ปลัด สธ. เผย อนุทิน เจรจาขอซิโนแวคเพิ่ม เดือนละ 5 ล้านโดส ยันทุกตัวมีประสิทธิภาพ

ปลัด สธ. เผย อนุทิน เจรจาขอซิโนแวคเพิ่ม เดือนละ 5 ล้านโดส ยันทุกตัวมีประสิทธิภาพ

เวลา 11.30 น. วันที่ 10 มิถุนายน ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวถึงกรณีวัคซีนซิโนแวค มาประมาณ 05.30 น. เข้ามา 1 ล้านโดส รวมแล้ว 7.5 ล้านโดส จำนวน 10 ล็อต แต่ต้องผ่านการตรวจวิเคราะห์โดยกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) ตรวจใบรับรองการผลิตจากจีนเพิ่มเติม ทั้งนี้ เราฉีดวัคละ 4 แสนโดส ดังนั้น 1 ล้านโดสนี้จะใช้เวลาฉีดเพียง 3 วัน ดังนั้น ต้องพยายามหาวัคซีนให้มากขึ้นทั้ง โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) ได้เจรจากับผู้ผลิตวัคซีนซิโนแวค เพื่อขอให้มีการจัดสรรวัคซีนจาก เดือนละ 3 ล้านโดส ให้มากขึ้น อาจเป็นที่ 5 ล้านโดส สำหรับกรุงเทพมหานคร(กทม.) ที่มีรายงานว่าจะพิจารณาเพิ่มประมาณวัคซีนให้นั้น ขอชี้แจงว่า การจะเพิ่มการจัดสรรนั้น ต้องดูปริมาณวัคซีน และศักยภาพของการฉีดในพื้นที่ด้วย วันนี้เรามีวัคซีนจำกัด การกระจายก็มีสูตรอยู่ ซึ่งพยายามให้ตามแผนที่ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) ให้มา

นพ.เกียรติภูมิ กล่าวต่อว่า ส่วนเรื่องการใช้ในเด็กอายุ 3 ปี ขึ้นไป รอทางการจีนขึ้นทะเบียนก่อน ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษา ว่าจะต้องใช้ปริมาณโดสเท่าไหร่ จำนวนครั้งที่ฉีด และระยะห่างระหว่างเข็ม และหากองค์การอนามัยโลกศึกษาเอกสารของจีน และให้การรับรองด้วย ก็เป็นเรื่องง่ายของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ไทยในการพิจารณาอนุมัติให้ฉีดวัควีนซิโนแวคในกลุ่มอายุ 3 ปี ขึ้นไปได้ อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ว่าเขารับรองแล้วเราจะรับรองตาม แต่เราก็มีการพิจารณาในส่วนของเราด้วย อย่างไรก็ตาม เนื่องจากใกล้จะเปิดเทอม ดังนั้น ตอนนี้เราจึงกำลังฉีดในกลุ่มครู

นพ.เกียรติภูมิ กล่าวถึงภาพรวมการปูพรมฉีดวัคซีนตั้งแต่ 7 มิ.ย. ว่า สิ่งสำคัญคือการฉีดวัคซีนอย่างมีประสิทิภาพ แต่การฉีดวัคซีนจำนวนมากต่อวันนั้นย่อมมีข้อกังวลว่าจะมีผลข้างเคียงเกิดขึ้น ซึ่งก็มีรายงานมาเป็นลำดับ แต่ก็ต้องมีการพิสูจน์ว่าอาการที่เกิดขึ้นนั้นเกิดจากวัคซีนจริงหรือไม่ เช่น การเสียชีวิต ก็ต้องพิสูจน์ บางคนมีโรคประจำตัว มีโรคหัวใจ ดังนั้นอาจจะเป็นเหตุแห่งสุขภาพเดิมหรือไม่ ทั้งนี้ จากการฉีด 3-4 วันที่ผ่านมา ไม่มีปัญหา อย่างไรก็ตาม กลุ่มอาการที่เจอนั้นไม่ใช่กลุ่มอาการใหม่ แต่เป็นกลุ่มอาการเดิมที่เจออยู่แล้ว เช่น อาการไข้ พบได้ 30% ซึ่งเป็นปฏิกิริยาปกติของร่างกายเมื่อมีสิ่งแปลกปลอมเข้าร่างกาย แต่อาการที่เกิดขึ้นนั้น พักและรับประทานยา 24-48 ชั่วโมงก็หาย

