ดร.สุเมธ น้อมรำลึกรัชกาลที่ 9 ทรงยิ่งใหญ่ด้วยงาน เตรียมจัดสร้างภาพฝาผนังพระราชกรณียกิจ วัดพระราม 9

ดร.สุเมธ น้อมรำลึกรัชกาลที่ 9 ทรงยิ่งใหญ่ด้วยงาน เตรียมจัดสร้างภาพจิตรกรรมฝาผนังพระราชกรณียกิจ วัดพระราม 9

น้อมรำลึกรัชกาลที่ 9 – เมื่อเวลา 07.30 น. วันที่ 13 ตุลาคม ที่วัดพระราม 9 กาญจนาภิเษก จัดกิจกรรมตักบาตรเทโวโรหณะ ข้าวสารอาหารแห้ง แก่พระภิกษุสามเณร 100 รูป ถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในวันออกพรรษา และวันเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เพื่อนำมอบให้กองทัพภาคที่ 1 นำไปถวายอุปถัมภ์พระภิกษุสามเณรใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ และชาวบ้านที่ประสบอุทกภัยในหลายจังหวัด มีพุทธศาสนิกชนมาร่วมตักบาตรทำบุญเป็นจำนวนมาก

ต่อมาเวลา 10.00 น. พระธรรมบัณฑิต เจ้าอาวาส วัดพระราม 9 กาญจนาภิเษก พร้อมด้วย ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนาแถลงข่าวการนำ เรื่องราวพระราชประวัติ พระราชกรณียกิจ และปรัชญาการทรงงานของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ตลอดระยะเวลาครองราชย์ 70 ปีจำนวน 65 ตอน มาจัดทำเป็นจิตรกรรมฝาผนังพระระเบียงวัดพระราม 9 แนวศิลปะร่วมสมัย ขนาดความสูง 2.20 เมตร ยาว 50.23 เมตร เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ พระราชปณิธานและปรัชญาการทรงงานของพระองค์ที่ก่อเกิดประโยชน์สูงสุดแก่พสกนิกรชาวไทยสืบไป

ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ประธานกรรมการอำนวยการวัดพระราม 9 กาญจนาภิเษก และเลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา กล่าวว่า วันที่ 13 ตุลาคมนี้ คงเป็นวันที่เตือนความจำของเราอีกครั้ง เมื่อ 3 ปีที่แล้วพ่อของแผ่นดิน ได้จากเราไป โดยระหว่างที่ทรงครองราชย์มา 70 ปีนั้น พวกเรารับรู้รับทราบว่า ได้ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจต่างๆ เพื่อเป็นประโยชน์แก่ประชาชนคนไทยทั้งหมด เสด็จฯ ไปปฏิบัติพระราชกรณียกิจ ครั้งละ 8 เดือนทั่วประเทศไทย 2 เดือนทางเหนือ 2 เดือนทางอีสาน 2 เดือนทางใต้ และ 2 เดือนภาคกลาง แต่ละครั้งไม่ได้เสด็จฯ ไปตากอากาศอะไร แต่ทรงตรากตรำพระวรกาย ไปรักษาดิน น้ำ ป่า ที่ล้วนแล้วแต่เป็นปัจจัยแห่งชีวิตของพวกเราทั้งนั้น ซึ่งเรียกรวมๆ ว่าแผ่นดิน นอกจากนี้ยังมีพระราชกรณียกิจเกี่ยวกับเรื่องศาสนา การศึกษา การประกอบอาชีพต่างๆ

“วันนี้ แม้พระองค์ไม่ทรงอยู่กับเราแล้ว แต่คิดว่า คำสอนต่างๆ สิ่งที่พระองค์ทรงทำทั้งหลายทั้งปวงคงเป็นแนวที่จะนำมาใช้ในชีวิตของเราได้” ดร.สุเมธกล่าว

ดร.สุเมธ กล่าวอีกว่า สำหรับ วัดพระราม 9 กาญจนาภิเษก ตนคิดว่าเป็นสถานที่ประวัติศาสตร์ เพราะเป็นวัดเกี่ยวกับรัชกาลที่ 9 ที่ทรงสร้างขึ้น สืบเนื่องจากผู้มีจิตศรัทธาได้ถวายที่ดินและระบุวัตถุประสงค์ว่า ขอให้ทำ 2 กิจกรรม ส่วนหนึ่งเป็นโรงเรียน อีกส่วนหนึ่งให้เป็นวัด พระองค์จึงทรงมีพระราชกระแสรับสั่งให้ตนเป็นผู้ดำเนินการกิจกรรมทั้งสอง โดยทางฟากโรงเรียนได้มอบหมายให้กรุงเทพมหานครดำเนินการ ส่วนวัดได้วางแผนกับคนออกแบบให้มีการสร้างอุโบสถ ศาลาการเปรียญ กุฏิสงฆ์ ทุกสิ่งทุกอย่างที่วัดต้องมี

“ตอนนั้นตั้งงบประมาณไว้ 130 ล้านบาท จำได้ว่าเมื่อครั้งไปเข้าเฝ้าฯ ที่สวนจิตรลดาเพื่อทูลเกล้าฯ ถวายรายงานแผนการดำเนินงานให้พระองค์ทรงมีพระราชวินิจฉัย พระองค์รับสั่งว่า การเสนองบประมาณ มีการตัดใช่ไหม ตนกราบบังคมทูลว่า ใช่พระพุทธเจ้าค่ะ พระองค์รับสั่งต่อว่า ก็แล้วแต่ผู้บังคับบัญชาจะเห็นเหมาะ อย่างไรก็ตาม พระองค์ทรงนำดินสอมา และรับสั่งว่า ฉันตัดตัวเดียว ตัดเลขศูนย์ออกไปจาก 130 ล้าน เหลือ 13 ล้านบาท ฉันไม่ต้องการวัดใหญ่ ศูนย์รวมจิตใจไม่ได้ขึ้นอยู่กับขนาด พระพุทธเจ้าสอนคนตามต้นไม้ ดังนั้นขนาดไม่ได้มีความหมายอะไร วัดนี้ฉันต้องการวัดเล็กๆ เรียบง่ายที่สุดเท่าที่ทำได้ จะได้ไม่เป็นภาระของสงฆ์ และตรงนี้เป็นที่เหมาะแล้ว ชุมชนบริเวณนี้ จะได้ทำบุญกุศลได้สะดวกเป็นศูนย์รวมของจิตใจ เพื่อให้เป็นบวร คือ บ้าน วัด ราชการ โดยให้พระเป็นจุดศูนย์กลาง ประสานงานระหว่างราชการกับประชาชน พระองค์ทรงคิดอะไรรอบคอบมาก” ดร.สุเมธกล่าว

ดร.สุเมธ กล่าวอีกว่า เมื่อได้รับงบประมาณ 13 ล้านบาท ก็เริ่มดำเนินการ โดยโบสถ์ใช้งบประมาณในการก่อสร้าง 3 ล้านเศษ หลังจากสร้างขึ้นมาแล้ว มีความสวยงามกะทัดรัด โดยโบสถ์มีชื่อเรียกขานว่า “โบสถ์พอเพียง” ซึ่งก็เป็นแบบนี้จริงๆ เพราะพอเพียงกับการใช้งาน ดั่งที่พระองค์รับสั่ง วัดมีกิจกรรมประจำวัน สวดเช้า-เย็น ทำบุญบ้าง แค่นี้ก็พอแล้ว มีเทศกาลใหญ่ ก็ให้กางเต็นท์ไป ปีหนึ่งมี 3-4 ครั้ง พระองค์มีพระราชประสงค์ให้พระสงฆ์สอนอย่างเดียว โดยไม่ต้องกังวลกับสรรพสิ่ง อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากสวรรคตได้ 3 ปีแล้ว แต่ภารกิจหนึ่งที่ยังไม่สำเร็จสำหรับวัดนี้ คือ การสร้างภาพจิตรกรรมฝาผนังที่ระเบียงซึ่งสร้างขนานกับโบสถ์

