‘เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ’ ทรงเป็นดั่งแสงสว่างนำทาง ชุบชีวิตชาวบ้าน มีกินมีใช้ มีความสุข
นับเป็นการสืบสานพระราชกรณียกิจที่สำคัญที่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงตั้งพระปณิธานที่แน่วแน่ในการแบ่งเบาพระราชภาระของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงมีพระราชปณิธานในการสืบสาน รักษา และต่อยอดโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “งานด้านศิลปาชีพ” ที่พระองค์ได้โดยเสด็จตาม “สมเด็จย่า” ของพระองค์เสด็จเยี่ยมเยียนราษฎรและทรงเรียนรู้ซึมซับพระราชกรณียกิจมาตั้งแต่เมื่อครั้งทรงพระเยาว์ในทั่วทุกภูมิภาคต่างๆ ของประเทศไทย ทำให้ทรงรับรู้ความสำคัญของการอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่บรรพบุรุษไทยได้สร้างสรรค์และสืบทอดมาอย่างต่อเนื่องจากอดีตสู่ปัจจุบัน
เนื่องในโอกาสที่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เจริญพระชนมายุครบ 3 รอบ เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2566 กระทรวงมหาดไทยได้น้อมนำแนวทางพระดำริ จัดสร้าง “อาคารเฉลิมพระเกียรติ ๓๖ พรรษา สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา วิชชาลัยดอนกอย วิถีแห่งการพัฒนาที่ยั่งยืน” ขึ้น เพื่อประกาศพระเกียรติคุณที่ทรงมีพระเมตตาต่อประชาชนคนไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “บ้านดอนกอย” ที่ได้พระราชทานโครงการพระดำริแห่งแรก “ดอนกอยโมเดล” ซึ่งก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ และสร้างคุณประโยชน์กับประชาชนอย่างอเนกอนันต์

โอกาสนี้ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เสด็จไปทรงเปิดอาคารเฉลิมพระเกียรติ ๓๖ พรรษา สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา วิชชาลัยดอนกอย วิถีแห่งการพัฒนาที่ยั่งยืน หมู่ 2 ต.สว่าง อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร
ในการนี้ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงมีรับสั่งกับกลุ่มทอผ้าอย่างเป็นกันเอง ไม่ถือพระองค์ ทรงทอผ้าของกลุ่มทอผ้าย้อมครามบ้านดอนกอยจากกี่พระราชทาน พร้อมทรงแนะนำการพัฒนาลายผ้าต้นกล้วยสลับฟันปลา ให้ทอดอกแก้วนูนขึ้นมาอีกนิด และทรงแนะนำการทอเพิ่มดอกให้มีสีสันขึ้น นอกจากนี้ ยังทรงแนะนำลายผ้าลูกอมใหญ่ให้ทอลายลูกอมเล็ก เนื่องจากเป็นลายที่สามารถนำไปทำเป็นผลิตภัณฑ์อื่นๆ ได้

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา พระราชทานกำลังใจแก่กลุ่มทอผ้าว่า “ขอให้ขายดีนะคะ ทำงานให้ดี ให้พัฒนาไปเรื่อยๆ จะได้ดูแลครอบครัวได้”
ในวันถัดมา สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เสด็จไปยังพิพิธภัณฑ์บ้านป้าทุ้ม-ป้าไท้บ้านหนองแข้ หมู่ 5 ตำบลตองโขบ อ.โคกศรีสุพรรณ จ.สกลนคร ในการนี้ได้ประทับโต๊ะทรงงานทอดพระเนตรผลิตภัณฑ์ผ้าไทยและงานหัตถกรรมชุมชน กลุ่มศิลปาชีพ จำนวน 13 กลุ่ม พร้อมมีพระวินิจฉัยแนะนำการพัฒนาผ้าและงานหัตถกรรม

พระองค์ทรงแนะนำผลงานของกลุ่มศิลปาชีพที่มีทั้งงานเครื่องปั้นดินเผา งานทอผ้า งานปักผ้า งานจักสาน โดยงานปักผ้านั้นทรงแนะนำ “เรื่องสัดส่วนการปักรูปคนให้มีสัดส่วนเหมือนจริง” ขณะที่งานเครื่องปั้นดินเผา ทรงแนะนำ “เทคนิคการเก็บงานให้เรียบร้อยสมบูรณ์ และให้เพิ่มอุณหภูมิการเผาเพื่อให้สีออกมาสวยงามขึ้น พร้อมกับทรงแนะให้เพิ่มรูปทรงของเครื่องปั้นดินเผาให้หลากหลายยิ่งขึ้น”
สำหรับงานทอผ้า ทรงมีพระกรุณาธิคุณแนะนำการทอผ้าแพรวาเป็นพิเศษ ทรงย้ำว่า “ลายดั้งเดิมที่ผืนหนึ่งมี 10 ลาย ให้รักษาไว้ แต่อย่าให้ทุกชิ้นงานเหมือนกันหมด และเพื่อให้ราคาของผ้าจับต้องได้มากขึ้น ทรงแนะนำให้ทอลายน้อยลง ผ้าหนึ่งผืนไม่จำเป็นต้องทอเต็มเหมือนเดิม เพื่อให้ราคาถูกลง และตัดเย็บสะดวกขึ้น”

