ข่าวหน้า 1 “จัดระบบแก้ตกค้าง รอกราบข้ามคืน เปิดตี5แต่แถวยังยาว3กม. แบ่งกลุ่มเพิ่มวันละ3หมื่น”

คุณพลอยไพลิน เจนเซน พระธิดาในทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี พร้อมครอบครัว เข้ากราบสักการะเบื้องหน้าพระบรมโกศ พระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

พระเทพฯเสด็จฯไปทรงบำเพ็ญพระราชกุศล ปธน.ศรีลังกาวางพวงมาลาถวายสักการะพระบรมศพ เผยประชาชนปักหลักค้างคืนรอเข้าแถวถวายบังคม สำนักพระราชวังเปิดตั้งแต่ตีห้า “บิ๊กตู่”สั่งรวบรวมข้อมูลกิจกรรมทั้งใน-นอกประเทศ เข้าหอจดหมายเหตุแห่งชาติ “ศตส.”ถกวางระบบเข้าถวายบังคมใช้แบบกลุ่มแทนแจกบัตรคิว

@ พระเทพฯทรงบำเพ็ญพระราชกุศล

เมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 30 ตุลาคม สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ ไปยังพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง พร้อมด้วย พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าอทิตยาทรกิติคุณ และคุณพลอยไพลิน เจนเซน พระธิดาในทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อย หน้าพระบรมศพ ทรงกราบ ทรงจุดธูปเทียนบูชาพระพุทธรูปประจำพระชนมวารเป็นพระพุทธรูปประทับยืนแบบสมภังค์ แสดงปางห้ามญาติหรืออภัยมุทราด้วยพระหัตถ์ขวาเพียงข้างเดียว ที่หน้าพระแท่นพระนพปฎลมหาเศวตฉัตร พระพิธีธรรม 8 รูป จากวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหาร และวัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร สวดพระอภิธรรม จากนั้นถวายภัตตาหารแด่พระพิธีธรรม ก่อนเสด็จพระราชดำเนินกลับ โดยในการบำเพ็ญพระราชกุศลนี้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาฯ ให้พสกนิกรเข้าถวายสักการะระหว่างพระราชพิธี

เวลา 11.00 น. ม.จ.ชาตรีเฉลิม ยุคล เป็นประธานถวายภัตตาหารเพลแด่พระพิธีธรรมจากวัดจักรวรรดิราชาวาสวรมหาวิหาร และวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร

@ ปธน.ศรีลังกาถวายสักการะ

เวลา 13.13 น. นายไมตรีปาละ สิริเสนา ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมประชาธิปไตยศรีลังกา เดินทางมาวางพวงมาลากราบถวายบังคมพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท จากนั้นลงนามแสดงความอาลัย ณ ศาลาว่าการสำนักพระราชวัง ในพระบรมมหาราชวัง

@ ค้างคืนรอต่อแถวเข้าสักการะ

ผู้สื่อรายงานว่า ตามที่มีพระราชานุญาตให้ประชาชนเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เบื้องหน้าพระบรมโกศ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ตั้งแต่เวลา 08.00-21.00 น.นั้น สำนักพระราชวังเปิดให้ประชาชนเข้าสักการะตั้งแต่เวลา 05.15 น. ซึ่งเป็นประชาชนส่วนใหญ่ที่ปักหลักค้างคืนที่ท้องสนามหลวง ขณะที่ประชาชนบางส่วนรอมาตลอดทั้งวันของวันที่ 29 ตุลาคม ที่เป็นวันแรกที่เปิดให้เข้าถวายสักการะ หน้าพระบรมโกศ แต่ยังไม่ได้เข้า เนื่องจากมีพสกนิกรจำนวนมาก อีกทั้งยังประสบปัญหาการแอบแซงคิว และความสับสนในการต่อแถว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่จัดต่อแถวตอนเรียง 4 แต่แถวก็ยาวล้นออกไปนอกพระบรมมหาราชวังทางประตูวิเศษไชยศรี มาถึงถนนหน้าพระธาตุตลอดทั้งเส้น วกเข้าไปในท้องสนามหลวงฝั่งทิศใต้วนไปทางทิศตะวันออก ก่อนวกเข้ากลางท้องสนามหลวงวกไปวนมาท้ายแถวยาวกว่า 3 กิโลเมตร

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ประชาชนที่เข้าสักการะพระบรมศพ ต่างอยู่ในอาการโศกเศร้า บางคนถึงกับสะอื้นไห้ระหว่างก้มกราบถวายสักการะ

@ เหมาบัส2คันจากเชียงใหม่

นางแสงเอ้ย ไชยา อายุ 70 ปี ชาว จ.เชียงใหม่ กล่าวว่า ร่วมกับเพื่อนๆ เหมารถบัส 2 คัน เดินทางมาแสดงความอาลัย มาถึงที่นี่ตั้งแต่เวลา 04.00 น. ดีใจที่ได้มาถวายสักการะพระองค์เป็นครั้งสุดท้าย จากที่แต่ก่อนได้เฝ้าฯรับเสด็จบ่อย พระองค์ท่านเสด็จฯไปทรงงานที่ จ.เชียงใหม่ ทรงมีโครงการพระราชดำริมากมาย เปลี่ยนแปลง จ.เชียงใหม่ มากมาย ตั้งแต่ทรงเปลี่ยนพื้นที่ปลูกฝิ่นมาเป็นปลูกพืชที่ขายได้ พระราชทานที่ดินทำกิน ทรงแนะนำการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ทำให้ผลผลิตปลอดสารพิษ ตลอดจนโครงการหลวงต่างๆ จึงไม่แปลกที่คนเชียงใหม่รักพระองค์มาก เช่นเดียวกับคนทั่วโลกที่ทราบถึงความดีพระองค์

“ดิฉันจะขอทำความดีเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กับคนที่ตกทุกข์ได้ยาก ตลอดจนสอนลูกหลานให้รู้จักและเจริญรอยตามพระยุคลบาทต่อไป” นางแสงเอ้ยกล่าว

นางบุญเจียม สระพัง อายุ 62 ปี ชาว จ.อุบลราชธานี กล่าวว่า มาตั้งแต่วันเชิญพระบรมศพแล้ว มาลงนามแสดงความอาลัยที่ศาลาสหทัยสมาคมบ่อยๆ และมาถวายสักการะในวันนี้ พระองค์เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ ไม่ว่าพื้นที่ทุรกันดารแค่ไหนก็ทรงอดทนบุกบั่นเสด็จฯไป ที่ จ.อุบลฯ เคยเสด็จฯไปทั้งสองพระองค์ อย่างที่ อ.เขื่องใน ที่ตนอยู่ มีโครงการผ้าไหมในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ที่ทรงส่งเสริมให้ชาวบ้านประกอบอาชีพทอผ้าและรักษาภูมิปัญญาผ้าไหมบ้านสร้างถ่อดั้งเดิมไว้ ส่วนตัวยังน้อมนำคำสอนคำแนะนำมาปฏิบัติใช้ อาชีพทำนายังทำอยู่ ทำแบบพอเพียงแบบให้อยู่ได้ รวมถึงจะแนะนำลูกหลานให้รู้ว่าพระองค์ทำอะไรมาบ้าง ให้ลองน้อมนำคำสอนมาปฏิบัติใช้ เช่น การประหยัด อดทน การรักคนไทยด้วยกัน

@ ปนัดดาแจกข้าว2หมื่นถุง

เวลา 08.10 น. ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นำพันธุ์ข้าวสารจากกรมการข้าวจำนวน 20,000 ถุง บรรจุภายในถุงสีขาว ติดฉลากพร้อมข้อความว่า “พอเพียง” ซึ่งอัญเชิญลายพระหัตถ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช มามอบให้ประชาชนที่เข้าเฝ้าฯ กราบถวายบังคมพระบรมศพเบื้องหน้าพระบรมโกศเป็นที่ระลึก ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่สำนักพระราชวังและหน่วยงานเอกชน นำน้ำดื่ม อาหาร ยาดม รวมไปถึงพระบรมฉายาลักษณ์มามอบให้กับประชาชน ที่บริเวณระหว่างประตูสรีสุนทรและประตูเทวาภิรมย์ เป็นที่ระลึกด้วย

นายอาศิส พิทักษ์คุมพล จุฬาราชมนตรี นำคณะเข้าถวายบังคมพระบรมศพ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม
นายอาศิส พิทักษ์คุมพล จุฬาราชมนตรี นำคณะเข้าถวายบังคมพระบรมศพ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม

@ ลูกถวัลย์แจกพระบรมฉายาลักษณ์

นายดอยธิเบศร์ ดัชนี บุตรชาย นายถวัลย์ ดัชนี ศิลปินแห่งชาติสาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) ประจำปี พ.ศ.2544 นำพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช มาแจกประชาชนที่บริเวณประตูวิเศษไชยศรี พร้อมกับกล่าวว่า นำพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช มาแจกให้ประชาชน 2 หมื่นใบ ล็อตแรกนี้คัดเลือกพระบรมฉายาลักษณ์คุณภาพดีทั้งหมด 9 แบบ เป็นพระบรมฉายาลักษณ์ที่เห็นกันคุ้นเคย ส่วนใหญ่ฉลองพระองค์เป็นทางการ นำมาแต่งใส่กรอบแล้วอัดด้วยกระดาษอย่างดี เพื่อแจกจ่ายให้ประชาชนได้เก็บไว้เป็นที่ระลึก

“สัปดาห์หน้าจะนำมาแจกอีก 20,000 ใบ จะแจกที่จุดนี้หมือนเดิม แต่พระบรมฉายาลักษณ์จะแตกต่างจากครั้งนี้จะเป็นพระบรมฉายาลักษณ์จากธีมช่างภาพส่วนพระองค์ เป็นพระบรมฉายาลักษณ์ที่ไม่ค่อยเห็นกันบ่อยนัก เพื่อให้ประชาชนได้เก็บไว้เพื่อความเป็นสิริมงคลต่อไป” นายดอยธิเบศร์กล่าว และว่า ตระกูลของตัวเองรับใช้พระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ด้วยความจงรักภักดีเสมอมา นับจากนี้ไปในฐานะพสกนิกรจะเดินหน้าทำหน้าที่ของตัวเองให้ดี ไม่ว่าใครมีความเชี่ยวชาญด้านไหนก็ควรทำอย่างเต็มความสามารถ

@ เผย4จว.เข้าถวายสักการะ

นายกฤษฎา บุญราช ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ประชาชนจาก 4 จังหวัด คือ เชียงราย ขอนแก่น จันทบุรี และชุมพร เดินทางเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เบื้องหน้าพระบรมโกศ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท เวลา 10.00 น. ประชาชนจากจังหวัดเชียงรายเดินทางมาด้วยรถบัส 17 คัน จำนวน 750 คน ได้ทยอยเข้าเฝ้าฯกราบถวายบังคมพระบรมศพ ส่วนประชาชนจันทบุรี 400 คน ขอนแก่น และ ชุมพร เข้าเฝ้าฯลำดับถัดไป

@ ชาวเขา7เผ่าร่วมกราบถวายบังคม

นางดารินทร์ ตารินทร์ หัวหน้าสำนักงานปลัดเทศบาลตำบลเวียงพางคำ อ.แม่สาย จ.เชียงราย ซึ่งนำชาว อ.แม่สาย 250 คน ประกอบด้วย ประชาชนพื้นราบชาวไทยภูเขา 7 เผ่า เช่น อาข่า มูเซอ มาพร้อมชาว จ.เชียงราย รวม 750 คน มากราบถวายบังคมพระบรมศพ กล่าวว่า จ.เชียงรายมีโครงการพระราชดำริ โครงการหลวงของพระองค์และพระบรมวงศานุวงศ์มากมาย เช่น ดอยคำ ดอยตุง ที่พลิกฟื้นผืนป่าถูกทำลาย การปลูกฝิ่นบนดอย ให้กลับมาเป็นผืนป่าที่อุดมสมบูรณ์ และเป็นไร่กาแฟ เริ่มตั้งแต่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีที่ทรงเริ่มต้น จากนั้นพระองค์ทรงมาสานต่อ ล่าสุดสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่มาทำโครงการเมล็ดชาน้ำมัน และอีกหลายโครงการ จนทำให้ชาวเชียงรายมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ขอกลับไปถ่ายทอดให้ลูกหลานฟัง

นายพิชัย ซือมือ อายุ 42 ปี ชาวไทยเผ่าอาข่า อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย กล่าวว่า เพราะพระองค์และสมเด็จย่าชาวไทยภูเขาจึงอยู่ดีกินดีถึงทุกวันนี้ ทรงทำให้ทุกอย่างตั้งแต่เรื่องอาชีพ เช่น อยากเป็นเกษตรกร ก็พระราชทานเมล็ดพันธุ์ ปลูกแล้วไม่มีที่ขาย ก็ทรงมีโครงการหลวงคอยรับซื้อผลิตภัณฑ์จากพวกเราในราคาที่เป็นธรรม ที่สำคัญพระราชทานการศึกษาด้วยการจัดตั้งโรงเรียน ทำให้เด็กๆ ชาวไทยภูเขาได้รับการศึกษาอย่างทั่วถึงกัน ทำให้วันนี้มีลูกหลานชาวไทยภูเขาออกไปเรียนมหาวิทยาลัย สามารถเรียนจนจบปริญญาตรี พวกเราสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณมาก หลายคนอยากมากราบถวายบังคมพระบรมศพที่นี่แต่มาไม่ได้ ตนที่ได้มาจะกลับไปถ่ายทอดให้เพื่อนชาวไทยภูเขาได้ฟัง ว่าได้มาพบและประทับใจอย่างไรบ้าง ตั้งใจจะกลับไปบอกเล่าให้ลูกหลานได้รู้จักพระองค์ สิ่งที่พระองค์ทรงทำมาเพื่อพวกเรา ที่ทำให้มีอย่างทุกวันนี้

@ อจ.ชาวสวิสบินร่วมอาลัย

นายอเล็กซานเดอร์ แฟรงค์ อายุ 48 ปี ชาวสวิตเซอร์แลนด์ อาจารย์คณะวิศวกรรมไฟฟ้า มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีแห่งสวิตเซอร์แลนด์ กล่าวว่า พอทราบข่าวการสวรรคตจึงตัดสินใจเดินทางมาประเทศไทยทันที มานั่งนอนรอที่สนามหลวงตั้งแต่ช่วงเย็นวันที่ 28 ตุลาคม รอเป็นเวลา 12 ชั่วโมงก่อนได้เข้าถวายสักการะเบื้องหน้าพระบรมโกศในวันที่ 29 ตุลาคม เป็นกลุ่มแรก วันนี้ยังมาเดินดูบรรยากาศที่สนามหลวงก่อนเดินทาง กลับสวิส

“พระองค์เคยเรียนที่สวิตเซอร์แลนด์ คนสวิสจึงรู้จัก เฝ้าติดตาม และรักพระองค์ ทำไมชาวสวิสถึงรักพระองค์นั้น เพราะพระองค์เป็นพระมหากษัตริย์ที่ใจดีมาก ที่โน่นคนดูแลตัวเอง ที่นี่คนไทยดูแลกัน และพระองค์ก็ทรงดูแลคนไทยอีกที จึงรู้สึกตื้นตันใจมากกว่าเหน็ดเหนื่อย เมื่อได้มาถวายสักการะพระองค์” นายอเล็กซานเดอร์กล่าว และว่า เฝ้าติดตามและรักในหลวงมาไม่ต่ำกว่า 20 ปี พระองค์ทรงมีพระอัจฉริยภาพมากด้านอิเล็กทรอนิกส์ เช่น ไฟฟ้า วิทยุ ทั้งยังเป็นพระมหากษัตริย์ที่ดูแลพสกนิกรอย่างดีมาก คนไทยก็ใจดี เหล่านี้ทำให้หลงรักประเทศไทย รักวัฒนธรรมไทย และรักในสถาบันพระมหากษัตริย์ไทย พยายามเรียนภาษาไทยจนพูดได้ และเฝ้าฯรับเสด็จที่วังไกลกังวล วันที่ 5 ธันวาคม

จากนั้นนายอเล็กซานเดอร์ได้ชูพระบรมสาทิสลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชขึ้นเหนือหัวด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะเดินไปที่เต็นท์กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เพื่อใช้บริการตัดผมฟรี โดยได้ตัดไถข้างด้านขวาเป็นตัวเลข ๙ เพื่อเป็นของที่ระลึกกลับไปประเทศ

นายอเล็กซานเดอร์ฝากเข้าไปชมเว็บไซต์ช้างเผือก www.changpuak.ch นำโครงการพระราชดำริต่างๆ หลักคำสอนของพระองค์เผยแพร่เป็นภาษาอังกฤษให้ชาวต่างชาติ

@ องค์โสมฯทอดไก่ประทาน

เวลา 13.48 น. พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ ในฐานะองค์นายกกิตติมศักดิ์ตลอดชีพ มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก เสด็จยังรถเคลื่อนที่ “เพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ช่วยด้วยใจคนไทยไม่ทิ้งกัน” บริเวณหน้ากรมศิลปากร เพื่อทรงทอดไก่ประทานพร้อมข้าวเหนียวให้แก่พสกนิกรที่มากราบถวายบังคมพระบรมศพหน้าพระบรมโกศ โดยมูลนิธิเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก จัดเตรียมไก่ไว้จำนวน 1,300 กิโลกรัม และข้าวเหนียวในจำนวนที่เพียงพอกับไก่ มีอาจารย์จากโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏมหาวิทยาลัยสวนสุนันทา ทหารกองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ สำนักงานอาสาสภากาชาดไทย และ น.ส.ธัญชนก มูลนิลตา หรือ เฟรนช์ฟรายส์ มิสไทยแลนด์เวิลด์ 2015 มาร่วมห่อและแจกจ่ายอาหารให้กับประชาชน ในการนี้ มีรับสั่งว่า เมื่อวาน(วันที่ 29 ตุลาคม ) ลาไป 1 วัน พร้อมกำชับเจ้าหน้าที่ให้ดูแลประชาชนโดยเฉพาะเด็กที่ตามมาด้วย รวมถึงรับสั่งให้เจ้าหน้าที่แจกน้ำดื่มให้ประชาชนที่มารอรับข้าวเหนียวไก่ทอดด้วย

@ เเจกรองเท้าสีดำให้ประชาชน

เวลา 10.30 น. ที่ท้องสนามหลวง เยื้องประตูมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ มีการเเจกรองเท้าสีดำทั้งแบบของสุภาพบุรุษ เเละสตรีให้กับประชาชนที่เดินทางมาสักการะพระบรมศพในบริเวณพระบรมมหาราชวังที่ยังเเต่งกายไม่ถูกระเบียบ สร้างความสนใจให้เเก่ประชาชนเป็นจำนวนมากมามุงดูเเละคัดเลือกรองเท้าฟรี ซึ่งเจ้าหน้าที่เเจกให้คนละ 1 คู่ สำหรับผู้ที่ไม่มีรองเท้าสีดำ

นายภานุพันธุ์ เเสงงาม นักเรียนนายเรืออากาศที่เป็นจิตอาสา กล่าวว่า ตนกับเพื่อนๆ ประมาณ 30 คน มาช่วยงานจิตอาสาสนามหลวงโดยเเยกกันไปบริการประชาชนหลายจุดโดยรองเท้าที่นำมาเเจกให้ประชาชน นำมาจากศูนย์ประสานงานอาสาสมัครมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งบริษัทที่ผลิตรองเท้านันยางเป็นผู้บริจาคมา โดยจะมีทั้งของผู้หญิงเเละผู้ชายรวมกันกว่า 500 คู่ เป็นการเเจกให้ฟรีโดยไม่ต้องมีบัตรประชาชนมาวางเพื่อติดต่อคืนภายหลังเเต่อย่างใด

@ จัดแถวพิเศษให้ผู้พิการ

เวลา 12.00 น. ที่บริเวณหน้าประตูวิเศษไชยศรี พระบรมมหาราชวัง มีการจัดเเถวให้กับผู้พิการเเละผู้สูงอายุที่เดินไม่ไหวเพิ่มมาอีก 1 เเถว ในการเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพ

นายปรีชา ยินดีสุข อายุ 52 ปี จิตอาสาจากกองลูกเสือเเห่งชาติ กล่าวว่า ผู้พิการที่เดินทางมากราบถวายบังคมพระบรมศพ ทางเจ้าหน้าที่เเละจิตอาสาที่มาช่วยงาน จะนำรถวีลเเชร์มาเข็นรับส่งเพื่ออำนวยความสะดวกในการเข้าเเละมีการตั้งเเถวสำหรับผู้พิการโดยเฉพาะ

นายทวี จิตรสนอง อายุ 76 ปี ขาพิการ กล่าวว่า เดินทางมาตั้งเเต่เช้าจากบ้านย่านบึงกุ่ม กรุงเทพฯ โดยนั่งรถเมล์มาคนเดียว เเละเเจ้งเจ้าหน้าที่ว่าตนป่วยขาพิการจึงมีจิตอาสามาคอยช่วยเข็นรถให้ ถึงเเม้ว่าจะเดินทางมาลำบากเพราะอุปสรรคในร่างกาย เเต่ตั้งใจมากราบถวายบังคมพระบรมศพ เเละดีใจที่ได้มาในวันนี้ เเละถ้ามีโอกาสจะมาอีก

ไม่ย่อท้อ - แม้ฝนจะตกและมืดแล้ว แต่พสกนิกรยังคงเข้าแถวยาวเพื่อรอเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เบื้องหน้าพระบรมโกศ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม
ไม่ย่อท้อ – แม้ฝนจะตกและมืดแล้ว แต่พสกนิกรยังคงเข้าแถวยาวเพื่อรอเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เบื้องหน้าพระบรมโกศ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม

@ เล็งบวชถวายแทนเข้าสักการะ

เวลา 17.10 น. ที่บริเวณท้องสนามหลวง กองอำนวยการร่วมกรุงเทพมหานคร มีฝนตกหนักเเละลมกระโชกทำให้ประชาชนที่ได้คิวรอตั้งเเถวต้องกางร่มเเละบางส่วนก็เดินหาที่หลบฝนกันจ้าละหวั่น จนฝนหยุดตกแล้วตั้งขบวนเเถวกันต่อ

นายประยงค์ ดาบกุล อายุ 52 ปี ชาวฉะเชิงเทรา กล่าวว่า มาที่สนามหลวงได้ 2 คืนเเล้ว ยังไม่สามารถเข้าคิวกราบถวายบังคมพระบรมศพได้ เนื่องจากเครื่องเเต่งกายไม่พร้อม อย่างไรก็ดี เพิ่งทราบว่าที่สนามหลวงมีให้ยืมเครื่องเเต่งกาย ถ้าหากในวันที่ 31 ตุลาคม สามารถยืมเครื่องเเต่งกายได้ทันจะต้องเข้าร่วมกราบถวายบังคมพระบรมศพให้ได้ คืนนี้จะนอนที่สนามหลวง เเต่หากวันที่ 31 ตุลาคม ยังติดขัดเรื่องเครื่องเเต่งกายไม่สามารถเข้าสักการะได้ก็ไม่เป็นไรเพราะตั้งใจบวชให้พ่อหลวงอยู่เเล้ว สมัครเข้าโครงการเเละมีกำหนดบวช 13 พฤศจิกายน