“เรื่องนี้เป็นเรื่องคิดมานานตั้งแต่ทรงมีพระชนม์ชีพอยู่ กระทั่งสวรรคตก็ยังไม่แล้วเสร็จ แต่วันนี้เป็นฤกษ์งามยามดี ด้วยสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงดำรงตำแหน่งองค์นายกกิติมศักดิ์มูลนิธิชัยพัฒนา แทนรัชกาลที่ 9 มีพระราชกระแสให้แนวความคิดในการวาดภาพจิตรกรรมฝาผนังควรเล่าเรื่องรัชกาลที่ 9 ตั้งแต่พระราชพระวัติ ไปจนถึงพระราชกรณียกิจต่างๆ เพื่อให้อนุชนรุ่นหลังได้รับทราบถึงพระราชกรณียกิจนานัปการที่ทรงปฏิบัติเพื่อประชาชนชาวไทย”

“พระองค์ทรงงานมาตลอด 70 ปี ภาพจิตรกรรมฝาผนังแบ่งเป็น 65 ตอน พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงยิ่งใหญ่ด้วยงาน พระมหากษัตริย์จากประเทศอื่นๆ อาจจะยิ่งใหญ่ด้วยการรบ แต่พระองค์ยิ่งใหญ่ด้วยการปฏิบัติต่อประชาชน อันนี้เป็นสิ่งที่หาใครเปรียบยากในโลกนี้” ดร.สุเมธ กล่าว

ดร.สุเมธ กล่าวต่อว่า สำหรับการจัดสร้างภาพจิตรกรรมฝาผนังครั้งนี้ ในความจริงมูลนิธิชัยพัฒนาและวัดมีงบประมาณในการจัดสร้าง แต่ทางคณะกรรมการคิดว่าน่าจะมีผู้มีจิตศรัทธามีความประสงค์อยากร่วมบุญในครั้งนี้ด้วย จึงขอแจ้งข่าวสารให้ทราบสำหรับประชาชน องค์กร บริษัท ห้างร้านต่างๆ ที่มีจิตศรัทธาร่วมบุญกุศลในครั้งนี้ สามารถร่วมทำบุญในได้ แม้กระทั่งบาทเดียวก็นับเป็นกุศล

“งานครั้งนี้จะเป็นประวัติศาสตร์ที่พวกเราร่วมกันถ่ายทอดความทรงจำที่อยู่คู่กับประเทศไทยไปชั่วกาลนาน ผ่านจิตรกรรมฝาผนังระเบียงวัดพระราม 9 กาญจนาภิเษก” ดร.สุเมธกล่าว

พระธรรมบัณฑิต เจ้าอาวาสวัดพระราม9 ฯ กล่าวว่า ปัจจุบัน งานจิตรกรรมฝาผนังได้ดำเนินการถึงขั้นตอนการออกแบบภาพร่างจิตรกรรมต้นแบบ และเตรียมพร้อมขยายแบบขึ้นโครงสร้างติดตั้ง วาด และลงสี โดยจิตรกรผู้ชำนาญการการติดตั้งกรอบกระจกเพื่อป้องกันภาพเขียน รวมถึงการปรับแต่งภูมิทัศน์รอบพระระเบียงและพระอุโบสถ โดยคาดการณ์จะเสร็จสิ้นในปี พ.ศ.2564 ซึ่งการดำเนินจะใช้งบประมาณทั้งสิ้น 20 ล้านบาท

นายมณเฑียร ชูเสือหึง จิตรกรผู้เชี่ยวชาญ สำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร กล่าวว่า โครงการภาพเขียนจิตรกรรมฝาผนังมีการดำเนินการวางแผนมาตั้งแต่ปี 2549 โดยมีการจัดตั้งคณะกรรมการดำเนินงาน มี พล.อ.ต.อาวุธ เงินชูกลิ่น อธิบดีกรมศิลปากรสมัยนั้นเป็นประธานคณะดำเนินงาน ต่อมาปี 2553 เริ่มรวบรวมข้อมูล รูปแบบ และงบประมาณ จากนั้นปี 2554 ได้ดำเนินการหาข้อมูลเบื้องต้น 2 หมวด ได้แก่ หมวดพระราชประวัติ พระราชพิธี และเหตุการณ์สำคัญในยุคสมัยนั้น และหมวดโครงการพระราชดำริ แต่ยังไม่ทันได้ดำเนินการเขียน ประธานคณะกรรมการฯ ล้มป่วย จนกระทั่งปี 2556 ตนได้รับมอบหมายต่อให้ดำเนินการจัดสร้างภาพเขียนดังกล่าว โดยใช้รูปแบบและเนื้อหาเดิมเพื่อจัดวางองค์ประกอบและลำดับโครงเรื่องทั้งสองหมวดให้ใกล้เคียงกัน แต่เน้นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริเป็นหลักใหญ่ รวบรวมมาได้ทั้งหมด 154 ตอน จากนั้นตนคัดเหลือ 80 ตอน ก่อนส่งให้ประธานคณะกรรมการฯ พิจารณา และคัดเหลือ 70 ตอน

ต่อมาตนได้ลำดับจัดวางและสเก็ตภาพลายเส้นได้ 64 ตอน ต่อมาปี 2557 ได้ลำดับเนื้อหาเรื่องราวและภาพร่างต้นแบบ เสนอ ดร.สุเมธ ประธานคณะกรรมการอำนวยการและพัฒนาวัดพระราม 9 พิจารณาในเบื้องต้น ซึ่งมีการเปลี่ยนเนื้อหาเล็กน้อย ลำดับเนื้อหาใหม่เริ่มต้นตั้งแต่พระประสูติ พระราชประวัติ พระราชพิธี และโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ให้ยึด ดิน น้ำ ลม ไฟ เป็นตัวตั้ง เน้นโครงการพระราชดำริ

“ส่วนการเขียนภาพเป็นรูปแบบจิตรกรรมร่วมสมัยเสมือนจริง เป็นธรรมชาติ โดยใช้รูปแบบการเขียนจิตรกรรมไทยโบราณผสมผสานการเขียนเป็นสมัยใหม่ที่เน้นความถูกต้องของกายวิภาค โครงสร้างกล้ามเนื้อ เสมือนจริงทุกอย่างแม้กระทั่งภาพบุคคล การแต่งกาย เพียงแต่มาใส่การตัดเส้นรอบนอกแบบโบราณ ตามรูปแบบที่ในหลวง รัชกาลที่ 9 พระราชทานคำแนะนำแนวการเขียนภาพจิตรกรรมฝาผนังวัดพระแก้ว เราจะเขียนเหมือนจริงทุกอย่าง เหตุการณ์นั้น พระบรมวงศานุวงศ์ที่ร่วมเสด็จ พื้นที่ในโครงการ ผู้ติดตาม พสกนิกรในเหตุการณ์เป็นอย่างไร ก็เขียนเหมือนจริงทั้งหมด และใช้ธรรมชาติ เช่น ต้นไม้ โขดหิน ท้องฟ้า แม่น้ำ แบ่งแต่ละตอน เพื่อให้ภาพเหล่านั้นมีความสัมพันธ์ทางด้านรูปทรง“ นายมณเฑียร กล่าว