นอกจากนี้ ยังทรงแนะนำให้กลุ่มทอผ้าปรับมาใช้สีธรรมชาติ ปรับเปลี่ยนสีตามแพนโทนตามเทรนด์แฟชั่นโลก ที่ทรงสอนให้กลุ่มแม่บ้านจับคู่สี และพระราชทานโค้ดสีให้กลุ่มทอผ้านำไปใช้เป็นตัวอย่าง
สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา พระราชทานกำลังใจให้กลุ่มทอผ้าทุกคนมีความขยันและจะเสด็จมาติดตามงานอีกครั้ง ตลอดระยะเวลาที่ทรงงานกับชาวบ้าน พระองค์พระราชทานความเป็นกันเอง รับสั่งกับชาวบ้านอย่างไม่ถือพระองค์ และทรงใส่พระทัยเป็นอย่างยิ่ง ยังความปลาบปลื้มปีติมาสู่พสกนิกรทุกคนที่ได้เข้าเฝ้าอย่างใกล้ชิด

ทั้งนี้ ในการเสด็จทรงงานตลอด 2 วันนั้น กีต้า ซับบระวาล ผู้ประสานงานสหประชาชาติประจำประเทศ ได้เข้าร่วมดูงานในครั้งนี้ด้วย สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงนำผู้ประสานงานสหประชาชาติฯ ดูงานการพัฒนาอย่างยั่งยืน พร้อมทรงอธิบายรายละเอียดต่างๆ ด้วยพระองค์เอง

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา มีพระประสงค์ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ้าทอให้มีความทันสมัย ยกระดับภูมิปัญญาและชิ้นงานให้เป็นที่ต้องการของตลาดไทยและตลาดโลก เกิดเป็นรายได้และทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของคนในชุมชนดีขึ้น ยกระดับเป็น Premium OTOP เพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์ผ้าไทยให้เป็นที่ยอมรับระดับสากล โดยบูรณาการองค์ความรู้ร่วมกันระหว่างสมาชิกกลุ่มทอผ้าและผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ไปจนถึงรวบรวมองค์ความรู้วัฒนธรรมชุมชน ภูมิปัญญาด้านการทอผ้า การย้อมคราม และการใช้สีธรรมชาติ มาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่ทันสมัยและมีความเป็นสากล โดยได้ส่งเสริมให้มีการพัฒนามาจากลายดั้งเดิมของชุมชน ไปพัฒนาต่อยอดด้านการใช้สีธรรมชาติ เพื่อสร้างภาพลักษณ์ใหม่ๆ ให้กับผ้าไทย ทำให้ผ้าไทยสามารถสวมใส่ได้ในทุกโอกาส ตามแนวพระดำริ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” ซึ่งในการพัฒนาตั้งแต่ปี 2563-ปัจจุบัน ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์ผ้าทอย้อมครามพัฒนาให้กลายเป็นผ้าไทยที่ใส่สนุก มีลวดลายใหม่ๆ ดีไซน์ที่ทันสมัย ตามเทรนด์แฟชั่น

“ปัจจุบันได้มีการต่อยอดไปสู่โครงการดอนกอยโมเดลสู่สากล มีการสร้างสรรค์แฟชั่น คอลเล็กชั่นร่วมสมัย นำไปสู่การสร้างงาน สร้างรายได้ กระจายสู่ชุมชนอย่างยั่งยืน และเป็นต้นแบบในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ้าไทยให้เป็นที่ประจักษ์ทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยสามารถสร้างรายได้ให้กับสมาชิกในกลุ่มทอผ้าจากเดิม 700 บาท/คน/เดือน เพิ่มเป็นกว่า 15,000 บาท/คน/เดือน การที่พระองค์มาทรงเป็นผู้นำในการพัฒนา ทรงเข้ามาช่วยเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างมาก เพราะชาวบ้านเชื่อมั่น และปฏิบัติตาม ซึ่งปรากฏผลลัพธ์ดีจริงๆ เพราะทุกคนมั่นใจ ชาวบ้านหมดหนี้ หมดสินเพราะพระองค์เยอะมาก นับเป็นพระกรุณาธิคุณอย่างแท้จริง” นายสุทธิพงษ์กล่าว

ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย กล่าวว่า สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงนำประสบการณ์ส่วนพระองค์ทั้งจากการทรงงานและทรงศึกษาผ้าทอพื้นเมืองมาพัฒนาต่อยอดภูมิปัญญาผ้าไทยให้ทันสมัย เป็นที่ต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ แต่ยังคงไว้ซึ่งลวดลายของผืนผ้าที่สื่อถึงความเป็นอัตลักษณ์ของท้องถิ่นในแต่ละภูมิภาค ด้วยพระปรีชาสามารถด้านการออกแบบที่นำสมัยจึงทรงนำมาประยุกต์ปรับเปลี่ยนเพื่อความเหมาะสมกับยุคสมัยได้อย่างสวยงาม สามารถสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้กับช่างทอผ้าทุกท้องถิ่นทุกท้องที่



ถวิล อุปรี ประธานกลุ่มทอผ้าย้อมครามบ้านดอนกอย กล่าวว่า รู้สึกซาบซึ้งดีใจและสำนึกในพระกรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ จากในอดีตพวกเราทอผ้าแบบโบราณ ตามวิถีชีวิตชาวบ้านโบราณดั้งเดิม ทอเฉพาะใช้ ใช้ทุกอย่างที่ทำ พระองค์มาพระราชทานเสริมให้ลายผ้ามีความหลากหลาย เพื่อให้ชุมชนเรามีรายได้ มีเงินไปดูแลครอบครัว ดูแลลูกหลานในชุมชน รายได้เพิ่มมากขึ้น ลักษณะลายผ้าเฉดสีมีมากขึ้น และผสมผสานหลากหลาย ตั้งใจว่าจะน้อมนำถ่ายทอดให้ลูกหลานได้สืบสาน รักษา และพัฒนาต่อยอดต่อไปให้เกิดความยั่งยืน
ด้าน อรสา อุปรี สมาชิกกลุ่มทอผ้าย้อมครามบ้านดอนกอย กล่าวว่า ก่อนหน้านี้เป็นสาวโรงงานอยู่กรุงเทพฯ มีรายได้วันละ 200-300 บาท เมื่อกลับมาอยู่ที่บ้าน แม่ก็ชวนมาทำงานที่โรงทอผ้า ตอนแรกที่ทำก็ไม่เชื่อมั่นในตัวเองว่าจะทำได้ อีกทั้งก็ทอด้วยเทคนิคเดิมๆ จากภูมิปัญญาของเรา กระทั่ง พระองค์เสด็จมาช่วย และทรงแนะให้เพิ่มสีต่างๆ ลงไปจะทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้น