นายไพรัช รัตนบุตร อายุ 55 ปี กล่าวว่า เดินทางมาตั้งเเต่วันที่ 29 ตุลาคมเเล้วเเต่ไม่สามารถเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพได้ เนื่องจากไม่ทราบว่าจะต้องเเต่งกายให้เป็นระเบียบครบถ้วน เเต่ปวารณาตนไว้ว่าหากไม่สามารถเข้าสักการะได้ จะขอกราบไหว้อยู่หน้ากำเเพงเป็นเวลา 7 วัน โดยช่วง 7 วันนี้จะนอนที่สนามหลวงเเละช่วยงานจิตอาสา หลังจากครบ 7 วัน จะกลับไปบ้านเพื่อเปลี่ยนเครื่องเเต่งกายมาใหม่ เนื่องจากไม่อยากยืมของใคร

เวลา 20.10 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่าบริเวณหน้าพระบรมมหาราชวัง ประชาชนเริ่มทยอยเดินทางกลับ ส่วนใหญ่ขึ้นรถเมล์รับส่งที่จัดไว้บริการ ขณะที่จิตอาสาให้บริการมอเตอร์ไซค์รับส่งไปยังจุดขึ้นรถ บรรยากาศเป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อย

@ ‘บิ๊กตู่’สั่งรวบรวมกิจกรรมทุกที่

เมื่อเวลา 09.00 น. ที่ศูนย์บัญชาการติดตามสถานการณ์ (ศตส.) ทำเนียบรัฐบาล นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะเลขานุการ ศตส. เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการ ศตส.มี พล.อ.วิลาศ อรุณศรี เลขาธิการนายกรัฐมนตรี และเจ้าหน้าที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดร่วมประชุม

นายสุวพันธุ์กล่าวก่อนประชุมว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) สั่งการว่าการจัดกิจกรรมในขณะนี้มีส่วนของกรุงเทพมหานคร (กทม.) และต่างจังหวัด ให้ ศตส.รวบรวมการดำเนินงานของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการจัดกิจกรรมทั้งภาพถ่าย วีดิทัศน์ วิดีโอคลิป โดยกิจกรรมในประเทศทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัดมอบหมายให้กระทรวงมหาดไทย (มท.) เป็นเจ้าภาพรวบรวมส่งให้ ศตส.ขณะที่ในต่างประเทศ มอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) รวบรวม ไม่ว่าจะเป็นการส่งพระราชสาส์น การจัดกิจกรรม รวมถึงการเดินทางมาของราชวงศ์ต่างประเทศและผู้นำ รวมถึงการจัดกิจกรรมของคนไทยในประเทศนั้นๆ และสถานเอกอัครราชทูต และให้คณะทำงานของ ศตส.หารือกับกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ให้บรรจุไว้ในหอจดหมายเหตุแห่งชาติ

@ ศตส.ถกวางระบบรับปชช.

ต่อมา นายสุวพันธุ์แถลงผลการประชุม ศตส.ว่า ที่ประชุมได้หารือในเรื่องแนวทางการปฏิบัติการปรับพื้นที่ท้องสนามหลวง การจัดระบบบัตรคิว โดยยังไม่ใช้ระบบบัตรคิว เพราะมีประชาชนเป็นจำนวนมากต้องการเข้าไปกราบถวายบังคมพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช หากมีการแจกบัตรคิวจะทำให้สามารถเข้าไปในพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทได้เพียง 10,000 คนเท่านั้น แต่ถ้าจัดเป็นกลุ่มแบบเมื่อวันที่ 29 ตุลาคมที่ผ่านมาจะสามารถเปิดให้ประชาชนเข้าไปถึง 30,000 คน สำหรับปัญหาที่พบ ได้แก่ สุขภาพอนามัย การเจ็บป่วย และการต่อคิวยาว

“ได้หารือในการเตรียมการในวันที่ 1 พฤศจิกายน ซึ่งจะเป็นวันแรกที่พระบรมมหาราชวังและวัดพระแก้วจะเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมตามปกติ โดยกรมการท่องเที่ยวได้ประสานงานกับสำนักพระราชวังหารือกันถึงข้อปฏิบัติซึ่งจะสรุปชัดเจนในวันที่ 31 ตุลาคม ทั้งเรื่องการจัดการจราจร ทางเดินเข้า-ออก ระหว่างประชาชนที่จะเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพและนักท่องเที่ยว รวมทั้งการปฏิบัติต่างๆ” นายสุวพันธุ์กล่าว

@ จัดให้เข้าสักการะแบบกลุ่ม

พล.ต.พงษ์สวัสดิ์ พรรณจิตต์ รองเเม่ทัพภาคที่ 1 ในฐานะรอง ผอ.กอร.รส. กล่าวถึงแผนอำนวยความสะดวกว่า เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม ได้เปิดให้ประชาชนเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพนั้น ทางเจ้าหน้าที่รู้สึกเสียใจกับประชาชนที่ตกค้างไม่ได้เข้าไป เพราะมีความผิดพลาดและมีอุปสรรคเรื่องของสภาพอากาศ เจ้าหน้าที่ได้เยียวยา โดยให้ลงชื่อไว้ เเละเมื่อเดินทางมาวันนี้จัดให้เข้าไปกราบถวายบังคมพระบรมศพ อีกทั้งเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม มีประชาชนเดินทางมาเป็นจำนวนมาก โดยเมื่อเวลา 05.30 น. มีประชาชนประมาณ 10,000 คน ซึ่งเมื่อประชาชนมีจำนวนมากขึ้นจึงเปลี่ยนวิธีการแจกบัตรคิวมาเป็นการจัดคิวเป็นกลุ่ม กลุ่มละ 70 คนแทน เพื่อความสะดวกของประชาชนและสำนักพระราชวัง

“ทั้งนี้ ได้จัดพื้นที่รวมพลในบริเวณสนามหลวงทางทิศใต้ที่ติดกับพระบรมมหาราชวังที่สามารถรองรับประชาชนได้ประมาณ 20,000-30,000 คน วางแผนให้ประชาชนเข้าไปครั้งละ 2 กลุ่ม หรือ 140 คน เพราะจะมีกลุ่มหนึ่งที่ต้องพักคอยอยู่ด้านนอก ซึ่งการจัดคิวแบบนี้สามารถทำให้ประชาชนที่ต่อเเถวอยู่รู้ว่าคิวของตัวเองอยู่ตรงไหน” พล.ต.พงษ์สวัสดิ์กล่าว

@ จัดแถวพิเศษให้คนชรา-พิการ

พล.ต.พงษ์สวัสดิ์กล่าวว่า ได้จัดคิวพิเศษให้ประชาชนที่ชราภาพ และบุคคลที่ร่างกายไม่สมบูรณ์ โดยจัดแยกไว้ที่เต็นท์รับรอง จากนั้นจะมีเจ้าหน้าที่ลูกเสือรับวีลเเชร์มาเข็นให้ โดยจะพยายามจัดให้เข้าไปข้างในโดยที่ไม่ต้องมานั่งรอคิวนานเพราะเกรงในเรื่องของสุขภาพ แต่ยังทำไม่ได้ตามที่วางแผนไว้เพราะสภาพอากาศ และสภาพพื้นที่ที่มีน้ำท่วมขัง แต่จะพยายามทำให้ดีที่สุด หวังว่าวันต่อๆ ไปจะอำนวยความสะดวกให้ประชาชนได้ตามที่ตั้งใจไว้ และดียิ่งขึ้น

พล.ต.พงษ์สวัสดิ์ กล่าวถึงการรักษาความปลอดภัยในบริเวณพื้นที่โดยรอบสนามหลวง ว่ามีเจ้าหน้าที่ ทหาร ตำรวจ รวมถึงเทศกิจ ดูแลรักษาความปลอดภัย มีกล้องซีซีทีวี 1,400 ตัว มีรับแจ้งเหตุและระบบจุดคัดกรองจำนวน 8 จุดโดยจะเปิดให้ประชาชนเข้าออกได้ตั้งแต่เวลา 04.00-21.00 น. หลังจาก 21.00 น. จะเชิญคนที่ไม่เกี่ยวข้องออกนอกพื้นที่เพื่อที่จะให้ทาง กทม.ได้ทำความสะอาดและจัดระเบียบพื้นที่สนามหลวง

@ ให้ทุกภาคส่วนร่วมเป็นเจ้าภาพ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ประชุมยังได้แจ้งให้ทราบว่า หลังจากการพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลปัญญาสมวาร 50 วัน ถวายพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชแล้ว สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานพระราชานุญาตให้ราชสกุล องคมนตรี คณะรัฐมนตรี กระทรวง ทบวง กรม องค์กรอิสระ รัฐวิสาหกิจ และภาคเอกชน ร่วมเป็นเจ้าภาพในการบำเพ็ญกุศลสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ และถวายเป็นพระราชกุศล ผู้มีความประสงค์ขอเป็นเจ้าภาพได้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน -28 กุมภาพันธ์ 2560 สามารถดาวน์โหลดขอร่วมเป็นเจ้าภาพได้ที่ www. brh.thaigov.net ตั้งแต่วันที่ 31 ตุลาคม หรือขอหนังสือได้ที่ฝ่ายทะเบียนสำนักพระราชวัง สนามเสือป่า หรือส่งเอกสารได้ทางทะเบียนอาคาร 601 สำนักพระราชวัง สนามเสือป่า ถนนศรีอยุธยา แขวงดุสิต เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร หรือส่งเอกสารโทรสารหมายเลข 0-2280-8708 หรือส่งเอกสารทางไปรษณีย์ที่เลขาธิการพระราชวัง สำนักพระราชวัง สนามเสือป่า กรุงเทพฯ 10300 หรืออีเมล์ brh@palaces.mail.go.th เมื่อส่งเอกสารมาแล้ว ทางสำนักพระราชวังจะมีหนังสือแจ้งให้ทราบ

@ ผบ.ทบ.ตรวจที่ตั้ง’กอร.รส.’

เมื่อเวลา 10.50 น. ที่ท้องสนามหลวง พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ตรวจเยี่ยมกำลังพลที่ประจำจุด เต็นท์ กอร.รส. กองทัพภาคที่ 1 ที่ตั้งอยู่บริเวณท้องสนามหลวง เพื่อรับรอง และอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน ที่เดินทางเข้าสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เบื้องหน้าพระบรมโกศ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ภายในพระบรมมหาราชวัง โดยเดินทางมาแบบส่วนตัวและเดินทางกลับเวลา 12.00 น.

พล.ต.ธรรมนูญ วิถี รองแม่ทัพภาคที่ 1 เปิดเผยว่า พล.อ.เฉลิมชัย เน้นย้ำให้อำนวยความสะดวก ความเรียบร้อยแก่ประชาชนที่เดินทางเข้ามา เน้นความปลอดภัยโดยจัดเจ้าหน้าที่ประจำทุกจุด รวมถึงภาพรวมด้านสุขอนามัย อาหาร น้ำดื่ม การช่วยเหลือกรณีพลัดหลง หรือเจ็บป่วย

@ ห้องพักกทม.คนเข้าพักเต็ม

เวลา 15.00 น. ที่กองอำนวยการร่วมกรุงเทพมหานคร (กทม.) ท้องสนามหลวง พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯกทม. กล่าวถึงการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนที่มาสักการะพระบรมศพในวันที่สองว่า เป็นไปด้วยความเรียบร้อยไม่มีความกังวลใดๆ ส่วนการแก้ปัญหาประชาชนตกค้างไม่ได้เข้าเคารพพระบรมศพนั้น กทม.จะประสานสำนักพระราชวัง เพื่อจัดให้ประชาชนเข้าไปได้มากที่สุด เนื่องจากประชาชนบางรายเดินทางมาจากต่างจังหวัดและต้องรอหลายชั่วโมง

พล.ต.อ.อัศวินกล่าวอีกว่า เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม เป็นวันแรกที่สำนักพระราชวังเปิดให้ประชาชนเข้าไปถวายสักการะพระบรมศพ เบื้องหน้าพระบรมโกศ มีประชาชนจากต่างจังหวัดติดต่อเข้าพักในสถานที่ที่ กทม.เตรียมให้ทั้ง 3 แห่งเกือบเต็มอัตราที่สามารถรองรับได้ประมาณ 1,000 คน ประกอบด้วย บ้านอิ่มใจ 100 คน อาคารกีฬาเวสน์ 1 ศูนย์เยาวชนไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง 600 คน และที่สนามม้านางเลิ้ง 300 คน หลังจากนี้ จะประสานกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) หาที่พักรองรับเพิ่มเติมหากที่พักที่เตรียมไว้ไม่เพียงพอ

