อนุทิน ลั่นเอกชนไม่ต้องซื้อวัคซีนโควิด-19 ยันรัฐจัดหาเพียงพอ ฉีดฟรีทุกคน

แฟ้มภาพ

อนุทิน ลั่นเอกชนไม่ต้องซื้อวัคซีนโควิด-19 ยันรัฐจัดหาเพียงพอ ฉีดฟรีทุกคน

เมื่อวันที่ 26 มีนาคม ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า ในการประชุม ศบค.วันนี้ (26 มี.ค.) ที่ทำเนียบรัฐบาล มีผู้ส่งข้อมูลร้องเรียนถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เกี่ยวกับเรื่องการบริหารจัดการวัคซีนป้องกันโควิด-19 ของกระทรวงสาธารณสุข ใจความบอกว่าไม่ตรงตามความคาดหวังภาคธุรกิจ เอกชน ประชาชน สังคม เพราะแผนการฉีดไม่ละเอียด การจะฉีดให้ใครก่อนหลังขึ้นอยู่กับดุลพินิจของ สธ.ร่วมกับกระทรวงมหาดไทย ระดับพื้นที่ ประชาชนไม่รับรู้ จึงเป็นลักษณะการเกณฑ์ หรือหาคนไปฉีดวัคซีนทำให้เสียเวลา และล่าช้า ระบบที่ใช้มีเหตุการณ์ ในลักษณะที่ ผอ.รพ ของ สธ.โทรไปหา อดีตปลัดที่เกษียณ สอบถามว่าอยากฉีดหรือไม่ กลายเป็นเรื่องความสัมพันธ์ส่วนตัว วีไอพี และอีกหลายๆ เรื่องเกี่ยวการบริหารจัดการวัคซีน ซึ่งพอท่านได้รับร้องเรียนตัวนี้ก็ส่งต่อข้อมูลให้ตนผ่านทางไลน์ส่วนตัว อย่างไรก็ตาม ตนไม่ได้เคลียร์อะไรกับนายกรัฐมนตรี เพราะข้อมูลที่กล่าวหาไม่มีความน่าเชื่อถืออะไรเลย

นายอนุทิน กล่าวว่า ก่อนหน้านี้มีภาคธุรกิจมาคุยกับตนบอกว่าจะมาช่วยฉีดให้อะไรต่างๆ พยายามมาบอกว่าเขามีเงิน เขาจะไปซื้อแล้วให้รัฐมาฉีดให้ ซึ่งมันไม่ใช่ เพราะซ้ำซ้อนกับที่รัฐทำอยู่ แล้วยังมาบอกว่าให้รัฐออกหนังสือรับรองไปยังผู้ผลิตวัคซีนว่ารัฐยินดีจะให้เอกชนเจ้านี้เอาวัคซีนเข้ามา ซึ่งเราทำแบบนั้นไม่ได้ เลยบอกว่าไม่ต้อง เพราะวันนี้รัฐซื้อวัคซีนเข้ามาเพียงพอสำหรับประชากรที่อยู่ในประเทศไทยฟรีอยู่แล้ว ถึงเวลาท่านแค่ประชาสัมพันธ์และเกณฑ์คนมาฉีดก็พอ

“แต่พอวันนี้ในที่ประชุมก็พูดอีก พูดไปพูดมาก็บอกว่าสธ.ฉีดวัคซีนไม่ได้เรื่อง ฉีดไม่เข้าเป้า ในพื้นที่ กทม. นายกรัฐมนตรี เลยปวดหัว ของขึ้นเลย” นายอนุทิน กล่าว

นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า การบริหารจัดการวัคซีนจะจัดสรรให้กลุ่มเป้าหมาย โดยส่งให้ที่จังหวัด เพราะเป็นผู้ที่มีข้อมูลสุขภาพของคนในพื้นที่ และกำหนดสถานที่ฉีดว่าจะเป็นรัฐหรือเอกชน เพราะอย่างพื้นที่ กทม. รพ.รัฐมีน้อย จึงต้องให้รพ.เอกชนช่วยดำเนินการฉีดด้วย แต่บางจุดอาจจะต้องปรับนโยบาย วันนี้ก็ฉีดได้มากขึ้น ส่วนที่ 2 ที่รองนายกรัฐมนตรี อนุทิน ให้นโยบายคือ กลุ่มที่ตกหล่น ที่เห็นภาพคือ ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) จึงให้มีการประสานกับหน่วยงานนั้นๆ โดยตรงว่ามีจำนวนเท่าไร แล้วจัดส่งไปให้ ซึ่งจะมี รพ.ที่ให้บริการอยู่ คือที่ รพ.ตำรวจ รพ.ดารารัศมี จ.เชียงใหม่ และ รพ. ใน จ.ยะลา เพื่อให้ครอบคลุมกลุ่มที่ต้องได้รับวัคซีน ซึ่งตอนนี้อยู่ระหว่างประสานข้อมูลกัน

“และเมื่อเช้า นายกรัฐมนตรี ก็ได้สั่งการให้กระทรวงมหาดไทยช่วยในการสำรวจกลุ่มเป้าหมายด้วย” อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวและว่า

สำหรับ แผนการกระจายและฉีดวัคซีนของประเทศไทย ได้วางไว้ล่วงหน้าหมดแล้ว และสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามจำนวนวัคซีนที่ได้ เรารายงานตลอดว่าได้มาเท่าไร กระจายไปเท่าไร ที่เริ่มฉีดกันมาแล้วนั้นถือว่าเริ่มได้เร็วกว่าแผนเดิมที่เราวางไว้ว่าจะฉีดราวๆ เดือนมิถุนายน แต่เมื่อมีการระบาดเกิดขึ้นก็ปรับแผนและเริ่มฉีดวัคซีนได้เร็วขึ้น จนขณะนี้ได้มีวัคซีนรวม 3 แสนโดส และกระจายฉีดแล้วในสถานพยาบาล 30 แห่ง เดือนเมษายน 8 แสนโดส ซึ่งจะฉีดในสถานพยาบาล 100 แห่ง เดือนพฤษภาคม 1 ล้านโดส ฉีดในสถานพยาบาล 200 แห่ง เดือนมิถุนายนจะมีวัคซีน 6 ล้านโดส ฉีดในสถานพยาบาล 1,000 แห่ง เดือนกรกฎาคม จะมีวัคซีน 10 ล้านโดส ฉีดในสถานพยาบาล 1,500 แห่ง และเดือนสิงหาคมนี้ จะมีวัคซีนอีก 10 ล้านโดส ยืนยันขณะนี้ รัฐบาลจัดหาวัคซีนโควิดให้คนไทยกลุ่มเป้าหมายได้แน่นอนแล้ว 63 ล้านโดส ทั้งหมดฉีดฟรี ซึ่งจำนวนนี้เพียงพอและครอบคลุมคนกลุ่มเป้าหมายทุกคนในประเทศไทย

นพ.เกียรติภูมิ วงค์รจิต ปลัด สธ. กล่าวว่า ขอให้ประชาชนไม่ต้องกังวลเรื่องความปลอดภัย เนื่องจากวัคซีนโควิด-19 ที่นำมาใช้กับคนไทย ต้องเป็นวัคซีนที่ดี มีคุณภาพ มีความปลอดภัย และเหมาะสมกับคนไทย ขณะนี้มีการจัดหาวัคซีนโควิด-19 แล้วรวมกว่า 73 ล้านโดส ประกอบด้วย ซิโนแวค 2 ล้านโดส อยู่ระหว่างเจรจาจัดซื้ออีก 5 ล้านโดส แอสตร้าเซนเนก้า 61 ล้านโดส และจะได้รับจากบริษัท แอสตร้าเซนเนก้า ประเทศไทย จำกัด อีก 5 ล้านโดส ซึ่งจำนวน 5 ล้านโดสนี้ ถือเป็นการคืนให้กับประเทศไทยในกรณีที่ก่อนหน้านี้รัฐบาลไทยจัดสรรงบประมาณจำนวนหนึ่งในการรับถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า ในประเทศไทย

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon