COVID-19 วิกฤตวัดใจภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนไทย

COVID-19 วิกฤตวัดใจภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนไทย

สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อ COVID-19 กลายเป็นจุดเปลี่ยนของประวัติศาสตร์โลกอย่างหนึ่งเหมือนอย่างที่หลายคนพูดกันว่า

วิถีชีวิตของเราจะเปลี่ยนไปไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ตราบใดที่โรคนี้ยังไม่มีวัคซีนป้องกันหรือฆ่าเชื้อนี้ได้ถาวรไปจากโลกนี้

ยังไงเราทุกคนต้องปรับตัวให้อยู่กับความจริงนี้ให้ได้

เราจะไม่สามารถรับมือกับวิกฤตนี้ได้ ถ้าหากเรายังไม่ระลึกถึงความรุนแรงอันแท้จริงของวิกฤตนี้

นี่เป็นบทเรียนสำคัญที่ผู้นำทั่วโลกได้เรียนรู้กันไปตามๆ กันในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา

และเราก็ได้เห็นการบริหารจัดการปัญหาที่แตกต่างกันออกไปสำหรับผู้นำแต่ละคนแต่ละประเทศ

หลังจากที่ผู้บริหารประเทศแต่ละคนยอมรับความรุนแรงของวิกฤตในประเทศตนแล้ว สิ่งที่ตามมาและเป็นสิ่งที่ประชาชนคาดหวังก็คือ การสื่อสารที่ชัดเจนและแม่นยำ

ทั้งโจทย์และวิธีการแก้ปัญหาสำหรับสถานการณ์ในแต่ละช่วง

เราได้เห็นผู้นำแต่ละคนมีแนวทางที่ต่างกันออกไป

ไม่ว่าจะเป็นแบบ นายกฯบอริส จอห์นสัน ของอังกฤษ ที่ถูกวิจารณ์ว่าให้ข้อมูลที่สับสนและไม่โปร่งใส เริ่มตั้งแต่ไอเดีย herd immunity เปลี่ยนไปเป็นการล็อกดาวน์ประเทศในไม่กี่วันถัดมา

จนกระทั่งมาขอบคุณเหล่าแพทย์พยาบาลที่ช่วยตอนที่ติดเชื้อเข้าโรงพยาบาลเสียเอง

หรืออย่าง นางอังเกลา แมร์เคิล ของเยอรมนี ที่ส่งสัญญาณเตือนเพื่อให้ทุกคนเตรียมตัวรับ worst case scenario ตั้งแต่แรก

ทำให้ทุกคนตระหนักถึงความรุนแรงของวิกฤตนี้ ซึ่งได้รับคำชม

และดัชนีกระแสความนิยมเพิ่มขึ้นมาในช่วงที่ผ่านมากกว่า 11 จุด

ย้อนกลับมามองประเทศเราก็ไม่ต่างครับ

สิ่งแรกที่เรามองหาจากผู้นำประเทศเราก็คือการเปิดตารับรู้เปิดหูฟังและเชื่อมั่นในข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญตัวจริงที่มีอยู่รอบตัวมากมาย

ขอเพียงท่านเลือกใช้ให้ถูก สถานการณ์นี้ขอให้เพิกเฉยต่อสุ้มเสียงคำแนะนำที่เคลือบแฝงเรื่องการเมืองชวนตี อย่าไปสนใจการกวนน้ำให้ขุ่นของฝ่ายตรงข้าม

แต่ขอให้เชื่อใจผู้ที่รู้จริง และให้เกียรติพวกเค้าในการช่วยชี้นำและวิเคราะห์ความเสี่ยงต่างๆ ให้ท่าน

ประชาชนทุกคนจะเชื่อมั่นในรัฐบาลท่านแน่นอนหากท่านสามารถสร้างความโปร่งใสให้เราเห็น

หลังจากท่านได้ยอมรับและแสดงให้เห็นว่าผู้เชี่ยวชาญตัวจริงได้เข้ามาช่วยท่านแล้ว

สิ่งที่ประชาชนและผู้ประกอบการต่างๆ อยากได้ยินจากผู้นำก็คือนโยบายที่ชัดเจนและเฉียบขาด

สถานการณ์บีบบังคับแล้วครับว่าทุกคนต้องยอมปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตจากเดิมอย่างมาก

ถึงจะควบคุมการแพร่กระจายของโรคนี้ได้ ทุกสังคม ทุกประเทศเหมือนกันหมดไม่มีข้อยกเว้น

เพราะไวรัสมันไม่เลือกครับ

การล็อคดาวน์ที่เกิดขึ้น แน่นอนมีผลกระทบอย่างมาก

แต่ทำอย่างไรได้ครับ เราทุกคนมีหน้าที่ต้องทำตามนโยบายที่รัฐบาลเห็นว่าดีที่สุดสำหรับส่วนรวม

ซึ่งที่ผ่านมาก็ดูเหมือนจะได้ผลดีและควบคุมความเสี่ยงได้ระดับหนึ่ง

สำหรับภาคธุรกิจนั้น ตราบใดที่ท่านผู้นำและรัฐบาลสามารถแสดงให้เราเห็นว่ามีแผนการรองรับทั้งระยะกลางและระยะยาวอย่างชัดเจน

