พระอัจฉริยภาพ ‘พระพันปีหลวง’ ทรงสร้างอาชีพ ชุบชีวิตราษฎร หัตถศิลป์ไทยเลื่องลือไกลไม่สิ้นสุด
เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา “สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง” 12 สิงหาคม 2567 เพื่อสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่พระองค์ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทย ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อสร้างสรรค์ความอุดมสมบูรณ์แก่แผ่นดิน ไอคอนสยาม ร่วมกับมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ตลอดจนพันธมิตรภาครัฐ และภาคเอกชน จัดงานนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง “จากภูผา สู่มหานที” เชิดชูหัตถศิลป์ไทย เลื่องลือไกลไม่สิ้นสุด โดยนำศิลปะและหัตถกรรมไทยทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ มานำเสนอเพื่อเฉลิมพระเกียรติ พร้อมทั้งสะท้อนให้เห็นถึงพระวิริยอุตสาหะ ในการส่งเสริมอาชีพและสร้างรายได้ให้แก่ราษฎร ตลอดจนวิสัยทัศน์ที่ใส่ใจในงานหัตถศิลป์ จนก่อเกิดเป็นมรดกทางวัฒนรรมที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น สืบสานพระราชปณิธานที่ทรงอนุรักษ์มรดกแห่งภูมิปัญญาอันล้ำค่าไม่ให้สูญหายไป

โดยพิธีเปิดได้รับเกียรติจาก “ท่านผู้หญิงจรุงจิตต์ ทีขะระ” เลขานุการในพระองค์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง มาถ่ายทอดเรื่องราวเกี่ยวกับพระมาหากรุณาธิคุณ และพระอัจฉริยภาพ ณ เจริญนคร ฮอลล์ ชั้น M ไอคอนสยาม

ท่านผู้หญิงจรุงจิตต์ กล่าวว่า ความประทับใจในการตามเสด็จฯ มาเป็นระยะเวลาอันยาวนาน สิ่งที่สร้างความตื้นตันใจเสมอมา คือ ‘ความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับสถาบันพระมหากษัตริย์’ ในอดีต ประชาชนจะมาจับจองพื้นที่เพื่อรอรับเสด็จ ฯ ตั้งแต่เช้ามืด โดยไร้ซึ่งสิ่งกำบังแดดและฝน ซึ่งทำให้เห็นว่าประชาชนสู้ไม่ถอย และยังคงนั่งอยู่ที่เดิมแม้จะร้อนหรือเปียกปอนไปด้วยน้ำฝนก็ตาม เพราะต้องการที่จะชื่นชมพระบารมีอย่างใกล้ชิด นอกจากความตื้นตันใจในเรื่องดังกล่าวนี้แล้ว อีกหนึ่งสิ่งที่เห็นมาอย่างสม่ำเสมอ คือ ประชาชนมักจะนำผ้ามาถวาย เช่น ผ้าขาวม้า ซึ่งผ้าขาวม้าไทยเป็นผ้าอเนกประสงค์ของประเทศที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างหลากหลาย
“นอกจากจะนำผ้าขาวม้ามาถวายแล้ว ประชาชนยังได้นำผ้าขาวม้ามาปูเป็นลาดพระบาท เวลาเราเห็นแบบนั้นเราไม่กล้าไปเหยียบ เพราะเรารู้ว่าเหล่าชาวบ้านนั้นทำเพื่อถวายพระองค์ ซึ่งบนผืนผ้าเหล่านั้นก็จะมีรอยพระบาทของพระองค์ประทับอยู่ ชาวบ้านก็จะนำไปเก็บไว้ เวลาเดือดร้อน หรือมีความทุกข์ใดก็ตามสามารถกราบบังคมทูลกับพระองค์โดยตรง ไม่จำเป็นจะต้องใช้คำราชาศัพท์ หรือทำหนังสือถวายฎีกา นี่คือสิ่งที่เราเห็นจากประชาชนที่รักในพระเจ้าแผ่นดิน เป็นอะไรที่จำแล้วไม่เคยลืม” ท่านผู้หญิงจรุงจิตต์เล่าความประทับใจที่กลั่นออกมาจากสิ่งใจ ก่อนจะเล่าต่อว่า

“พระองค์ เสด็จฯ ไปแห่งใด พระองค์จะทอดพระเนตรสิ่งที่ราษฎรนำมาถวายเสมอ ไม่ว่าจะเป็น ไข่ไก่ ผลไม้ หรือหมอนขิด ที่มาจากภูมิปัญญาท้องถิ่นของพื้นที่นั้นๆ พระองค์ทรงรับมา และทอดพระเนตรเห็นถึงฝีมือของชาวบ้านในประเทศไทย และนำมาถ่ายทอด พัฒนาต่อไป หรือชาวไทยภูเขาที่สวมชุดชาติพันธุ์มาเฝ้าฯ รับเสด็จ แสดงให้เห็นว่า คนไทยไม่ว่าจะอยู่ตรงไหนก็มีความเป็นศิลปะ” ท่านผู้หญิงจรุงจิตต์กล่าว


