เอกชนติงติดเชื้อเพิ่ม หากระบบคัดกรองนักท่องเที่ยวต่างชาติไม่รัดกุมพอ

เอกชนติงติดเชื้อเพิ่ม หากระบบคัดกรองนักท่องเที่ยวต่างชาติไม่รัดกุมพอ

เอกชนห่วงใยการลงทะเบียนเพื่อขออนุญาตเดินทางเข้าประเทศไทย โดยระบบ Thailand Pass หรือระบบคัดกรองนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าสู่ประเทศไทย ซึ่งเป็นระบบ web-based ที่จะนำมาคัดกรองนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางเข้าประเทศในวันที่ 1 พฤศจิกายนนี้ ยังขาดการตรวจสอบเอกสารย้อนกลับที่ประเทศต้นทาง โดยระบบคัดกรองนักท่องเที่ยวเข้าประเทศ ดังกล่าว จะเป็นการนำมาใช้ทั้งสำหรับคนต่างชาติและคนไทยที่ประสงค์เดินทางเข้าประเทศไทยต้องเข้าไปลงทะเบียน กรอกข้อมูล และอัพโหลดเอกสารต่างๆ อาทิ หลักฐานการฉีดวัคซีน การตรวจหาเชื้อโควิด ฯลฯ ก่อนเดินทางเข้าประเทศ เพื่อเป็นการลดขั้นตอนการกรอก และอัพโหลดเอกสารของผู้เดินทางก่อนเข้าประเทศไทยนั้น

นางสาวบุษบา ศรีรัตนากร ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและประชาสัมพันธ์ บริษัท โก ไทยแลนด์ จำกัด เปิดเผยว่า บริษัท โก ไทยแลนด์ จำกัด เป็นผู้เชี่ยวชาญในการออกแบบระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ มีความกังวลว่า ระบบคัดกรองนักท่องเที่ยว และการบริหารจัดการข้อมูลนักท่องเที่ยวดังกล่าว จะมีความพร้อมที่จะรองรับการเปิดประเทศ และมีความสามารถในการตรวจสอบเอกสารที่นักท่องเที่ยวส่งมาให้หรือไม่ และที่สำคัญการส่งต่อข้อมูลของนักท่องเที่ยวต่างประเทศไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายๆ ครั้ง จะทำให้ประเทศไทยต้องรับผิดชอบต่อการละเมิดกฎหมายส่วนบุคคลของสหภาพยุโรป หรือกฎหมาย General Data Protection Regulations : GDPR หรือไม่
​ภาคธุรกิจเอกชนโดยเฉพาะอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ตระหนักถึงความจำเป็นในการที่จะต้องเปิดประเทศเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ แต่สิ่งที่ภาคธุรกิจยังเป็นกังวลในการเปิดประเทศ คือ ควรมีมาตรการตรวจสอบในเรื่อง  โควิด-19 อย่างเข้มข้น รัดกุม เพราะเราไม่ต้องการที่จะให้เกิดการระบาดรอบ 4 หรือทำให้ต้องกลับมาใช้มาตรการปิดประเทศอีกครั้ง

​ระบบคัดกรองนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ระบุว่าได้เชื่อมต่อกับระบบ PKI : Public Key Infrastructure) ของ Vaccine Certificate ไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลก และได้รับการตอบกลับมาแล้วประมาณ 30 ประเทศ นั้นมีหน้าที่เป็นเพียงการอ่านอย่างเดียวไม่ใช่สร้างระบบ Vaccine Validation หรือการตรวจสอบใบรับรองการฉีดวัคซีน และใบตรวจโรค ของคนต่างชาติก่อนเข้าประเทศที่ประเทศต้นทาง ตามมติคณะรัฐมนตรี วันที่ 21 กันยายน 2564 ที่มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงร่วมประสานงานกับหน่วยราชการอื่นเพื่อให้มีระบบตรวจ Vaccine Certificate โดยให้บูรณาการกับหน่วยราชการ และภาคเอกชนเพื่อให้เกิดระบบตรวจสอบนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าเมืองเป็นระบบเดียว จึงเกิดคำถามว่าแล้วระบบนี้จะทำงานได้จริงหรือไม่

​นอกจากนี้ การใช้งานระบบในเบื้องต้นจะเป็นการใช้สแกนอ่านคิวอาร์โค้ด ซึ่งปัจจุบันโทรศัพท์มือถือก็       สามารถสแกนอ่านคิวอาร์โค้ดได้อยู่แล้ว อีกทั้งไม่ใช่ทุกประเทศที่มีการใช้คิวอาร์โค้ด เกือบ 60% ของประเทศทั่วโลกไม่ได้ใช้ คิวอาร์โค้ด ก็พบว่าสำหรับประเทศที่ไม่ได้ใช้คิวอาร์โค้ดว่า ก็ให้ใช้เจ้าหน้าที่เป็นคนตรวจสอบเอกสารแทน ภาคเอกชนจึงเป็นห่วงว่า หากนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าประเทศวันละ 2,000 คน การใช้เจ้าหน้าที่เป็นคนตรวจเอกสารนอกจากเป็นงานที่หนักแล้ว ยังเพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้อมากขึ้นไปอีกด้วย

​ที่น่ากังวลที่สุด ก็คือ ระบบคัดกรองนักท่องเที่ยวต่างชาตินี้ มีความเสี่ยงสูงที่อาจจะละเมิดกฎหมายส่วนบุคคลสหภาพยุโรป หรือกฎหมาย General Data Protection Regulations (GDPR) อีกด้วย เนื่องจากระบบนี้แจ้งว่า เมื่ออ่านข้อมูลต่างชาติที่เข้ามาแล้ว จะมีการบันทึกข้อมูลดังกล่าวแล้วส่งต่อไปหน่วยงานต่างๆ อาทิ กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เป็นต้น เพราะใน GDPR ระบุไว้ว่า Consent is not a free pass หมายความว่า การยินยอมไม่ใช่บัตรผ่านฟรีที่จะเอาข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้อย่างไรก็ได้ ดังนั้น หากมีประเทศใดตีความว่า ประเทศไทยมีการบันทึก และส่งต่อข้อมูล เขาสามารถที่จะเรียกปรับเป็นเงินถึง 20 ล้านยูโรต่อประเทศ แต่ภาครัฐสามารถขอขึ้นทะเบียนเป็นสมาชิกกับสหภาพยุโรปได้แต่ต้องใช้เวลาเกือบปีกว่าจะขึ้นทะเบียนได้

“ในฐานะที่เป็นภาคเอกชนที่มีความเชี่ยวชาญด้านสถาปนิกระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ จึงหวังว่าหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องจะให้ความสำคัญในการพัฒนาและปรับปรุงระบบ Thailand Pass ให้สามารถทำหน้าที่ตรวจสอบเอกสารก่อนการเดินทางเข้าประเทศล่วงหน้าตามหลักเกณฑ์ที่ภาครัฐกำหนดให้มีประสิทธิภาพและทำหน้าที่คัดกรองนักท่องเที่ยวต่างชาติได้อย่างเข้มงวด และรัดกุม เพื่อป้องกันการติดเชื้อรอบใหม่” นางสาวบุษบากล่าว

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon