ศูนย์จีโนมฯ ถอดรหัสโควิดยิ่งกลายพันธุ์ยิ่งระบาดเร็ว ผลทดลองพบ BA.4/BA.5 เจริญในปอดได้ดี แต่ไม่ร้ายแรงเท่าเดลต้า ผู้ติดเชื้ออาการไม่รุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต คาดว่ามาจากการที่ไวรัสปรับตัว และ ปชช.มีภูมิคุ้มกันจากการฉีดวัคซีน ชี้ ปท.ที่มีผู้สูงอายุเยอะ ควรเร่งหาวัคซีนโควิดเจน 2 รองรับ ส่วนโควิดพันธุ์ย่อย BA.2.75 และ BA.3.5.1 จะเป็นมิตรหรือศัตรูต่อมนุษย์ยังสรุปไม่ได้ เนื่องจากข้อมูลไม่เพียงพอ
เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม ศูนย์จีโนมฯ ได้โพสต์ข้อเขียนวิเคราะห์การกลายพันธุ์ของโควิด-19 ว่าจะเป็นอันตรายต่อมนุษย์หรืออยู่ร่วมกันในสถานะโรคประจำถิ่นได้ ผ่านเพจ Center for Medical Genomics ได้อย่างน่าสนใจ โดยมีเนื้อหาว่า
“สรุปได้หรือไม่ โอมิครอนสายพันธุ์ย่อย BA.4 และ BA.5 รวมทั้งสายพันธุ์ที่พบระบาดขึ้นมาใหม่ อย่างรวดเร็ว BA.2.75 (เซนทอรัส) และ BA.3.5.1 (Bad Ned) จะเป็นอันตรายต่อมนุษย์หรือเป็นไวรัสสายพันธุ์ที่สามารถอยู่ร่วมกันได้ในสถานะของโรคประจำถิ่น?
คำตอบคือ “ขึ้นกับสภาวะประชาชนแต่ละประเทศ”
จากการถอดรหัสพันธุกรรมไวรัสโคโรนา 2019 ทั้งจีโนมพบว่า
1.BA.2.75 (The Super Contagious Omicron Subvariant) ชื่ออย่างไม่เป็นทางการคือ “เซนทอรัส (Centaurus)” มีการกลายพันธุ์ไปมากที่สุดเมื่อเทียบกับไวรัสโคโรนา 2019 ทุกสายพันธุ์ที่เคยมีการระบาดมา โดยมีการกลายพันธุ์ต่างจากไวรัสดั้งเดิม (อู่ฮั่น) มากกว่า 100 ตำแหน่ง มีความได้เปรียบในการเติบโต-แพร่ระบาด (relative growth advantage) ถึง 200% โดยวัดเป็นสัปดาห์ เปรียบเทียบกับสายพันธุ์ที่ระบาดอยู่ในปัจจุบัน (BA.5)
2.BA.3.5.1 (Bad Ned) กลายพันธุ์มากเป็นอันดับสอง รองจากเซนทอรัสต่างไปจากไวรัสโคโรนา 2019 สายพันธุ์ดั้งเดิมประมาณ 90 ตำแหน่ง
3.BA.5 กลายพันธุ์ต่างไปจากไวรัสโคโรนา 2019 สายพันธุ์ดั้งเดิมประมาณ 85 ตำแหน่ง
4.BA.4 กลายพันธุ์ต่างไปจากไวรัสโคโรนา 2019 สายพันธุ์ดั้งเดิมประมาณ 80 ตำแหน่ง
5.BA.2.12.1 กลายพันธุ์ต่างไปจากไวรัสโคโรนา 2019 สายพันธุ์ดั้งเดิมประมาณ 75-78 ตำแหน่ง
6.BA.2 กลายพันธุ์ต่างไปจากไวรัสโคโรนา 2019 สายพันธุ์ดั้งเดิมประมาณ 75 ตำแหน่ง
(ภาพ 1)
คาดว่าอีกไม่นาน “เซนทอรัส หรือ BA.2.75” ซึ่งขณะนี้กลายพันธุ์ไปมากกว่า 100 ตำแหน่ง (ต่างจากอู่ฮั่น) จะระบาดเข้ามาเป็นสายพันธุ์หลักแทนที่ทุกสายพันธุ์ที่กล่าวมาข้างต้น และเป็นสายพันธุ์แรกที่ศูนย์จีโนมฯ ได้เตรียมชุดตรวจไว้รองรับผลกระทบของการระบาด
