พสกนิกรหลั่งไหลสักการะพระบรมราชสรีรางคาร ‘ในหลวง ร.9’ แน่น ‘วัดบวรฯ-วัดราชบพิธฯ’

เมื่อเวลา 06.00 น. วันที่ 13 ตุลาคม ที่วัดบวรนิเวศวิหาร ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศพิธีบำเพ็ญกุศลถวายแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคตเป็นปีที่ 2 มีพสกนิกรพร้อมครอบครัวพร้อมใจใส่ชุดสีเหลือง ชุดสีขาว และแต่งกายสุภาพมาร่วมในพิธีเป็นจำนวนมาก โดยตั้งแต่ช่วงเช้ามีพิธีทำบุญตักบาตรพระภิกษุ จำนวน 125 รูป ถวายพระราชกุศลฯ ที่บริเวณด้านหน้าพระอุโบสถ

โอกาสนี้ สมเด็จพระวันรัต เจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร ประธานฝ่ายบรรพชิต จุดธูปเทียนที่เครื่องทองน้อยถวายราชสักการะพระบรมราชสรีรางคาร พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ที่บรรจุใต้ฐานพุทธบัลลังก์พระพุทธชินสีห์ พระประธานในพระอุโบสถ ต่อมาสมเด็จพระวันรัตพร้อมด้วยประธานฝ่ายคฤหัสถ์และพุทธศาสนิกชน ร่วมทำบุญตักบาตรพระภิกษุสามเณร จำนวน 125 รูป บริเวณด้านหน้าพระอุโบสถ

จากนั้นเวลา 08.00 น. ทางวัดได้เปิดพระอุโบสถให้พุทธศาสนิกชนและประชาชนทั่วไปเข้ากราบสักการะพระพุทธชินสีห์พระประธานในพระอุโบสถ และกราบถวายสักการะพระบรมราชสรีรางคาร พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และร่วมเจริญจิตตภาวนาถวายเป็นพระราชกุศล ซึ่งเปิดถึงเวลา 21.30 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริเวณโดยรอบของวัดบวรฯยังมีการจัดตั้งโรงทานของหน่วยงานและองค์กรต่างๆ รวมถึงภาคประชาชนที่ต่างนำอาหาร น้ำดื่ม ขนม ยาดม มาแจกจ่ายพุทธศาสนิกชนและประชาชนทั่วไปที่มาร่วมในพิธี

ขณะที่วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม จัดพิธีตักบาตรอุทิศถวายเป็นพระราชกุศล 60 รูป และถวายภัตตาหารเช้าแด่พระสงฆ์ตั้งแต่เวลา 07.00 น. โดยมีประชาชนจากทั่วทุกสารทิศนำอาหารแห้งมาร่วมตักบาตรอย่างเนืองแน่น รอบพระอุโบสถ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าภายหลังจากพิธีตักบาตรในช่วงเช้าแล้ว พสกนิกรจากทั่วทุกสารทิศต่างแต่งกายด้วยเสื้อสีเหลือง จูงบุตรหลานมาร่วมกราบสักการะพระบรมราชสรีรางคาร พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ซึ่งบรรจุใต้ฐานพุทธบัลลังก์หินอ่อน พระพุทธอังคีรส พระประธานประจำพระอุโบสถอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งวัน เพื่อเป็นสิริมงคล ซึ่งทางวัดได้เปิดให้ประชาชนเข้าสักการะตลอดทั้งวัน โดยประชาชนยังได้สักการะพระราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ประดิษฐานอยู่ด้านข้างพระอุโบสถด้วย ประชาชนบางส่วนตั้งใจว่าจะเดินทางมาวัดราชบพิธฯ ก่อนเดินทางไปยังวัดบวรนิเวศวิหารต่อไป รวมถึงทำบุญเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลตลอดทั้งวัน นอกจากนี้ ประชาชนผู้มีจิตศรัทธายังได้ตั้งเต็นท์แจกอาหารให้กับประชาชนที่เดินทางมาตลอดทั้งวัน อาทิ ส้มตำ ก๋วยเตี๋ยว ก๋วยเตี๋ยวหลอด เป็นต้น

นางสาวจันที สง่าทรัพย์ อายุ 52 ปี ชาวจังหวัดยโสธร เดินทางมาพร้อมครอบครัว กล่าวภายหลังเข้ากราบสักการะว่า วันนี้ถือเป็นวันสำคัญของตน ประการแรกคือวันคล้ายวันสวรรคตในหลวง รัชกาลที่ 9 และเป็นวันเกิดของตน จึงตั้งใจเดินทางมาทำบุญตักบาตรและกราบพระบรมราชสรีรางคาร ซึ่งตั้งแต่ช่วงเช้ามืดได้ไปกราบที่วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร จากนั้นก็มากราบต่อที่วัดบวรฯ และจะเดินทางไปวัดพระศรีรัตนศาสดารามต่อ ทั้งนี้ 2 ปีที่ผ่านมา เมื่อได้รำลึกถึงพระองค์ ตนก็ยังคงร้องไห้ตลอด แต่ขณะเดียวกันได้นำคำสอนของพระองค์มาปฏิบัติจริงจังกับชีวิต อย่างการใช้ชีวิตพอเพียง โดยเฉพาะการใช้จ่ายอย่างมีสติ ใช้จ่ายอย่างคุ้มค่า ซึ่งทำให้ตนมีเงินเหลือเก็บมากขึ้น