“จากตอนแรกทำเทคนิคเดิมๆ จากภูมิปัญญาของเรา ผ้าสีเข้ม ผ้าสีกลาง พอพระองค์เสด็จมาก็ทรงให้ลองทำ เพิ่มสีขึ้นไหมจะได้ราคาเพิ่มขึ้น อีกทั้งยังทรงพระราชทานลายผ้ามาให้ เช่น ลายขอ รวมทั้งทรงแนะนำให้นำลายผ้ามาผสมผสาน ก็ได้ลองทำดู ลูกค้าก็ชอบ ซึ่งตอนนี้ผ้าครามขายดีมาก สร้างรายได้ไม่แตกต่างจากที่กรุงเทพฯ ดีไม่ดี ได้เยอะกว่าอีก”
“ที่กรุงเทพฯ เดือนหนึ่งเราได้ 6,000-7,000 บาท รายได้เดือนชนเดือนไม่มีเงินเก็บ บางทีต้องหยิบยืม แต่มาอยู่ตรงนี้ บางเดือนเราก็ได้ 10,000-20,000 บาท โดยที่เราไม่ต้องจ่ายค่ากับข้าว จ่ายค่าเช่าบ้าน เราก็อยู่ของเรา กับข้าวเราปลูกกินเอง ก็ประหยัดไปอีก แถมยังมีเงินเหลือเก็บเดือนละ 3,000-4,000 บาท ชีวิตดีขึ้น ไม่ต้องไปเป็นลูกน้องเขาที่กรุงเทพฯ มีความสุขกว่า เพราะได้อยู่กับครอบครัว” อรสาเล่าไปน้ำตาไหลไป และว่า
“ตอนนี้ทั้งหมู่บ้านดอนกอยเกือบทุกหลังคาเรือน ประมาณ 300 กว่าหลังคาเรือน ทำผ้าเป็นกันทุกคน ผู้ชายก็เข็นฝ้าย กวักฝ้าย คนในครอบครัวทำเป็นหมด ซาบซึ้งในพระกรุณาธิคุณของพระองค์มาก พูดไม่ออก พระองค์มาทำให้ชีวิตเรามีคุณค่าขึ้น ดีขึ้น ขอบคุณพระองค์ที่มาช่วย เป็นพระกรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้”
เช่นเดียวกับ จินตนา พิมพาณิชย์ ประธานกลุ่มทอผ้าย้อมครามบ้านคำประมง ที่หลังจากพระองค์เสด็จมาพัฒนา ก็ทำให้กลุ่มมีรายได้เดือนหนึ่งหลักแสนบาท
“ก่อนพระองค์เสด็จมาพัฒนา การทำผ้าของเราจะทอสีล้วนๆ ผ้าครามก็ทำเป็นสีเข้ม ทำให้ขายผ้าไม่ค่อยได้ ยิ่งช่วงโควิด ทอผ้ากองมาไว้ขายไม่ได้เลย แต่โครงการของพระองค์ทรงพาดีไซเนอร์ลงมาให้คำแนะนำแยกแยะสี ประยุกต์สี จับสีมาใส่กันให้อยู่ในผืนเดียวหลายๆ สี ผ้าครามจากเคยทำสีเข้ม ก็แนะนำให้ทำโทนสีอ่อนๆ ลงมา ทำให้เราได้เรียนรู้เรื่องเทรนด์สี ที่เราต้องรู้ว่าลูกค้าชอบโทนสีไหน และทุกปีเราต้องอัพเดตเทรนด์สี ซึ่งเป็นเทรนด์แฟชั่นโลก

“ตอนที่ท่านยังไม่พัฒนา รายได้เดือนแรกเมื่อตอนตั้งกลุ่มปี 2561 ได้คนละ 300 บาท แต่พอพระองค์เสด็จมาทรงแนะนำ เราก็ปฏิบัติตามทันที เพราะเราอยากขายได้ และเมื่อทำแล้วก็ขายได้จริงๆ รายได้ก็ขยับเพิ่ม เคยได้เดือนละ 300 บาท ก็ขยับเป็นเดือนละ 4,000-5,000 บาท จากขายได้เมตรละ 500 บาท ตอนนี้เป็นเมตรละ 1,000 บาท ซึ่งเราก็พัฒนาปรับปรุงมาเรื่อยๆ จนกระทั่งเดี๋ยวนี้ ได้เดือนละ 10,000 กว่าบาท/คน ระยะเวลาเพียงแค่ 3 ปี ตอนนี้ส่งลูกเรียนปริญญาตรี 2 คน และนำมาใช้จ่ายในครอบครัว”
จินตนา ซาบซึ้งในพระกรุณาธิคุณจนน้ำตารื้น โดยว่า “ขอบพระคุณพระองค์หญิงที่มาช่วยลูกกลุ่ม พูดแล้วจะร้องไห้ ให้ลูกกลุ่มชาวบ้านได้มีรายได้ ชาวบ้านดีใจมากที่ได้เข้าร่วมโครงการของพระองค์ (น้ำตาไหล) และชาวบ้านที่เคยมีหนี้มีสิน ก็มีรายได้เพิ่มขึ้นและได้ใช้หนี้และไม่มีหนี้ ทุกคนดีใจ มีความสุข ถึงจะเป็นหมู่บ้านเล็กๆ แต่ก็ทำได้ ชาวบ้านภาคภูมิใจในตัวเอง และซาบซึ้งในพระกรุณาของพระองค์หญิง ขอบคุณมากๆ ขอให้พระองค์ทรงพระเจริญ”
พิสมัย บาตดี กลุ่มทอผ้าย้อมครามบ้านบัวทอง กล่าวว่า ตื้นตันใจพูดอะไรไม่ถูก เพราะทรงมาสนับสนุนให้พวกเรามีอาชีพ จากที่ไม่มี พอทรงลงมาก็มีเยอะขึ้น มีเงินให้ลูกให้หลานไปโรงเรียน
“พวกเราก็บ้านนอก ไม่รู้จะทำยังไงให้เราได้ขายของ พระองค์ทรงมาสนับสนุนตรงนี้ จากที่ไม่เคยได้ก็มี เรามีรายได้ เราก็สบายใจ ตอนไม่มีมันไม่สบายใจ แต่ตอนนี้สบายใจ ทำอะไรก็น่ารักไปหมด ลายผ้าที่พระราชทานมา มีแต่คนบอกสวยๆ ขายดีมาก ลูกค้ามาชมว่าสวย เมื่อก่อนลูกค้ามาจับก็บอกว่าไม่สวยๆ แต่พอพระองค์มาพัฒนา คือ สวยหมด ทรงบอกอะไรมาเราก็เชื่อและทำตาม และพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ อย่างลายนกนางแอ่นที่ทรงแนะนำก็ขายดีมาก จนตอนนี้ผลิตไม่ทัน ซึ่งตอนนี้รายได้เฉลี่ยก็ได้เดือนละ 10,000 กว่าบาท ดีใจมากๆ ขอบคุณพระองค์ที่ทรงมาสนับสนุนชาวบ้านอย่างเรา” พิสมัยกล่าว พร้อมพนมมือขึ้นขอบคุณ