“แต่ไม่ใช่ว่าการมีอาการ หมายความว่าทำให้มีภูมิขึ้นสูง และก็ไม่ใช่ว่าคนไม่มีอาการจะไม่มีภูมิ เพราะการฉีดวัคซีนนั้นสามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ ส่วนที่เจออาการไข้ก็เกิดขึ้นได้ รวมกับภาวะลิ่มเลือด” นพ.เกียรติภูมิ กล่าว

เมื่อถามว่าขณะนี้ในหลายพื้นที่ ประชาชนไปรับวัคซีนตามคิว แต่ปฏิเสธที่จะฉีดวัคซีนของซิโนแวค โดยยืนยันว่าจะฉีดวัคซีนของแอสตร้าเซนเนก้าเท่านั้น นพ.เกียรติภูมิ กล่าวว่า วัคซีนที่ใช้ในประเทศไทยตอนนี้เป็นวัคซีนที่มีประสิทธิภาพ คุณภาพ มีความสามารถในการกระตุ้นภูมิคุ้มกัน ป้องกันการป่วยรุนแรง และการเสียชีวิตได้ เพราะฉะนั้นหากได้สิทธิในการฉีดวัคซีนแล้ว ก็ไม่อยากให้ประชาชนเลือกยี่ห้อ

“ขอให้แพทย์เป็นผู้พิจารณาว่าจะให้ฉีดวัคซีนชนิดใด ส่วนเรื่องวีไอพีนั้นได้กำชับให้หน่วยบริการฉีดตามลำดับ ดำเนินการให้ถูกต้อง” นพ.เกียรติภูมิ กล่าว

เมื่อถามถึงกรณีมีนักวิชาการออกมาแนะนำให้ฉีดวัคซีนแอสตร้าฯ เข็ม 2 เร็วขึ้น นพ.เกียรติภูมิ กล่าวว่า การฉีดวัคซีนแอสตร้าฯ เข็ม 1 มีสามารถสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นประมาณ 70-80% แล้วค่อยฉีดเข็ม 2 ต่อใน 16 สัปดาห์ โดยที่ภูมิคุ้มกันไม่ได้ลดลง แสดงว่ามีภูมิที่ป้องกันการป่วย อาการรุนแรง และเสียชีวิตได้

ด้าน นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวถึงภาพรวมการฉีดวัคซีนให้กับประชาชนทั่วไปที่ศูนย์ฉีดวัคซีนกลางบางซื่อ ว่า เป็นไปด้วยความเรียบร้อย โดยตั้งแต่วันที่ 14 มิถุนายนเป็นต้นไป จะเริ่มฉีดวัคซีนซิโนแวคเข็ม 2 จะทำให้ศูนย์ฯ ฉีดวัคซีนวันละประมาณ 2 หมื่นคน

“ส่วนกรณีที่พบผู้สวมรอยใส่เสื้อวินมอเตอร์ไซด์มารับวัคซีนนั้น หลังเกิดกรณีดังกล่าวกระทรวงคมนาคมก็ได้เข้ามาตรวจสอบผู้มารับวัคซีน ให้ตรงกับรายชื่อที่องค์กร/หน่วยงานส่งมา กับเลขที่บัตรประชาชน ส่วนผู้ที่ลงทะเบียนกับเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ ทั้ง 4 เครือข่าย ทางเครือข่ายได้ให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบให้ตรงกับรายชื่อและเลขบัตรประจำตัวประชาชนเช่นกัน หลังจากนี้ เมื่อถึงคิวขององค์กรใด องค์กรนั้นก็จะตรวจสอบผู้มารับวัคซีนซึ่งต้องมีรายชื่อที่ตรงกับที่ส่งมาให้ศูนย์ฉีดวัคซีน ขอยืนยันว่าทุกคนได้ฉีดตามลำดับ ไม่มีปัญหาการสวมสิทธิและไม่มีกลุ่มวีไอพีแต่อย่างใด” อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าว

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้สนทนาในรอบ 8 ปี ‘หมอเหวง’ ลั่น อรุณรุ่งของการเปลี่ยนแปลง เริ่มต้นปีที่แล้ว ‘สมยศ’ ชี้ เพราะ ‘กะลา’ ที่คนเห็นเป็นหินผา จึงไม่กล้าท้าทาย
บทความถัดไปหน.พรรค พปชร. เตรียมเรียก ‘สิระ’ มาแจง ให้ ‘ลุงพล’ ยื่นหนังสือที่รัฐสภา ว่าตามบิ๊กตู่ สมควรไหม