เปิดข้อมูลจริงในพื้นที่ ‘ซิโนแวค’ 2 เข็ม สกัดโควิด 90% หมอยันยังไม่พบเคสตาย
เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 28 มิถุนายน ที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวถึงการศึกษาการฉีดวัคซีนซิโนแวคกับการป้องกันโรคโควิด-19 ในประเทศไทย ว่า จากการเก็บตัวอย่างประชากรที่ฉีดวัคซีนซิโนแวค ช่วงเดือน เม.ย.-พ.ค.2564 ซึ่งยังเป็นสายพันธุ์อัลฟ่า โดยทำการเก็บตัวอย่างในพื้นที่ จ.ภูเก็ต จ.สมุทรสาคร จ.เชียงราย และข้อมูลจากกรมควบคุมโรคพบว่าประชากรใน จ.ภูเก็ต ที่ฉีดวัคซีนซิโนแวคครบ 2 เข็ม ห่างกัน 14 วัน แล้วพบว่าสามารถป้องกันการติดเชื้อ 90.7% สมุทรสาครป้องกันได้ 90.5 % เชียงราย ซึ่งเป็นกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์พบว่าป้องกันได้ 82.8% ขณะที่ภาพรวมของกรมควบคุมโรค 70.9%
“แต่หากฉีดวัคซีนซิโนแวคเข็มเดียวสามารถป้องกันได้ประมาณ 39.4% เพราะฉะนั้นผู้ที่ฉีดวัคซีน หากยังฉีดไม่ครบ 2 เข็ม ครบ 14 วัน ก็ยังมีความเสี่ยงอยู่ ส่วนจะป้องกันการป่วยหนัก และเสียชีวิตได้เท่าไหร่นั้นกำลังดูข้อมูล อาจต้องใช้ข้อมูลช่วง มิ.ย.ที่ กทม.มีการติดเชื้อโควิดสายพันธุ์เดลต้า (อินเดีย) ต้องหาข้อมูลต่อไป ซึ่งเราต้องใช้ข้อมูลที่ได้จากสถานการณ์จริง ไม่ใช่หลอดทดลอง จะช่วยบอกสถานการณ์ให้วัคซีนแล้วคนมีภูมิมากน้อยแค่ไหน ส่วนผลของวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า หรือสายพันธุ์เดลต้านั้นจะมาแจ้งให้ทราบต่อไป” นพ.ศุภกิจกล่าว
ทั้งนี้ นพ.ศุภกิจกล่าวว่า ความสามารถต่ออัลฟ่ายังมีอยู่ ส่วนเดลต้าต้องรอศึกษา และจะฉีดเข็ม 3 หรือไม่ต้องรอข้อมูลก่อน
“ถามว่ามีการศึกษาของซิโนแวคมีในคนที่ฉีดครบแล้ว ติดแล้ว ป้องกันอาการรุนแรงหรือไม่ ขณะนี้กำลังทำเพิ่ม แต่เราต้องได้จำนวนคนไข้มากพอ กำลังไล่ดูข้อมูลที่มีคุณภาพพอด้วย ซึ่งปลัด สธ.สั่งการให้ไปทำเพิ่ม ซึ่งหลายประเทศบอกว่ากันติดอาจได้ไม่มาก แต่กันเสียชีวิตอาการรุนแรงได้
“อย่างเชียงรายบุคลากรทางการแพทย์ที่ติดก็ไม่มีใครมีปัญหาอะไรเลย และไม่มีใครเสียชีวิตจากที่มีการศึกษาทั้งหมด” อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์ฯกล่าว
ทางด้าน นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัด สธ. ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุข ว่า คณะกรรมการวิชาการในคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ และอนุกรรมการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคในคณะกรรมการวัคซีนแห่งชาติ ได้สรุปผลการศึกษาประสิทธิผลของวัคซีนโคโรนาแวค (Coronavac) ของ บริษัท ซิโนแวค ในการป้องกันการติดเชื้อจากการใช้จริงในประเทศไทยช่วงเมษายนและพฤษภาคม ซึ่งเป็นช่วงที่มีการระบาดของเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์อัลฟ่า พบว่าผู้ที่ได้รับวัคซีนซิโนแวคครบ 2 เข็ม อย่างน้อย 14 วัน มีประสิทธิผลในการลดการติดเชื้อโควิดสายพันธุ์อัลฟาได้ร้อยละ 71-91 โดยแยกการศึกษาในกลุ่มผู้สัมผัสเสี่ยงสูงที่จ.ภูเก็ต มีประสิทธิผลป้องกันการติดเชื้อร้อยละ 90.7 จ.สมุทรสาคร มีประสิทธิผลร้อยละ 90.5 ส่วนการศึกษาในกลุ่มบุคลากรสาธารณสุขจากเหตุการณ์การติดเชื้อที่ จ.เชียงราย พบวัคซีนมีประสิทธิผลร้อยละ 82.8 และจากฐานข้อมูลกรมควบคุมโรค ศึกษาในบุคลากรสาธารณสุข พบมีประสิทธิผลร้อยละ 70.9 โดยคนที่ได้รับวัคซีน ไม่มีผู้ใดเสียชีวิตจากโควิด-19 ส่วนประสิทธิผลต่อสายพันธุ์เดลต้าที่พบการระบาดเพิ่มมากขึ้น อยู่ระหว่างการศึกษารวบรวมข้อมูล
“นอกจากนี้ จากการติดตามข้อมูลประสิทธิผลของวัคซีนโคโรนาแวค หลังมีการใช้จริงโดยสถาบันวัคซีนแห่งชาติ พบว่า ที่ประเทศอินโดนีเซีย รายงานว่าหลังฉีดวัคซีนครบ 2 โดส ป้องกันการป่วยที่มีอาการร้อยละ 94 ป้องกันการเสียชีวิตได้ร้อยละ 98 การศึกษาที่ประเทศชิลี พบป้องกันการป่วยที่รุนแรงร้อยละ 89 และที่เมืองเซอร์รานา ประเทศบราซิล หลังฉีดครบ 2 โดส ป้องกันการป่วยที่มีอาการได้ร้อยละ 80 และป้องกันการเสียชีวิตได้ร้อยละ 95” ปลัด สธ.กล่าวและว่า ผลการศึกษาประสิทธิผลของวัคซีนในการใช้จริง (Real World Study) ในประเทศไทย และประเทศอื่นๆ พบผลสอดคล้องกันว่า วัคซีนโคโรนาแวคมีประสิทธิผลสูงเพียงพอพอในการป้องกันโควิด-19 โดยสามารถลดการติดเชื้อโควิด-19 ได้ระหว่างร้อยละ 71-91 และลดการป่วยหนักและเสียชีวิตได้มากกว่าร้อยละ 95 ในผู้ที่ได้รับวัคซีนครบ 2 เข็มแล้ว อย่างน้อย 14 วัน