ขณะที่ นครศรี ช่างคำ ประธานกลุ่มสร้างเสริมอาชีพชุมชนบ้านดอนกอย กล่าวด้วยความซาบซึ้งว่า ก่อนพระองค์เสด็จมาพัฒนา เราขายผ้าไม่ค่อยได้ หรือบางเดือนก็ขายไม่ได้เลย ทำให้รายได้ไม่พอ เนื่องจากทำนาปีละครั้ง เมื่อขายข้าวได้ครั้งหนึ่งก็หมดแล้ว ไม่มีรายได้แล้ว ทำให้เป็นหนี้เพราะรายได้ไม่พอ ต้องไปกู้มา ซึ่งเราต้องดูแลอีก 2 ชีวิตในครอบครัว สามีที่ป่วยทำงานไม่ได้ และลูกที่เรียนสูงขึ้นทุกวัน
“เมื่อพระองค์เสด็จมา ทรงบอกว่าให้ปรับโทนสีและลวดลาย ลายใหญ่ให้ปรับเล็กลง และทำ 2-3 ลายอยู่ในผืนเดียวกันได้ ที่เป็นโทนสีไปด้วยกันได้ เมื่อทรงแนะนำ เราก็เอามาปรับเลย อีกทั้งยังได้ดีไซเนอร์มาแนะนำ มีอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญมาสอน ซึ่งทีมงานของพระองค์ได้เข้ามาที่หมู่บ้านและบอกว่า ทุกกลุ่มที่เฝ้ารับเสด็จ พระองค์ให้ดูแลทุกกลุ่ม แล้วไม่ให้ทอดทิ้ง รู้สึกว่าตอนนั้น เกิดแสงสว่างขึ้นมาในตัวของตัวเอง มีความรู้สึกว่าเราต้องทำและทำให้ได้ ก็เลยมีความมุ่งมั่นที่จะทำ”

“พอได้ทำ ชีวิตเปลี่ยนไปมาก เปลี่ยนชนิดหลังมือเป็นหน้ามือเลย จากที่เราไม่มีรายได้ กลายเป็นเรามีงานทำ จากที่เราไปยืมเงินเขามาจนเป็นหนี้ เราก็มีเงินทยอยจ่าย หรือลูกชาย เขาเรียนสูงขึ้นเรื่อยๆ ตอนแรกก็กลัวว่าจะไม่มีปัญญาส่งลูก เพราะแฟนไม่ค่อยสบาย ซึ่งลูกก็อยากเรียน เมื่อมาทำผ้า ก็พัฒนาขึ้นมา มีรายได้ขึ้นมา สามารถจะส่งให้ลูกได้ ทุกครั้งที่ลูกขอเงิน มีเงินให้ทุกครั้งที่ลูกขอ”
นครศรีเล่าอีกว่า ผ้าลายที่ขายดีคือ ลายลูกอมสีชมพู ขายดีอันดับ 1 เลย ทุกครั้งที่ขึ้นกี่ทอผ้า แล้วลูกค้ามาเห็นคือสั่งทันทีทั้งที่ผ้ายังทอไม่เสร็จ ปัจจุบันรายได้เข้ามาเดือนละประมาณ 10,000 บาท
“เชื่อว่าต่อไปชีวิตเราต้องดีขึ้น เชื่อมั่นในตัวเองว่าเราทำได้ และเอาคำที่พระองค์ทรงแนะนำมาปรับปรุง รู้สึกภูมิใจและปลื้มใจ รู้สึกซาบซึ้งในพระกรุณาธิคุณอย่างมาก” นครศรีกล่าวทั้งน้ำตา
ทรงเป็นดั่งแสงสว่างที่นำทางชาวบ้านให้พบกับชีวิตใหม่ที่ดีและมีความสุข