จากวันนั้น ถึงวันนี้ เป็นเวลากว่า 50 ปีแล้ว นับตั้งแต่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยเสด็จพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อทรงเยี่ยมราษฎรทั่วทุกภูมิภาค ทรงพบเห็นราษฎรมีความเป็นอยู่ที่ลำบาก และยากจนโดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวไร่ ชาวนา จึงมีพระราชดำริช่วยเหลือราษฎรให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงดูแลกลุ่มแม่บ้านให้มีอาชีพเสริม โดยมุ่งเน้นให้พวกเขานั้นพึ่งพาตนเองได้

สิ่งหนึ่งที่ทรงพบเห็นคือ ความเป็นศิลปินที่อยู่ในสายเลือดของคนไทย
คนไทยมีความสามารถในการคิดสร้างสรรค์เครื่องนุ่งห่มให้งดงาม มีความรู้ด้านการทอผ้า พระองค์ทรงขยายจุดเด่นนี้ให้เป็นที่ประจักษ์ด้วยการส่งเสริมให้ราษฎรสืบทอดการทอผ้า ปักผ้า ที่ยังคงเอกลักษณ์ของแต่ละท้องถิ่น นอกจากนี้ยังทรงซื้อผ้าจากฝีมือชาวบ้านมาตัดเย็บเป็นฉลองพระองค์ที่งดงาม ทรงสวมใส่ในงานพระราชพิธีและการเสด็จพระราชดำเนินไปในที่ต่าง ๆ จนเกิดกระแสนิยมแก่คนทั่วไปและชาวต่างชาติให้หันมาใช้ผ้าไทยกันมากขึ้น โดยมี ‘มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระรมราชชนนีพันปีหลวง’ ซึ่งทำหน้าที่ส่งเสริมและสนับสนุนให้ชาวบ้านสร้างงานหัตถศิลป์ นอกจากสร้างงาน สร้างรายได้แก่คนในท้องถิ่นแล้ว ยังเป็นการสร้างความภาคภูมิใจให้ผู้สร้างงานยังคงรักษา และถ่ายทอดเอกลักษณ์ท้องถิ่นจากรุ่นสู่รุ่น นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2519 เป็นต้นมา


ด้าน แพนเค้ก เขมนิจ จามิกรณ์ นักแสดงตัวแทนคนรุ่นใหม่ที่มักสวมใส่ผ้าไทยในโอกาสต่างๆ และนำผ้าไทยไปเฉิดฉายในระดับสากลนั้น กล่าวว่า ภาพจำของเธอกับผ้าไทยในอดีต คือ ความโบราณ เธอเล่าว่าสมัยก่อนเธอจะเห็นบรรพบุรุษ แม่ และยาย สวมใส่อยู่เสมอ ซึ่งตอนนั้นเรามีความคิดว่าผ้าไทยนั้นดูโบราณใส่ เมื่อใส่แล้วดูมีอายุ อีกทั้งยังสวมใส่ยาก แต่ในปัจจุบันเมื่อสังคมเปลี่ยนไป ไม่ว่าจะเป็นสี หรือรูปแบบ ทำให้ผ้าไทยมีการพัฒนามากยิ่งขึ้น สามารถสวมใส่ได้ทุกโอกาส

“ในฐานะนางแบบ เวลาที่เราสวมชุดไทยเดินข้างนอก ไปยังตามสถานที่ต่างๆ แล้วชาวต่างชาติเห็นมักจะเดินเข้ามาจับและถามนี่คือผ้าอะไร ดูเรียบ แต่กลับมีความพิเศษ ซึ่งเราภาคภูมิใจมากที่ชาวต่างชาติให้ความสนใจ ความจริงแล้วผ้าไทยไม่ได้สวมใส่ยากเลย เราสามารถออกแบบ และเลือกใส่ตามโอกาสที่เหมาะสม อีกทั้งยังสวมใส่สบาย ใส่ง่ายอีกด้วย” แพนเค้กเล่า
โดยนิทรรศการเฉลิมพระเกียรตินี้ จัดขึ้นภายได้แนวคิด “การเดินทางแห่งศิลปะและหัตถกรรมไทยภายใต้พระบารมีสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง” โดยนำศิลปะและหัตถกรรมไทยทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ ตั้งแต่ภาคเหนือจรดใต้มานำเสนอเพื่อเฉลิมพระเกียรติและสะท้อนให้เห็นถึงพระวิริยอุตสาหะ ในการส่งเสริมอาชีพและสร้างรายได้ให้แก่ราษฎร และ “นิทรรศการจากวัชพืชและแมลง สู่งานศิลป์ในรัชสมัย” ครั้งแรกกับการจัดแสดงสุดยอดงานหัตถศิลป์ชั้นครู นับเป็นครั้งแรกในการนำเรื่องราว เบื้องหลังของงานศิลปะจากแมลงทับและย่านลิเภามาสะท้อนให้เห็นถึงพระวิสัยทัศน์อันละเอียดอ่อนและสร้างสรรค์ ของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงมองเห็นคุณค่าในสิ่งเล็กน้อย นำมาเพิ่มมูลค่าและสร้างสรรค์เป็นงานหัตถศิลป์ ตั้งแต่วันนี้ ไปจนถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2567 ณ ไอคอนลักซ์ อเวนิว ชั้น M ไอคอนสยาม



ร่วมเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้