@ สั่งเพิ่มห้องน้ำ-สุขารองรับ

พล.ต.อ.อัศวินกล่าวว่า ได้รับการประสานจากผู้บริหารบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) จะติดตั้งห้องน้ำระบบน็อกดาวน์เพิ่มเติมอีกแห่งที่บริเวณกองสลากเก่า ถนนราชดำเนิน เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนที่มารอถวายบังคมพระบรมศพ แบ่งเป็นห้องน้ำหญิง 10 ห้อง ชาย 5 ห้อง ห้องน้ำสำหรับผู้พิการ ผู้สูงอายุ 2 ห้อง โถปัสสาวะสำหรับผู้ชาย 20 โถ อ่างล้างมือหน้าห้องน้ำชาย-หญิงฝั่งละ 5 จุด คาดว่าจะติดตั้งแล้วเสร็จประมาณวันที่ 1 พฤศจิกายน และให้เจ้าหน้าที่จัดหาเก้าอี้พับได้ 200 ตัว สำหรับหมุนเวียนให้ผู้สูงอายุ ผู้มีโรคประจำตัว สตรีมีครรภ์ ใช้นั่งพักระหว่างรอคิวเข้าไปถวายบังคมพระบรมศพ พร้อมกันนี้มีบริการรถกอล์ฟสำหรับรับส่งผู้สูงอายุ สตรีมีครรภ์ ผู้พิการ ผู้มีโรคประจำตัวที่เดินไม่ไหว ถึงที่ทางเข้าพระบรมมหาราชวัง

“สำหรับการจัดระเบียบจุดแจกอาหารนั้น กทม.อยู่ระหว่างวางแผนเพื่อจัดเป็นกรุ๊ป รวมโซนอาหารเป็นจุดเดียว ซึ่งต้องรอการเเจ้งกำหนดการก่อสร้างพระเมรุมาศจากสำนักพระราชวังว่าจะเริ่มก่อสร้างเมื่อไหร่ ถึงจะเคลียร์พื้นที่ เนื่องจากการก่อสร้างพระเมรุมาศจะใช้พื้นที่ประมาณ 2 ใน 3 ของสนามหลวง อีกทั้งต้องจัดระเบียบการเข้าถวายบังคมพระบรมศพของประชาชน โดยให้ประชาชนเดินรอบนอกสนามหลวงเข้าไปยังพระบรมมหาราชวัง” พล.ต.อ.อัศวินกล่าว

@ เปลี่ยนทางเดินเข้าถวายบังคม

ขณะที่สำนักพระราชวังแจ้งเปลี่ยนเส้นทางเข้าถวายบังคมพระบรมศพเบื้องหน้าพระบรมโกศ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ว่าสำนักพระราชวังจะเปลี่ยนแปลงเส้นทางการเข้าถวายบังคมพระบรมศพ ในพระบรมพระราชวัง ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายนเป็นต้นไป จากเดิมที่กำหนดให้ขบวนพสกนิกรที่เริ่มตั้งแถวบนถนนหน้าพระธาตุเพื่อเข้ามาทางประตูวิเศษไชยศรี ผ่านประตูพิมานไชยศรี จากนั้นเลี้ยวขวาไปยังพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท เป็นเส้นทางใหม่ดังนี้ ให้ขบวนพสกนิกรเดินจากท้องสนามหลวงเข้าในพระบรมมหาราชวังทางประตูมณีนพรัตน์ เลี้ยวขวาก่อนเลี้ยวซ้ายเข้าประตูวิหารยอด เข้าสู่ตัววัดพระศรีรัตนศาสดารามฝั่งทิศเหนือ แล้วเลี้ยวซ้ายเดินตามทางพระระเบียงคดวนรอบพระระเบียงคดไปทางประตูสนาม ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศใต้ของวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เพื่อเข้าสู่ถนนอมรวิถี บริเวณด้านหน้าพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย

มไหยสูรยพิมาน เดินตรงผ่านพระหน้าพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท เข้าสู่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท สถานที่ประดิษฐานพระบรมศพ เมื่อเสร็จสิ้นการถวายบังคมพสกนิกรเดินออกทางประตูศรีสุนทร ตรงต่อไปยังประตูเทวาภิรมย์ เพื่อออกนอกพระบรมมหาราชวังตามเดิม

ทั้งนี้ สืบเนื่องจากนับแต่วันที่ 1 พฤศจิกายนเป็นต้นไป สำนักพระราชวังจะเปิดให้เข้าชมวัดพระศรีรัตนศาสดารามแก่นักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าชมและถวายบังคม ระหว่างเวลา 08.00-15.30 น. หลังจากหยุดการจำหน่ายบัตรเข้าชมวัดพระศรีรัตนศาสดาราม มาตั้งแต่วันที่ 13 ตุลาคม สำหรับนักท่องเที่ยวจะเข้าชมวัดพระศรีรัตนศาสดารามทางประตูวิเศษไชยศรีตามปกติ

@ แจงจัดดอกไม้3สีในพระราชพิธี

สำนักพระราชวังแจ้งว่าในพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช การนี้ ทางสำนักพระราชวังได้จัดดอกไม้สด 3 สี ได้แก่ ดอกไม้สีเหลืองเป็นสีประจำพระบรมราชวงศ์จักรี อีกทั้งเป็นสีประจำวันจันทร์ ซึ่งเป็นวันพระบรมราชสมภพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ดอกไม้สีขาว ซึ่งเป็นสีแห่งความบริสุทธิ์ผุดผ่อง เป็นสีแห่งพระเมตตาขององค์ภูมิพลที่ปกเกล้าชาวไทย และดอกไม้สีเขียว ซึ่งเป็นสีแห่งความอุดมสมบูรณ์ เพราะทุกพื้นที่ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชเสด็จพระราชดำเนินจะเกิดความอุดมสมบูรณ์ มีฝน มีป่า พืชพันธุ์ธัญญาหาร ราษฎรมีเก็บ มีกินมีใช้ มีออม ดำรงชีพอย่างพอเพียง ประดับถวายอาลัยในพระราชพิธีพระบรมศพ บนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง

ทั้งนี้ ในการประดับดอกไม้จะประกอบด้วยการถวายดอกบัวบูชาที่หน้าพระแท่นพระนพปฎลมหาเศวตฉัตร ซึ่งจะมีการเปลี่ยนทุกวัน ดอกไม้ประดับพระบรมโกศพระบรมศพ จะมีการเปลี่ยนวันเว้นวัน และพุ่มดอกไม้ประดับถวายอาลัยในมณฑลพิธี จะมีการเปลี่ยนทุก 2 วัน

@ มท.เผยลงนามกว่า4.4ล.คน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กระทรวงมหาดไทยสรุปยอดการดำเนินการจัดกิจกรรมลงนามแสดงความอาลัยและการจัดกิจกรรมเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ข้อมูล ณ วันที่ 30 ตุลาคม ประชาชนลงนามแสดงความอาลัย ณ วันที่ 29 ตุลาคม ทั้งสิ้น 100,068 คน มียอดผู้ลงนามแสดงความอาลัยตั้งแต่วันที่ 14-29 ตุลาคม จำนวนทั้งสิ้น 4,455,280 คน ทำกิจกรรมเพื่อน้อมรำลึกถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช กิจกรรมสวดพระอภิธรรม มีผู้เข้าร่วม 213,194 คน มียอดผู้เข้าร่วมกิจกรรมสวดพระอภิธรรม ตั้งแต่วันที่ 14-29 ตุลาคม จำนวนทั้งสิ้น 6,890,092 คน กิจกรรมทำบุญตักบาตร มีผู้เข้าร่วมจำนวน 12,792 คน มียอดผู้เข้าร่วมกิจกรรมทำบุญตักบาตร ตั้งแต่วันที่ 14-29 ตุลาคม ทั้งสิ้น 2,384,257 คน และกิจกรรมอื่นๆ จำนวน 9,745 คน มียอดผู้เข้าร่วมกิจกรรมอื่นๆ ตั้งแต่วันที่ 14-29 ตุลาคม จำนวนทั้งสิ้น 1,541,194 คน

@ สักการะวันที่ 2 กว่า 3.4หมื่น

เวลา 20.10 น. ที่บริเวณท้องสนามหลวง เจ้าหน้าที่กองอำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อยบริเวณโดยรอบพระบรมมหาราชวัง(กอร.รส.) ประกาศผ่านเครื่องขยายเสียงให้ประชาชนมาต่อเเถวเข้าถวายสักการะพระบรมศพ เบื้องหน้าพระบรมโกศ ในพระบรมมหาราชวัง หลังจากช่วงบ่าย กอร.รส.งดเข้าคิวเนื่องจากยอดประชาชนเกือบ 3หมื่นคนแล้ว โดยท้ายเเถวอยู่บริเวณวัดมหาธาตุ

เวลา 21.05 น. ที่หน้าประตูวิเศษไชยศรี พระบรมมหาราชวัง สำนักพระราชวังปิดการเข้าสักการะพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช โดยไม่มีประชาชนตกค้าง แต่มีประชาชนส่วนหนึ่งยังคงปักหลักรอบริเวณเต็นท์และท้องสนามหลวง เพื่อหวังจะได้เป็นคิวแรกในวันที่ 31 ตุลาคม โดยเจ้าหน้ากอร.รส. แจ้งว่าประชาชนเข้าสักการะพระบรมศพกว่า 34,000 คน

@ ปักหลักนอนรอสนามหลวง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ยังคงมีประชาชนตกค้างจำนวนหนึ่งต้องนอนรอค้างคืนที่สนามหลวง เพื่อเข้าถวายสักการะพระบรมศพในวันต่อไป ท่ามกลางสภาพอากาศที่มีฝนตกโปรยปรายเป็นระยะ

นางบุญคืน สุภานันท์ อายุ 66 ปี พร้อมด้วยนางชั้ว โฉมชัย อายุ 72 ปี และนางจำลอง พรมแตง อายุ 60 ปี ชาวจ.นครสวรรค์ เดินทางมาถึงสนามหลวงเวลา 16.00น. ทำใจมาแล้วว่าคืนนี้ต้องปักหลักนั่งนอนที่สนามหลวง โดยนั่งรอที่เต็นท์เข้าคิวเพื่อจะได้เข้าไปถวายสักการะเป็นกลุ่มแรกของวันพรุ่งนี้ (31ตค.) กล่าวพร้อมกันว่า นอนที่นี่คืนนี้ไม่ได้เตรียมอุปกรณ์อะไรมามาก มีเพียงพัด ร่ม และใจที่รักพระองค์

นางรัตพร สมมิตร อายุ 61 ปี ชาวจ.กาฬสินธุ์ มาพร้อมลูกสาว มาตั้งแต่ช่วงเช้า แต่เจอทั้งอากาศร้อน ฝน และความแออัดจากการต่อแถว ทำให้เป็นลมต้องออกจากแถวไปปฐมพยาบาล จนเข้าไปไม่ทันถวายสักการะ กล่าวว่า วันนี้ความดันขึ้นสูง เพราะไม่เคยเจออะไรแบบนี้ เสียดายแต่ไม่เสียใจ เพราะตั้งใจจะมาถวายสักการะให้ได้ มานั่งรอที่เต็นท์เข้าคิว เพื่อรอเข้าไปถวายสักการะในวันพรุ่งนี้เป็นกลุ่มแรกให้ได้

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้เกษตรกร อ.ทุ่งใหญ่ เผยชีวิตดีขึ้นเพราะคำสอนในหลวง ร.9 อยู่อย่างพอเพียง มีเงินเก็บ
บทความถัดไปเอ็กซิมแบงก์เผย 9 เดือนแรกปีนี้มีกำไร 931 ล้านบาท