เมื่อเวลาประมาณ 10.30 น. วันนี้ 21 มี.ค. 63 นายจีระเกียรติ ภูมิสวัสดิ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี พร้อมด้วย นายอธิสรรค์ อินทร์ตรา หัวหน้าสำนักงานจังหวัดกาญจนบุรี นายวิฑูรย์ สิรินุกุล นายอำเภอเมืองกาญจนบุรี และเจ้าหน้าที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้เดินทางไปตรวจติดตามสถานการณ์ที่บริเวณจุดผ่านแดนถาวรบ้านพุน้ำร้อน หมู่ที่ 12 ตำบลบ้านเก่า อำเภอเมืองกาญจนบุรี จังหวัดกาญจนบุรี ตรงข้ามด่านทิกิ เมืองทวาย ภาคตะนาวศรี ประเทศเมียนมา ภายหลังจากจังหวัดกาญจนบุรีได้มีคำสั่ง ที่ 1191/2563 เรื่องการระงับการเดินทางเข้า-ออกของบุคคล ยานพาหนะ และสิ่งของ ณ จุดผ่านแดนถาวร จุดผ่อนปรนชั่วคราว และช่องทางอื่นๆ ตลอดแนวชายแดนจังหวัดกาญจนบุรีที่มีระยะทางกว่า 371 กิโลเมตร ตั้งแต่วันที่ 21 มีนาคม 2563 เป็นต้นไป จนถึงวันที่ 3 เมษายน 2563
โดย นายจีระเกียรติ ได้พบปะพูดคุยกับเจ้าหน้าที่หน่วยงานต่างๆ อาทิ ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดกาญจนบุรี ทหารหน่วยเฉพาะกิจลาดหญ้า กองกำลังสุรสีห์ เพื่อสอบถามถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นภายหลังจากปิดด่าน โดยมี นายเทอดศักดิ์ กิตติวรากูร เลขาชมรมผู้ประกอบค้าชายแดน ไทย-เมียนมา บ้านพุน้ำร้อน ร่วมให้ข้อมูล ซึ่งพบว่า มีประชาชนชาวไทยและนักท่องเที่ยวที่เดินทางข้ามไปท่องเที่ยวยังฝั่งเมืองทวาย ซึ่งตกค้างในฝั่งเมียนมา ประมาณ 200 คน และแรงงานชาวเมียนมาตกค้างในฝั่งไทย ประมาณ 200 คน นอกจากนี้ยังมีรถขนส่งสินค้าอุโภคบริโภคที่ตกค้างอยู่บริเวณหน้าด่านอีกจำนวนหนึ่งด้วย จึงได้ร่วมกันวางแนวทางแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่เกิดขึ้น เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนทั้งสองประเทศ
จากนั้นได้เดินทางไปตรวจที่จุดตรวจช่องทางพุน้ำร้อน (ทหารพราน) ซึ่งพบว่า มีประชาชนและนักท่องเที่ยวชาวไทยยืนรอที่จะกลับข้ามฝั่งเข้ามายังฝั่งไทยจำนวนหนึ่ง ทางผู้ว่าราชการจังหวัดจึงได้พูดคุยทำความเข้าใจ พร้อมทั้งหาวิธีแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่เกิดขึ้น โดยจะจัดรถยนต์ตู้มารับคนไทยที่บริเวณชายแดน เพื่อกลับเข้าประเทศ และอนุโลมให้ชาวเมียนมาที่ตกค้างในฝั่งไทย ข้ามกลับเข้าไปยังฝั่งเมียนมา ได้ถึงเวลา 18.30 น. ของวันนี้เท่านั้น ส่วนในวันพรุ่งนี้จะดำเนินการตามมาตรการขั้นสูงสุด เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19
โดย นายเทอดศักดิ์ กิตติวรากูร เลขาชมรมผู้ประกอบค้าชายแดน ไทย-เมียนมา บ้านพุน้ำร้อน เปิดเผยว่า สำหรับปัญหาที่เกิดขึ้นภายหลังจากจังหวัดกาญจนบุรีมีมาตรการปิดด่านชายแดน พบว่า มีการตกค้างของสินค้าจำนวนหนึ่ง และมีประชาชนชาวไทยที่ติดค้างในฝั่งเมียนมาจำนวนหนึ่ง ขณะที่แรงงานชาวเมียนมาก็มารอเพื่อที่จะเดินทางกลับบ้านอีกจำนวนหนึ่งเช่นกัน ซึ่งควรผลักดันกลุ่มคนเหล่านี้กลับไป เพื่อจะได้ไม่เป็นภาระของทางการไทย ซึ่งดูจากการสัญจรไป-มาก็พบว่าไม่ได้มีการเดินทางข้ามฝั่งไปมามากเหมือนปกติทุกวัน การควบคุมของเจ้าหน้าที่ก็พอที่จะเป็นไปได้ ขณะที่เรามีเจ้าหน้าที่ครบถ้วน ทั้งด่านตรวจพืช ด้านตรวจสัตว์ เจ้าหน้าที่ควบคุมโรค และมีกล้อง มีการคัดกรองที่เข้มแข็งอยู่แล้วในการดำเนินการตามมาตรการตั้งแต่ต้น
สำหรับความเสียหายด้านเศรษฐกิจในระยะ 14 วัน คาดว่าจะเกิดความเสียหายอยู่ที่หลักสิบล้านบาท ในการสั่งซื้อสินค้าทั้งน้ำมัน วัสดุก่อสร้าง ในการนำเข้าอาหารทะเลที่นำเข้ามาขายในประเทศ อาจจะมีเสียหายบ้าง แต่ต้องอดทน เพื่อให้ผ่านพ้นช่วงวิกฤตนี้ไปก่อน แต่เท่าที่เห็นด่านต่างๆ ก็มีมาตรการที่แตกต่างกันไป โดยแต่ละด้านจะคงไว้ซึ่งการค้า สังเกตจากคำสั่งที่ออกมาเมื่อคืน เช่น ด่านระนอง สะพานปลาเปิดได้ ซึ่งสะพานปลาเกี่ยวกับสินค้าอย่างเดียว ถ้าสินค้าเข้ามาคนขับรถมาแค่คนสองคน การคัดกรองเป็นไปได้ง่าย ไม่กระทบในเชิงธุรกิจมากนัก จึงอยากวิงวอนผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรีให้มีการผ่อนปรนมาตรการ เนื่องจากเรามีเจ้าหน้าที่พร้อมทุกหน่วย เป็นสถานการณ์ที่เบาบางกว่าปกติ เพราะปกติในวันหนึ่งคนข้ามด้านไปมาก็จะควบคุมยาก เจ้าหน้าที่ก็ควบคุมกันอยู่แล้ว ถ้าควบคุมเฉพาะที่ตกค้างน่าจะง่าย ถ้าไม่ให้กลับไปอาจจะทำให้เป็นภาระให้กับทางภาครัฐมากกว่า โดยเมื่อผลักดันกลับไปแล้ว ก็จะไม่อนุญาตให้ข้ามกลับเข้ามาใหม่ จนกว่าจะมีมาตรการที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อเป็นการร่วมกันป้องกันการแพร่ระบาด