นายมณเฑียร กล่าวว่า เมื่อภาพร่างจิตรกรรมต้นแบบผ่านการพิจารณาตามขั้นตอนเรียบร้อยแล้ว จะมีการสเก็ตสีภาพจิตรกรรมต้นแบบ ก่อนจะขยายอัตราส่วนภาพต้นแบบในอัตรา 1:5 จากนั้นเข้าสู่การจัดเตรียมพื้นผิวเพื่อวาดภาพ ติดตั้งผนึกผ้าใบ หลังจากนั้นจะคัดลอกเนื้อหาทั้ง 65 ตอน เป็นลายเส้นลงบนผ้าใบ พร้อมลงสีโดยรวม ขั้นตอนต่อไปคือ ปิดทองคำเปลว และปิดเส้นสีทอง ในส่วนที่เป็นฉลองพระองค์ สถาปัตยกรรมวัดวาอาราม และเรือพระราชพิธี เครื่องสูงประกอบพระราชพิธี เพื่อบ่งบอกถึงความสำคัญของตอนนั้นๆ ทั้งยังเป็นการสร้างคุณค่าให้กับภาพจิตรกรรม ก่อนจะเก็บรายละเอียดให้สวยงาม สมบูรณ์ และประณีต โดยจิตรกรรมฝาผนังนี้กำหนดแล้วเสร็จเดือนกุมภาพันธ์ ปี 64

“ ในฐานะที่ตนเป็นช่างเขียนและข้าราชการสังกัดกรมศิลปากรการเคยได้รับมอบหมายให้เขียนภาพจิตรกรรมฝาผนังถวายสถาบันพระมหากษัตริย์หลายครั้ง ตลอดจนภาพเขียนวัดพระราม 9 ครั้งนี้ รู้สึกปลื้มปีติและดีใจสูงสุด ที่ได้โอกาส และได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการให้มาดำเนินการเขียนภาพในครั้งนี้ เพื่อเป็นการถ่ายทอดพระราชปณิธานและปรัชญาการทรงงานของพระองค์ท่านให้คนรุ่นหลังศึกษาเรียนรู้และนำไปใช้ในการดำรงชีพต่อไป “ นายมณเฑียร กล่าว

สำหรับ ภาพจิตรกรรมฝาผนัง นี้ แบ่งเป็นเหตุการณ์สำคัญ อาทิ  ภาพเสด็จพระราชสมภพ ณ โรงพยาบาลเมาต์ออเบิร์น เมืองเคมบริดจ์ รัฐแมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกา ภาพพระราชพิธีบรมราชาภิเษก การฟื้นฟูพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ภาพทรงผนวช ภาพเสด็จพระราชดำเนินโดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ฟื้นฟูการถวายผ้าพระกฐินทางน้ำ ภาพพระราชพิธีงานฉลองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี ภาพพระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี โครงการแก้มลิงโครงการทางยกระดับลอยฟ้าบรมราชชนนี โครงการศูนย์ศึกษาพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ จังหวัดเชียงใหม่ มูลนิธิโครงการหลวง โครงการศูนย์ศึกษาพัฒนาภูพาน จังหวัดสกลนคร โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนศูนย์ศึกษาการพัฒนาและบริการด้านการเกษตรห้วยซอนนครหลวงเวียงจันทน์ โครงการตามพระราชประสงค์หุบกระพงจังหวัดเพชรบุรี รายการโทรทัศน์เพื่อการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม โครงการคลองระบายน้ำพุบาเจาะจังหวัดนราธิวาสโครงการป้องกันและบรรเทาอุทกภัยเมืองชุมพร ฯลฯ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับช่องทางการร่วมทำบุญ มี 3 ช่องทาง ประกอบด้วย 1.ตู้รับบริจาค โครงการเขียนภาพจิตรกรรมฝาผนังฯ ณ วัดพระราม 9 กาญจนาภิเษก 2.โอนเงินบริจาคทาง บัญชีออมทรัพย์ ธนาคารกสิกร ชื่อบัญชี วัดพระราม 9 กาญจนาภิเษก เลขที่บัญชี 059-8-14733-7 และ 3.บริจาคผ่านการแสกนคิวอาร์โค้ด

 

บทความก่อนหน้านี้“โหรฟองสนาน”ชี้ ราศีนี้เข้าสู่วาระฟุ่งเฟือง คนลือเลื่อง ลาภเหลือหลาย
บทความถัดไป“นายกฯ” เป็นประธานจัดกิจกรรมจิตอาสา ปรับภูมิทัศน์ ทำความสะอาด คู คลอง ถวายพระราชกุศล ร.9 (คลิป)