สกู๊ปหน้า 1 : ‘อาฟเตอร์ช็อกโควิด’ อีกพิษภัยเรื้อรัง หลังหายติดเชื้อ
นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์กำลังมีความวิตกกังวลอย่างใหม่เกี่ยวกับ “ปรากฏการณ์” ซึ่งเกิดขึ้นกับผู้ติดเชื้อโควิด-19 จำนวนหนึ่ง
ข้อกังวลที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ดังกล่าวสืบเนื่องมาจาก ในขณะที่คนส่วนใหญ่ที่ติดเชื้อก่อโรคระบาดร้ายแรงนี้และมีอาการทั่วไป เช่น มีไข้ ไอ หายใจยาก ฯลฯ แล้วก็สามารถฟื้นตัว หายกลับเป็นปกติได้ในเวลาราว 2-3 สัปดาห์ แต่มีผู้ติดเชื้ออีกจำนวนหนึ่งประมาณกันไว้ว่า อยู่ระหว่าง 10-30 เปอร์เซ็นต์ของผู้ป่วยทั้งหมด กลับมีอาการบางอย่างหรือหลายอย่างอยู่อย่างต่อเนื่องนานหลายเดือนทั้งๆ ที่ตรวจแล้วตรวจอีกไม่พบเชื้อก่อโรคโควิด-19 ในร่างกายแล้ว
แพทย์และนักวิจัยเรียกปรากฏการณ์นี้แตกต่างกันออกไป ตั้งแต่ชื่อที่คุ้นเคยกันมากที่สุดอย่าง “ลอง โควิด” (Long COVID) หรือ “ลอง ฮอลเลอร์” ไปจนถึง “กลุ่มอาการหลังติดเชื้อโควิด” (Post COVID Syndrome) ซึ่งศูนย์เพื่อการควบคุมและป้องกันโรค (ซีดีซี) ของสหรัฐอเมริกาใช้เรียก
ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น? สำหรับผู้เชี่ยวชาญหลายคนแล้ว คำถามนี้กลายเป็น “หนึ่งในความท้าทายสูงสุด” ต่อแวดวงวิชาการและการแพทย์ของโลกที่เกิดขึ้นอันเนื่องมาจากการอุบัติขึ้นมาของโควิด-19 เลยทีเดียว
ด้วยความใหม่อย่างยิ่งของปรากฏการณ์นี้ทำให้แม้แต่ “นิยาม” หรือ “คำจำกัดความ” ของโรคที่เป็นที่ยอมรับกันเป็นสากล ก็ยังไม่มี มีเพียงนิยามชั่วคราวที่ระบุไว้ว่า “ลอง โควิด” คือภาวะที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วยจำนวนหนึ่งซึ่งเกิดมีกลุ่มอาการจำนวนหนึ่งขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน หลังหายจากการติดเชื้อก่อโรคโควิด-19 นานตั้งแต่ 3 สัปดาห์เรื่อยไปจนถึง 12 สัปดาห์ขึ้นไป ซึ่งถือว่าเป็นอาการชนิด “เรื้อรัง”
องค์การอนามัยโลก ระบุว่า กลุ่มอาการลอง โควิดนั้นมีมากกว่า 200 อาการ แต่กลุ่มอาการที่พบบ่อยมากที่สุดคืออาการเหนื่อยล้า, หายใจกระชั้น หอบ, เจ็บหน้าอก, ใจสั่น หัวใจเต้นเร็ว แรง ไม่สม่ำเสมอ, ปวดหัว, ภาวะสมองล้า (brain fog), ปวดกล้ามเนื้อ และนอนไม่หลับ มีอีกหลายอาการที่พบไม่บ่อยมากนัก อย่างเช่น การสูญเสียการรับรู้รส-กลิ่น หรืออาการที่ส่งผลกระทบต่อผู้ป่วยอย่างมาก อาทิ เกิดภาวะหดหู่, ไม่มีสมาธิ, ไม่สามารถทำงานที่เคยทำได้ หรือไม่สามารถสื่อสาร ปฏิสัมพันธ์กับคนในสังคมได้เหมือนที่เคย ในบางกรณีแพทย์พบว่าผู้ป่วยมีความรู้สึกว่า ทุกสัดส่วนในร่างกายมีปัญหาไปทั้งหมด
