กรมสมเด็จพระเทพฯ เสด็จฯ เปิดนิทรรศการ ‘ศิลปกรรมช้างเผือก’ ทรงวาดภาพฝีพระหัตถ์

กรมสมเด็จพระเทพฯ เสด็จฯ เปิดนิทรรศการ ‘ศิลปกรรมช้างเผือก’ ทรงวาดภาพฝีพระหัตถ์

เมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 8 กันยายน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ ทรงเปิดนิทรรศการและพระราชทานรางวัลในงาน “ศิลปกรรมช้างเผือก ครั้งที่ 9” ภายใต้หัวข้อ “สยามเมืองยิ้ม” โดย บมจ.ไทยเบฟเวอเรจ ณ ชั้น 7 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร โดยมี พลตำรวจเอกอัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นายฐาปน สิริวัฒนภักดี กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บมจ.ไทยเบฟเวอเรจ นายนิติกร กรัยวิเชียร ผู้อำนวยการโครงการส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม บมจ. ไทยเบฟเวอเรจ และคณะผู้จัดงาน เฝ้าฯ รับเสด็จ

การนี้ กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงตัดแถบแพรเปิดนิทรรศการฯ พร้อมทั้งทรงวาดภาพฝีพระหัตถ์ จากนั้นทอดพระเนตรนิทรรศการภายในงาน เสด็จฯ กลับ

สำหรับการดำเนินการประกวด “ศิลปกรรมช้างเผือก” เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2554 และดำเนินงานต่อเนื่องเรื่อยมาเป็นประจำทุกปี โดยในปี พ.ศ. 2563 ซึ่งนับเป็นการจัดการประกวดครั้งที่ 9 ภายใต้หัวข้อ ‘สยามเมืองยิ้ม’ เพื่อให้ศิลปินผู้สร้างสรรค์ผลงานศิลปะได้แสดงฝีมือและความคิดสร้างสรรค์ โดยตีความจากโจทย์ที่กำหนดให้ ซึ่งศิลปินที่เข้าร่วมประกวดแต่ละคน ก็ต่างสร้างสรรค์ผลงานที่น่าสนใจในรูปแบบและแนวทางที่แตกต่างได้อย่างน่าประทับใจ และได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี โดยมีศิลปินจำนวน 205 คน ส่งผลงานเข้าร่วมประกวดจำนวนทั้งสิ้น 235 ชิ้น โดยมีผลงานที่ได้รับรางวัลจำนวน 21 ชิ้น และผลงานที่ได้รับคัดเลือกให้ร่วมแสดงในนิทรรศการจำนวน 34 ชิ้น รวมผลงานจัดแสดงในนิทรรศการทั้งสิ้น 55 ชิ้น

ทั้งนี้ ผลงานที่ได้รับรางวัลช้างเผือก ได้แก่ “เสน่ห์ศิลป์แผ่นดินสยาม” โดย คุณธมลวรรณ แสงนาค รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ “สุขสัมพันธ์ สามัญวิธี” โดย คุณนิลยา บรรดาศักดิ์ รางวัล CEO AWARD ได้แก่ “ผมทรงกะลาครอบ” โดย คุณมานนท์ สุธรรม นอกจากนี้ยังมีรางวัลรองชนะเลิศ 5 รางวัล ประกอบด้วย คุณคเณศ แสนศรีลา คุณจรัญ บุญประเดิม คุณบุญนำ สาสุด คุณพฤกษ์ โตหมื่นไวย คุณเรืองฤทธิ์ สร่องศรี และรางวัลชมเชยอีก 13 รางวัล

ด้าน ธมลวรรณ แสงนาค ผู้ชนะรางวัลช้างเผือก เจ้าของผลงานชื่อ “เสน่ห์ศิลป์แผ่นดินสยาม” เผยแรงบันดาลใจว่า ผลงานชิ้นนี้ใช้เทคนิคภาพพิมพ์ตะแกรงไหมและวัสดุผสมที่งดงามมลังเมลืองด้วยทิวทัศน์วัดวังอร่ามเรือง บ่งบอกถึงวัฒนธรรม ประเพณี และวิถีชีวิตความเป็นอยู่แบบไทย อันสงบสุขงดงาม สอดรับกับหัวข้อ สยามเมืองยิ้ม เป็นอย่างดี และสื่อถึงความเจริญรุ่งเรืองของศิลปวัฒนธรรม วิถีชีวิตชาวสยาม ผ่านรูปแบบอัตลักษณ์ ลวดลายผ้า ที่แฝงไปด้วยความประณีตงดงาม โดยใช้เวลาผลิตชิ้นงานนี้เป็นระยะเวลา 3 เดือน ซึ่งเราตั้งใจทำผลงานนี้ ออกมาให้ดีที่สุด รู้สึกเป็นเกียรติและภูมิใจมากๆ ที่ผลงานชิ้นนี้ ได้รับรางวัลช้างเผือก ขอขอบคุณที่เปิดโอกาสให้สร้างสรรค์ผลงานศิลปะ และได้แสดงฝีมือในการผลิตชิ้นงานได้อย่างเต็มที่

นิลยา บรรดาศักดิ์ ผู้ชนะรางวัลชนะเลิศ เจ้าของผลงานชื่อ “สุขสัมพันธ์ สามัญวิธี” เผยความรู้สึกว่า ผลงานชิ้นนี้มีแรงบันดาลใจมาจากครอบครัว ครอบครัวของเรามีกิจกรรมร่วมกันในช่วงเทศกาลปีใหม่ที่ผ่านมา ภาพทั้งหมดเป็นภาพของเครือญาติ ซึ่งเป็นบรรยากาศที่อบอุ่น และมีความสุข เป็นวิถีชีวิตของชนบทไทย ความสุขมักเกิดขึ้นจากการลงมือทำด้วยตัวเอง ประสบการณ์ที่ส่งผ่านจากรุ่นสู่รุ่น การร่วมแรงร่วมใจผ่านวิถีชีวิตอันเรียบง่าย ผ่านกิจกรรมสัมพันธ์ในรูปแบบต่าง ๆ ล้วนสะท้อนภาพความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้น สอดประสานกลมเกลียวกันได้อย่างสวยงามตามวิถีแห่งการพึ่งพาอาศัยกัน

ผลงานชิ้นนี้ใช้เทคนิค เย็บ ปัก ถัก ร้อย ซึ่งเป็นเทคนิคที่ถนัดอยู่แล้ว ใช้ระยะเวลาการผลิตชิ้นงานเป็นระยะเวลา 2 เดือน โดยนำเรื่องราวความประทับใจในกิจกรรมการลงแขกเกี่ยวข้าวของสังคมชนบทอีสานของตนเอง มาเป็นแรงบันดาลใจ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์วิถี สร้างสรรค์ผลงานศิลปะร่วมสมัยผ่านเทคนิคกระบวนการเย็บปักเส้นด้าย ร้อยเรียงเรื่องราวความรัก ความสัมพันธ์ ผสานพลังความสามัคคี ก่อเกิดความสุขของการร่วมแรงร่วมใจช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ภายใต้การใช้ชีวิตที่เรียบง่าย สามารถปรับประยุกต์วิถีชีวิตให้เข้ากับสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปได้อย่างกลมกลืน โดยยึดตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง รัชกาลที่ 9 ที่ตรัสถึง “ความพอเพียงสร้างได้ ก็ต่อเมื่อคนในชุมชนช่วยเหลือเกื้อกูลกัน” เป็นประโยคที่จุดประกายความคิดให้ข้าพเจ้าเล็งเห็นถึงการมีส่วนร่วมจากส่วนรวม เพื่อสร้างสรรค์และสานสัมพันธ์ชุมชนไทยให้ยั่งยืนสืบไป

ปิดท้ายด้วย มานนท์ สุธรรม ผู้ชนะรางวัล CEO AWARD เจ้าของผลงานชื่อ “ผมทรงกะลาครอบ” เผยถึงแรงบันดาลใจผลงานชิ้นนี้ว่า ร้านตัดผมมักจะสะท้อนวิถีชีวิตและบ่งบอกถึงเรื่องราวความเป็นมาของสังคมไทยได้เป็นอย่างดี ผมทรงกะลาครอบ อาจจะดูเชยและน่าขบขัน แต่ก็มีเสน่ห์ มีประวัติศาสตร์ร่วม ซึ่งทุกคนเคยผ่านหรือสัมผัสครั้งเมื่อวัยเด็ก ซึ่งผมและเพื่อนๆ มักจะโดนล้อกับผมทรงนี้ ผมคิดว่าใครที่ชมภาพนี้คงจะต้องยิ้มตามไปด้วย สอดคล้องกับหัวข้อสยามเมืองยิ้มครับ ผมรู้สึกดีใจ และภาคภูมิใจ ที่หลายๆ คนต่างชอบ ในส่วนเทคนิคการผลิต ผมใช้สีน้ำมันวาดลงบนผ้าลินิน ระยะเวลาในการผลิตชิ้นงานนี้เป็นระยะเวลา 2 เดือนครับ ผมรู้สึกดีใจมากๆ ที่ได้รับรางวัลนี้ซึ่งเป็นเกียรติอันสูงสุด

ทั้งนี้ นิทรรศการ “ศิลปกรรมช้างเผือก ครั้งที่ 9” ภายใต้หัวข้อ “สยามเมืองยิ้ม” จะเปิดให้ประชาชนเข้าชม โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ณ ชั้น 7 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ 20 กันยายน 2563

ส่วนหัวข้อการประกวดศิลปกรรมช้างเผือก ครั้งที่ 10 ประจำปี 2564 ได้กำหนดหัวข้อ “ในฝัน” สื่อความหมายถึง แนวความคิดเกี่ยวกับ ความฝัน จินตนาการ ความใฝ่ฝันอันดีงามทั้งในเชิงเศรษฐกิจ สังคม ศีลธรรม วิถีชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนในแต่ละพื้นถิ่น อีกทั้งยังเปิดโอกาสให้ศิลปินผู้สร้างสรรค์ผลงานสามารถตีความ “ความฝัน” ทั้งในแง่มุมที่เป็นนามธรรมและรูปธรรม การตัดสินงานจะไม่แยกประเภทและ วัสดุ ศิลปินสามารถส่งผลงานจิตรกรรม ประติมากรรม ภาพพิมพ์ และสื่อผสม โดยไม่จำกัดเทคนิคและวัสดุ ทั้งนี้ จะเปิดรับผลงานในระหว่างวันที่ 29-30 มกราคม 2564 เวลา 10.00-18.00 น. สามารถติดตามรายละเอียด ได้ทาง เฟซบุ๊ก : ศิลปกรรมช้างเผือก, www.thaibev.com และ www.bacc.or.th

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้พณ.รับคำขอจีไอ “ผ้าหมักโคลนบึงกาฬ” หนุนต่อ”ปลานิลกระชังแม่น้ำโขง”
บทความถัดไปคณะทำงาน ศคพ. ผุดมาตรการสกัดปัญหาเด็กถูกล่วงละเมิด