จากการศึกษาธรรมชาติแห่งการกลายพันธุ์ของไวรัสโคโรนา 2019 โดยอาศัยข้อมูลการถอดรหัสพันธุกรรมทั้งจีโนมของไวรัสโคโรนา 2019 รวบรวมจากผู้ติดเชื้อกว่า 11.8 ล้านราย ที่บรรดานักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกช่วยกันถอดรหัสและอัพโหลดข้อมูลขึ้นบนระบบคลาวด์ของฐานข้อมูลโควิดโลก “GISAID” พบว่า ไวรัสโคโรนา 2019 สายพันธุ์ย่อยที่อุบัติขึ้นมาใหม่หากมีการกลายพันธุ์ต่างไปจากไวรัสดั้งเดิม “อู่ฮั่น” มากเท่าไร ก็จะส่งผลให้สายพันธุ์นั้นมีการแพร่ระบาดในกลุ่มประชากรได้รวดเร็วมากขึ้นเท่านั้น (growth advantage) โดยแปรผันตรงกับจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ที่เพิ่มขึ้น แต่อาจไม่สัมพันธ์กับอาการเจ็บป่วยและเสียชีวิต (ภาพ 1)
ส่วน โอมิครอนสายพันธุ์ย่อย BA4/BA.5 ซึ่งมีการกลายพันธุ์ไปอย่างมากเช่นกันทำให้บางตำแหน่งของหนาม (spike) ที่อยู่บนเปลือกนอกของอนุภาคไวรัสมีการเปลี่ยนแปลงไปเหมือนกับสายพันธุ์เดลต้า บางตำแหน่งของหนามมีการกลายพันธุ์ไปเหมือนกับสายพันธุ์ อัลฟ่า เบต้า และแกมม่า
นอกจากนั้นผลทดสอบทางห้องปฏิบัติการยังพบว่า BA.4/BA.5 เจริญในเซลล์ปอดมนุษย์ที่เพาะเลี้ยงในหลอดทดลองได้ดี โดยเซลล์ติดเชื้อมีการหลอมรวมกัน (fusion) กลายเป็นเซลล์ขนาดใหญ่ (giant cell) อันสามารถดึงดูดเซลล์เม็ดเลือดขาวในร่างกายให้เข้ามาทำลายเกิดการอักเสบของปอดขึ้นได้ อีกทั้งพบการว่า BA.4/BA.5 สามารถเจริญในระบบทางเดินหายใจส่วนล่างและในปอดหนูทดลองได้ดี ทำให้มีคุณสมบัติเพียบพร้อมที่เป็นสายพันธุ์อันตรายต่อมนุษย์ เช่นเดียวกับสายพันธุ์เดลต้า (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก https://www.facebook.com/CMGrama/posts/5165817486859323)
คำถามคือข้อมูลจากหน้างาน-ภาคสนาม (real world data) บ่งชี้ว่า BA.4 และ BA.5 เป็นภัยร้ายแรงต่อมนุษย์ผู้ติดเชื้อหรือไม่เมื่อเทียบกับสายพันธุ์เดลต้า หรือโอมิครอนสายพันธุ์ดั้งเดิม BA.1 และ BA.2 ที่มีการระบาดมาก่อนหน้านี้ โดยพิจารณาจากประเทศที่มีการติดเชื้อ BA.4/BA.5 เป็นประเทศแรกๆ เนื่องจากการเริ่มต้นระบาดจนยุติลงของ BA.4/BA.5 ในแต่ละประเทศคล้ายการฉายหลังม้วนเดียวกันแต่ฉายเหลื่อมเวลา
