข้อท้วงติงเป็นลายลักษณ์อักษรส่งให้แก่ คสช.ด้วยกิจกรรมอันนี้ทำให้คุณสุเทพแน่ใจได้ว่าการเคลื่อนไหวของตนจะได้พื้นที่ในสื่ออย่างไม่ต้องสงสัยเพราะกึ๋นของสื่อไทยก็มีเท่าที่เห็นๆ กันอยู่

กิจกรรมทางการเมืองอีกอย่างหนึ่งคือส่งคุณกษิต ภิรมย์ ซึ่งเคยอยู่ในวงการทูตและเคยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ไปล็อบบี้ผู้มีอิทธิพลทางการเมืองระหว่างประเทศในต่างประเทศ

กิจกรรมทางการเมืองทั้งสองอย่างจะทำให้พลังทางการเมืองของ กปปส.ฟื้นกลับมาแค่ไหนไม่ได้ขึ้นอยู่กับผู้ทำกิจกรรมเพียงฝ่ายเดียว แต่ขึ้นอยู่กับคนอื่นที่ไม่ได้อยู่ในการกำกับของคุณสุเทพมากทีเดียว ผู้คนคงเขียนความเห็นของตนมาสู่เว็บไซต์ของมูลนิธิมากพอสมควรหากคุณสุเทพสามารถทำให้การเสนอแนะและท้วงติง คสช.ของตนเป็นข่าวได้ตลอดไป คนไทยเวลานี้ทุกสีต่างหิวกระหายที่จะแสดงความเห็นทางการเมืองกันทั้งนั้น แต่ในขณะเดียวกัน เว็บไซต์ของมูลนิธิคุณสุเทพก็ต้องแข่งขันกับช่องทางออนไลน์ของเอกชนนับหมื่นนับแสน ที่เปิดให้ผู้คนแสดงความคิดเห็นทางการเมืองและสังคมตลอดมาอยู่แล้ว เว็บไซต์ของคุณสุเทพเป็นเพียงทางลัดที่จะเป็นข่าวได้เร็วขึ้นเท่านั้น หากคุณสุเทพสามารถกำกับสื่อได้ คสช.ย่อมต้องมีปฏิกิริยาตอบโต้ไม่ในทางใดก็ทางหนึ่ง ซึ่งยิ่งทำให้เป็นข่าวมากขึ้น ความสำเร็จของคุณสุเทพในด้านนี้จึงขึ้นอยู่กับว่า คสช.จะเลือกมีปฏิกิริยาต่อข้อเสนอแนะและท้วงติงของมูลนิธิอย่างไร หากทำอย่างไม่ฉลาด ก็เท่ากับฟูมฟักพลังอิสระทางการเมืองขึ้นมาอีกพลังหนึ่ง

ในส่วนการเดินสายของคุณกษิตและคณะนั้น ให้น่าเชื่อว่าจะไม่ทำให้มหาอำนาจตะวันตกประเทศใดเปลี่ยนนโยบาย อย่าลืมว่าคุณกษิตไม่ได้เป็นตัวแทนของรัฐ ส่วนจะเป็นตัวแทนของกลุ่มพลังทางการเมืองที่ใหญ่แค่ไหน ก็ไม่ชัด ดังนั้น สายสัมพันธ์ของคุณกษิตในต่างประเทศจะเปิดให้คุณกษิตได้พบคนระดับไหนจึงไม่แน่นัก เช่น รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ หรืออังกฤษ หรือฝรั่งเศส จะเปิดให้คุณกษิตเข้าพบหรือไม่ หากรู้ว่าจะเป็นข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ น่าสงสัยอย่างยิ่งว่าทั้งคุณสุเทพและคุณกษิตต่างก็รู้ว่า การเดินสายนี้ไม่เกิดประโยชน์อันใด แต่ต้องการดำเนินการเพื่อมุ่งประโยชน์ทางการเมืองภายในของไทยเองมากกว่า

อย่างน้อยก็แสดงว่าคุณสุเทพมีบุคลากร “มืออาชีพ” จริง มากกว่านายทหารที่เข้ามาดำรงตำแหน่งอยู่ขณะนี้

ในขณะที่ประกาศตั้งมูลนิธิ ขยายสมาชิกด้วยการให้ส่งเงินบริจาค และมีโครงการทางสังคมและการเมืองดังกล่าวแล้ว ยังมีข่าวด้วยว่าคุณสุเทพได้ส่งหนังสือขอให้ทางสำนักงานตำรวจฯทบทวนการย้ายนายตำรวจในพื้นที่ภาคใต้นายหนึ่ง นี่คือบทบาททาง “การเมือง” ซึ่งคุณสุเทพคุ้นเคยมากกว่าการเมืองมวลชนทางตรงอย่างผู้นำขบวนการ กปปส.

แม้กระนั้นคุณสุเทพก็ประกาศยืนยันว่าความเคลื่อนไหวของมูลนิธิไม่เกี่ยวกับพรรคประชาธิปัตย์ ทั้งตนเองก็จะไม่กลับไปสังกัดพรรคดังกล่าวอีกทั้งๆ ที่บทบาทให้ความคุ้มครองแก่ “คนของตน” ในพื้นที่ภาคใต้กับสถานะของตนในพรรค ปชป. เคยหนุนช่วยแก่กันและกัน บัดนี้คุณสุเทพเลือกที่จะขยายบารมีอุปถัมภ์ของตนโดยไม่สัมพันธ์กับพรรค ความสามารถเช่นนี้อาจทำได้ในระยะยาวหรือไม่ ยังน่าสงสัยอยู่ เพราะเป็นที่แน่นอนแล้วว่าคุณสุเทพจะไม่กลับไปเป็นรัฐมนตรีอีก แม้ว่า ปชป.จะได้ความไว้วางใจจากสภาที่มาจากการเลือกตั้งก็ตาม เหตุใดสำนักงานตำรวจฯและกระทรวงมหาดไทยจะต้องเกรงใจไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

ถึงไม่สังกัดพรรค แต่คุณสุเทพก็ยังสามารถแผ่บารมีของตนไปเหนือ ส.ส.ประชาธิปัตย์ได้จำนวนหนึ่งแน่นอน ประชาธิปัตย์ไม่เคยขาดนายทุนหรือ “ผู้ใหญ่” ประเภทนี้ตลอดมา คนเหล่านี้ได้ประโยชน์จากรัฐบาลที่มีประชาธิปัตย์อยู่ด้วยจากการมีส่วนกำหนดนโยบายสาธารณะได้ในระดับหนึ่ง โดยเฉพาะนโยบายสาธารณะที่กระทบผลประโยชน์ทางธุรกิจของตน แต่นายทุนและ “ผู้ใหญ่” ไม่เคยสนใจจะเข้าไปยุ่งกับการเมืองภายในพรรค คุณสุเทพซึ่งไม่มีชื่อในทางธุรกิจชนิดใดชนิดหนึ่งเป็นพิเศษ จะต้องการเพียงมีส่วนกำหนดนโยบายสาธารณะทางธุรกิจ หรือต้องการเข้าไปกำกับควบคุมการเมืองภายในของพรรคประชาธิปัตย์

วันหนึ่งในอนาคต จึงอาจเป็นไปได้ว่าอำนาจอุปถัมภ์ของคุณสุเทพต่อ ส.ส.บางส่วน จะกลายเป็นภาระที่หนักเกินกว่า ส.ส.จะแบกรับไหว เว้นแต่การเมืองไทยยังมีลักษณะอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบันสืบไป กล่าวคือเสียงของคุณสุเทพจะมีน้ำหนักควรรับฟังแก่ผู้มีอำนาจเสียยิ่งกว่าเสียงของประชาธิปัตย์ ทั้งนี้ ย่อมขึ้นอยู่กับว่าคุณสุเทพยังมีมวลชนที่สามารถออกปฏิบัติการทางการเมืองโดยตรงอยู่มากน้อยเพียงไร

ดังนั้นสิ่งที่น่าสนใจก็คือหากคุณสุเทพไม่สามารถฟื้นฟูพลังทางการเมืองของ กปปส.กลับมาได้ใหม่ ผู้นำ กปปส.คนอื่นจะสามารถทำแทนได้หรือไม่ คำตอบคือไม่น่าจะเป็นไปได้เมื่อเปรียบเทียบบารมีและสถานะของคุณสุเทพที่มีในพรรคประชาธิปัตย์มาก่อน ในภาคใต้ซึ่งมีผู้คนภายใต้ระบบอุปถัมภ์ของคุณสุเทพจำนวนมาก นับตั้งแต่ผู้ว่าฯ ลงมาถึงสารวัตรตำรวจ และหัวคะแนนระดับกำนันผู้ใหญ่บ้านและผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น มองไม่เห็นว่าผู้นำคนอื่นจะมีบารมีเทียบเท่าแม้แต่ในระดับใกล้เคียงสักคนเดียว

หากคุณสุเทพฟื้นพลังทางการเมืองของ กปปส.ไม่สำเร็จ ก็เป็นอันจบฉากของ กปปส.ไปอย่างถาวร ซึ่งนั่นหมายความว่าฉากการเมืองของคุณสุเทพก็จะค่อยๆ ปิดตามไปด้วย

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้นายกฯโอดน้องผมทำอะไรผิด ยันผบ.ทบ.ต้องโตด้วยตัวเอง ถามกลับคนนามสกุลเดียวกันยังเป็นนายกฯได้
บทความถัดไป‘กอล์ฟ ฟักกลิ้ง ฮีโร่’ เล็งมอบเงินจากยอดดาวน์โหลดเพลง ‘ชูใจ’ ช่วยบ้านเด็กพิการ