ที่น่าแปลกก็คือ นักวิชาการพบว่า ความรุนแรงของอาการป่วยลอง โควิด ที่ว่านี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการติดเชื้อแล้วมีอาการป่วยหนักในตอนแรกแต่อย่างใด มีหลายคนที่ติดเชื้อแล้วแสดงอาการเพียงเล็กน้อย แต่ต่อมากลับเกิดอาการป่วยรุนแรง อย่างเช่น เดินเหินไม่ได้ ถึงขั้นต้องนอนติดเตียงเพราะปวดกล้ามเนื้อสาหัส นานต่อเนื่องกันถึง 9 เดือนหลังจากไม่พบเชื้อในร่างกายแล้ว เป็นต้น ซึ่งส่งผลให้ผู้ป่วยลอง โควิด ส่วนใหญ่มักเกิดความเครียด ความกังวล กลัวว่าตัวเองจะติดเชื้อซ้ำๆ เพราะมีอาการไม่หายสักที
แพทย์บางคนตั้งข้อสังเกตว่า อาการลอง โควิด อาจบางทีเกี่ยวข้องโดยตรงกับปฏิสัมพันธ์ซับซ้อนระหว่างกระบวนการทางกายภาพและกระบวนการทางจิตวิทยาของผู้ป่วยซึ่งเกิดขึ้นหลังจากหลายๆ ส่วนของร่างกายเกิดอักเสบจากการติดเชื้อโควิด-19
ประเด็นที่สำคัญอีกประการก็คือ ยังไม่มีข้อสรุปที่แน่ชัดว่าผู้ที่ติดเชื้อโควิด-19 แล้วเกิดอาการป่วยลอง โควิด คิดเป็นสัดส่วนเท่าใดกันแน่ องค์การอนามัยโลกระบุว่า คิดเป็นสัดส่วนราว 10 เปอร์เซ็นต์ของผู้ป่วยทั้งหมด แต่งานศึกษาวิจัยในประเทศอังกฤษพบว่า สัดส่วนมีสูงถึง 30 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่การศึกษาวิจัยต่อเนื่องของสถาบันวอลเตอร์ แอนด์ เอลิซา ฮอลล์ (ดับเบิลยูอีเอชไอ) ในออสเตรเลีย พบว่าผู้ติดโควิดมีโอกาสที่จะแสดงอาการลอง โควิด ได้ถึง 34 เปอร์เซ็นต์ โดยเชื่อว่ามีโอกาสไม่น้อยที่สัดส่วนจะสูงกว่านั้น
ปัญหาที่เกิดขึ้นต่อเนื่องตามมาก็คือ ในทางการแพทย์ยังไม่มีชุดการทดสอบจำเพาะเจาะจงที่จะช่วยให้แพทย์สามารถวินิจฉัยได้ว่า ผู้ป่วยรายนั้นมีอาการลอง โควิด หรือไม่ ด้วยเหตุนี้ วิธีการรักษาจึงแตกต่างไปตามอาการที่พบเท่านั้น ผู้ที่มีอาการเล็กน้อยก็อาจไม่จำเป็นต้องเข้ารับการรักษาใดๆ แต่ผู้ป่วยที่มีอาการหนักและเกิดขึ้นเป็นเวลานานๆ จำเป็นต้องได้รับการรักษาโดยผู้เชี่ยวชาญของแต่ละอาการที่พบ
นั่นทำให้การจัดตั้งคลินิกขึ้นรักษาโรคลอง โควิด เรื้อรังทำได้ลำบากมาก เพราะต้องประกอบด้วยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในหลายๆ สาขามาประจำการ อาทิ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบทางเดินหายใจ, แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านข้อต่อและกระดูก, ผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิคุ้มกันวิทยา, นักกายภาพบำบัด และในหลายๆ กรณีอาจจำเป็นต้องใช้นักจิตวิทยา และจิตแพทย์ เข้าร่วมวินิจฉัยและรักษาอาการด้วย
คลินิกลอง โควิด ในออสเตรเลีย พบว่า ผู้ป่วยส่วนใหญ่ตอบสนองต่อการรักษาได้ดี ราวครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยของคลินิกหายจากอาการและกลับไปใช้ชีวิตได้ตามปกติหลังเข้ารับการรักษา 9 เดือน แต่มีอีกไม่น้อยที่อาการทุเลาขึ้นช้ามาก โดยเฉพาะกลุ่มผู้ป่วยหนุ่มสาวซึ่งส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตสูงมาก ความสามารถในการทำงานถูกจำกัดลง ไม่สามารถออกกำลังกายได้ตามปกติ ไม่สามารถเข้าสังคมได้ตามปกติได้ เพราะอาการลอง โควิด ไม่ได้เชื่อมโยงโดยตรงกับอาการป่วยโควิดเมื่อตอนติดเชื้อครั้งแรก ทำให้สาเหตุของโรคยังกลายเป็นปริศนาลึกลับสำหรับวงการแพทย์และผู้เชี่ยวชาญ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อพบผู้ที่ติดเชื้อแล้วแสดงอาการเพียงเล็กน้อย แต่กลับป่วยเป็นโรคลอง โควิด หนักมากจนถึงกับต้องรักษาตัวในห้องอภิบาลผู้ป่วยหนัก หรือไอซียู เลยทีเดียว
อย่างไรก็ตาม นักวิชาการส่วนหนึ่งเสนอแนวคิดเอาไว้ว่า ลอง โควิด อาจเป็นผลมาจากการที่ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายทำงานผิดปกติ ทำงานมากและนานกว่าที่ควรจะเป็นหลังจากเผชิญกับการติดเชื้อครั้งแรก เงื่อนงำของแนวคิดนี้เกิดขึ้นมาจากการที่ผู้ป่วยลอง โควิด ส่วนหนึ่งบอกว่า อาการของพวกเขาดีขึ้นหลังจากได้รับวัคซีนป้องกันโควิด-19 ซึ่งแสดงให้เห็นว่ากลุ่มอาการส่วนหนึ่งเชื่อมโยงโดยตรงกับระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย การได้รับวัคซีนเข้าไปทำให้ระบบภูมิคุ้มกันถูกกระตุ้นให้กลับมาทำงานเข้าที่เข้าทางตามปกติอีกครั้งหนึ่งโดยการกำกับให้ที เซลล์ ผลิตภูมิคุ้มกันขึ้นมาในระดับที่ถูกต้องเหมาะสม หรือทำให้เซลล์ภูมิคุ้มกันที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติแล้วทำงานผิดปกติ กลับมาทำงานตามปกติอีกครั้ง
อีกทฤษฎีหนึ่ง เสนอแนวคิดที่ว่า ในร่างกายของผู้ป่วยลอง โควิด ยังคงมีเศษซากหรือชิ้นส่วนขนาดเล็กของเชื้อไวรัสก่อโรคโควิด-19 หลงเหลืออยู่ ซุกซ่อนอยู่จนไม่สามารถตรวจวินิจฉัยพบได้ หรือไม่ก็เป็นส่วนของไวรัสที่ร่างกายไม่สามารถขจัดได้ เศษซากหรือชิ้นส่วนเหล่านี้ไม่มากถึงขนาดก่อให้เกิดการติดเชื้อได้ แต่มากพอที่จะกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายให้ทำงานตลอดเวลา ก่อให้เกิดกลุ่มอาการต่างๆ ขึ้น การได้รับวัคซีนป้องกันโควิดเข้าไปอาจทำให้ระบบภูมิคุ้มกันแข็งแกร่งขึ้นจนถึงระดับที่สามารถขจัดเศษซากเหล่านี้ได้นั่นเอง
ไม่ว่าสาเหตุที่แน่ชัดจะเป็นอย่างไร สิ่งหนึ่งที่วงการแพทย์และผู้เชี่ยวชาญทั่วโลกแน่ใจตรงกันก็คือ “ลอง โควิด” จะกลายเป็นปัญหาใหญ่ในทางการแพทย์ของแต่ละประเทศ ให้ต้องทุ่มทุนและทรัพยากรมหาศาลเพื่อรับมือในอนาคตอันใกล้นี้!