นางสาวจันที สง่าทรัพย์

“วันเกิดของใครหลายคนอาจเป็นวันเฉลิมฉลอง แต่สำหรับดิฉันจากนี้คือการได้มาทำบุญเพื่อถวายเป็นพระราชกุศล ซึ่งให้ความสำคัญเป็นลำดับแรก ทั้งหมดนี้เพราะรักพระองค์ ที่ทรงทำคุณงามความดีมากมาย ไม่ว่าจะต้องเดินทางไปยากลำบากแค่ไหน ซึ่งไม่มีพระมหากษัตริย์ในโลกที่เหมือนพระองค์” นางสาวจันทีกล่าว

ส่วน นางสุรัสวดี คำเถียร อายุ 56 ปี ชาวกรุงเทพฯ มาพร้อมสามีและหลาน กำลังยืนแจกยาดมให้ผู้ที่มากราบพระบรมราชสรีรางคารอยู่ด้านหน้าพระอุโบสถ กล่าวด้วยสีหน้าปลาบปลื้มว่า ได้นำยาดม 1,000 ชุดมาแจกประชาชน เพราะคิดว่าวันนี้คนต้องมากราบพระบรมราชสรีรางคารเป็นจำนวนมากและเป็นวันที่มีอากาศร้อน เพื่อให้ประชาชนได้หายใจสะดวกชุ่มชื่น ซึ่งพอเห็นว่าสิ่งของที่แจกได้เกิดประโยชน์แก่ผู้รับ ก็รู้สึกอิ่มเอมใจและยิ่งรู้สึกคิดถึงพระองค์ที่ทรงงานเพื่อประชาชนมาตลอด และจริงๆ พวกเราเริ่มแจกยาดมมาตั้งแต่ช่วงเปิดให้เข้ากราบพระบรมศพแล้ว

นางสุรัสวดี คำเถียร และครอบครัว

นางสาวสุรัสวดีกล่าวอีกว่า 2 ปีที่ผ่านมายังรำลึกถึงพระองค์ตลอดและปวารณาตนจะช่วยเหลือสังคมเท่าที่จะทำได้ อย่างตนมีอาชีพทำเบเกอรี่ ช่วงเวลา 2 ปีที่ผ่านมาก็ร่วมกับมูลนิธิตำรวจตระเวนชายแดน ไปสอนชาวไทยภูเขาให้ทำเบเกอรี่จากวัตถุดิบที่เขามี เพื่อประกอบเป็นอาชีพที่คนไทยมักแห่ไปเที่ยวภาคเหนือช่วงฤดูหนาว เขาจะได้มีรายได้เพิ่มนอกจากขายกาแฟอย่างเดียว ขณะที่จากนี้ตั้งเป้าหมายจะไปสอนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วย อย่างไรก็ดี สิ่งที่ทำไม่มีค่าตอบแทน แต่ที่ได้กลับมาคือความสุขมากมายแบบที่ทำแล้วไม่เหนื่อยเลย

นางอาภรณ์ ขุททกพันธุ์ อายุ 82 ปี ชาวกรุงเทพฯ เดินทางมากับลูกสาว 2 คน เพื่อสักการะพระบรมราชสรีรางคารในหลวง ร.9 โดยช่วงเช้าได้ตักบาตรอาหารแห้งที่วัดราชาธิวาสก่อน และตั้งใจจะจุดเทียนที่ท้องสนามหลวงในช่วงเย็น เมื่อได้มากราบพระบรมราชสรีรางคารในพระอุโบสถแล้ว ก็ให้รู้สึกท่วมท้น ความรู้สึกเดิมๆ ยังคงกลับมา ทั้งอิ่มใจ และมีหลายความรู้สึกที่บรรยายไม่ได้ ทุกวันนี้ยังรู้สึกว่าพระองค์ทรงอยู่กับเรา ไม่ได้ไปไหน จดจำภาพที่พระองค์ทรงมีเมตตากับคนไทย ไม่เหมือนกับใครอื่น 2 ปีที่ผ่านมา ก็ยังคงน้อมนำคำสอนมาปรับใช้เสมอ และยังรู้สึกว่ามีชีวิตที่ดีได้เพราะพระองค์ทรงทำเพื่อคนไทยตลอดมา

นางอาภรณ์ ขุททกพันธุ์

ขณะที่ นางเสงี่ยม สิงห์แก้ว อายุ 60 ปี อาชีพค้าขาย เดินทางมาจาก จ.ลำปาง กับเพื่อน 9 คน เพื่อทำบุญ 9 วัดถวายเป็นพระราชกุศล โดยได้ไปตักบาตรที่พระลานพระราชวังดุสิต ก่อนตระเวนไปวัดต่างๆ เพราะถือเป็นวันดี ปีที่แล้วก็ได้ทำบุญที่วัดศรีธงไชย ที่ในหลวง ร.9 เคยเสด็จฯไปยกช่อฟ้า ปีนี้จึงถือเป็นโอกาสที่ดีที่ได้มาทำบุญในที่ๆ พระองค์ประทับอยู่

นางเสงี่ยม สิงห์แก้ว

 

บทความก่อนหน้านี้นายกฯนำ ขรก.วางพวงมาลา รำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ในหลวง ร.9
บทความถัดไปรอดตากว่า 3 ปี จับชาวแคมารูน 2 ราย อยู่เกินกม.กำหนด