ทุกคนมีความยินดีครับที่จะปฏิบัติตามเสมอ

แต่ท่านต้องไม่เหยาะแหยะ หรืออะลุ่มอล่วยให้กับผู้ประกอบการที่ทึกทักเอาเองว่าสถานการณ์เริ่มดีขึ้นแล้ว นึกอยากจะทำอะไรก็ทำตามอำเภอใจ

อันนี้เป็นเรื่องที่ต้องพึงระวังและคอยจับตาดูอย่างมาก

ตัวอย่างที่ผมเห็นก็คือ ณ วันที่เขียนบทความนี้ (18 เมษายน) ในช่วงที่การล็อคดาวน์ยังไม่สิ้นสุด

สนามกอล์ฟหรูแห่งหนึ่งริมถนนวิภาวดีใกล้ๆ หลักสี่ก็มีจดหมายถึงสมาชิกว่าเปิดให้จองสนามได้ล่วงหน้าสำหรับเดือนพฤษภาคมแล้ว

ยังไงกันครับ พ.ร.บ.ฉุกเฉินยังไม่หมดอายุเลย และก็ยังไม่แน่เลยด้วยว่าสิ้นเดือนเมษายนสถานการณ์จะเป็นอย่างไร ภาคเอกชนไม่ควรขยับตัวล้ำหน้าไปก่อนนะครับ

นี่แหละครับที่อันตรายและน่ากลัว

พฤติกรรมแบบนี้ผมถือเป็นการสร้างมาตรฐานที่ผิดๆ สำหรับภาคธุรกิจอย่างมาก

ถ้ามีสักรายเริ่มส่งสัญญาณเดินเครื่องแบบไม่สนใจนโยบายของรัฐบาลและไม่ได้รับการตักเตือน พฤติกรรมเลียนแบบตามมาแน่นอนครับ

เข้าใจครับว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่กลุ่มทุนธุรกิจใหญ่ๆ ในประเทศเราก็อยากมีสิทธิมีเสียง และพยายามล็อบบี้และสร้างประเด็นให้มีน้ำหนักเพื่อประโยชน์ของตัวเองให้อยู่รอดและจัดการปัญหาได้เร็วที่สุด

แต่รัฐบาลเองก็ต้องพึงระลึกไว้ว่าหากกฎไม่เป็นกฎและมีการบิดเบือน

นั่นหมายความว่า พวกท่านกำลังลดทอนความสำคัญเรื่องสวัสดิภาพของประชาชนส่วนรวมอยู่นะครับ

การให้ภาคธุรกิจช่วยกันเสนอช่วยกันแนวคิดเพื่อผ่อนคลายมาตรการล็อคดาวน์ตามที่เป็นข่าวก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจครับ

อย่างการแบ่งโซนและการแบ่งประเภทธุรกิจที่ก่อให้เกิดการรวมตัวของประชาชนให้ชัดเจน

แต่ที่สำคัญ ภาคธุรกิจเองก็ต้องสำเหนียกตนเองด้วยนะครับว่าเราเองก็เป็นส่วนหนึ่งของสังคมที่ต้องช่วยกันรับผิดชอบสวัสดิภาพของคนไทยทุกคน

อย่าพยายามเสนอแนวคิดที่เป็นไปไม่ได้ต่อการทำจริง และเป็นการสร้างความเสี่ยงของการแพร่กระจายเชื้อให้สูงขึ้นมาอีกครั้ง

สิ่งที่รัฐบาลได้ทำมาจะเสียประโยชน์เปล่าไปสิ้น

แนวโน้มกำลังไปได้ดี ถ้าเกิดหน้ามืดตามัวเพราะกลัวธุรกิจพังจนยอมเอาสวัสดิภาพประชาชนมาเสี่ยงอีกในระยะสั้น

เกิดอัตราการแพร่ระบาดกลับมาสูงอีกครั้งรับรองได้คราวนี้ลงเหวกันหมดครับ

วิกฤตครั้งนี้ผมเชื่อว่าไม่จบลงง่ายๆ ครับ การรับมือกับวิกฤตครั้งนี้ก็เหมือนที่ผมจั่วหัวเรื่องไว้ครับ

นับเป็นการวัดใจผู้นำและพวกเราทุกคน

ถ้ารัฐบาลกล้าตัดสินใจอย่างเฉียบขาด และดำเนินการหลังจากได้วิเคราะห์สถานการณ์อย่างละเอียด

และถ้าเราทุกคนเชื่อมั่นในสิ่งที่รัฐบาลกำลังดำเนินการ

สุดท้ายหากวิกฤตนี้ผ่านพ้นไปได้ และเมื่อเราทุกคนมองย้อนกลับไป ผมเชื่อว่าทั้งรัฐบาล ภาคเอกชน และประชาชนจะรู้สึกเชื่อมั่นในกันและกันเยอะขึ้นครับ

เพราะเราได้ผ่านการวัดใจและก้าวข้ามวิกฤตนี้มาด้วยกัน

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้พระพยอมชวนอุดหนุน ‘ผลไม้กระจายบุญ’ จากวัดสวนแก้ว มอบกำลังใจให้คนทำงานสู้โควิด
บทความถัดไปมีแบบนี้!ผ่านทันที ทบทวนสิทธิคลังจ่ายเงินเยียวยา 5 พัน รอบแรก 2 แสนคน