ประเทศแอฟริกาใต้เป็นประเทศแรกที่พบการระบาดใหญ่ของ BA.4/BA.5 ติดตามมาด้วยประเทศโปรตุเกส หากพิจารณาข้อมูลการระบาดและข้อมูลทางคลินิกพบว่าการระบาดจะเกิดขึ้น คงอยู่ และสงบลงภายในระยะเวลาประมาณ 3 เดือน ประเทศแอฟริกาใต้การระบาดได้เสร็จสิ้นลงแล้ว ส่วนโปรตุเกสใกล้จะยุติลง โดยพบว่าอัตราผู้ติดเชื้อรายใหม่ ผู้ติดเชื้อที่ต้องเข้ารักษาตัวใน รพ. และผู้เสียชีวิต น้อยกว่าในช่วงพีคการของระบาดของ BA.1/BA.2 และน้อยกว่าช่วงพีคการระบาดของเดลต้าเช่นกัน
ไวรัสดูเหมือนจะมีการปรับตัวอยู่ร่วมกับมนุษย์ได้มากขึ้น ซึ่งอาจมีปัจจัยสืบเนื่องมาจากจำนวนผู้ติดเชื้อตามธรรมชาติและ/หรือจำนวนประชากรได้รับการฉีดวัคซีนกระตุ้นภูมิคุ้มกันมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น เกิดเป็นภูมิคุ้มกันที่ยั่งยืน (จาก Memory T & B cells) สามารถช่วยให้ผู้ติดเชื้อไม่เจ็บป่วยรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต แม้จะติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 สายพันธุ์เดิมหรือสายพันธุ์ใหม่ที่กลายพันธุ์ซึ่งร่างกายไม่เคยพบหรือมีภูมิคุ้มกันมาก่อนก็ตาม (ภาพ 3-5)
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมจาก https://www.facebook.com/CMGrama/posts/pfbid0DfkBJf2dtypFkMtHr9gEQ5VwxSsDiEktNapmMWY4dFgkdPLHF51QB1dFRRPKGdeal
BA.4 และ BA.5 คาดว่าสามารถอยู่ร่วมกับประชาชนในประเทศแอฟริกาใต้และประเทศโปรตุเกสได้ เนื่องจากจำนวนผู้ติดเชื้อรุนแรงต้องเข้า รพ. และเสียชีวิตมีจำนวนไม่เกินกว่าระบบสาธารณสุขของทั้งสองประเทศจะรองรับได้ (ภาพ 3-5)
ชมคลิปอธิบายเพิ่มเติมได้จาก
https://www.facebook.com/CMGrama/videos/4045264392364736/
https://www.facebook.com/CMGrama/videos/586006103100434/
การระบาดของ BA.4/BA.5 ในอังกฤษ และประเทศอื่นๆ ในยุโรปขณะนี้อยู่ในช่วงขาขึ้นต้องรอผลการแพร่ระบาดอีก 2 อาทิตย์-1 เดือนจากนี้ถึงจะสรุปได้ชัดเจนว่า BA.4/BA.5 จะเป็นมิตรหรือศัตรูต่อกลุ่มประชากรในประเทศเหล่านั้น (ภาพ 3, 6) แต่จากการติดตามกราฟผู้ติดเชื้อรายใหม่และผู้เสียชีวิตจาก https://ourworldindata.org/covid-deaths พบกราฟไม่ชันและพีคไม่สูงเท่ากับเดลต้า หรือ BA.1/BA.2 ที่มีการระบาดผ่านมาในอดีต (ภาพ 2)
การระบาดของ BA.4/BA.5 ในประเทศไทยหากเทียบอัตราผู้ติดเชื้อรายใหม่ ผู้เจ็บป่วยอาการรุนแรง และผู้เสียชีวิต กับประเทศอื่นที่กล่าวมาถือว่าอยู่ในเกณฑ์ต่ำ คงต้องรออีกระยะถึงจะสรุปได้ว่าจะมีผู้เจ็บป่วย เสียชีวิตเหมือนในช่วงการระบาดของเดลต้าหรือไม่ (ภาพ 7)
ประเทศที่มีกลุ่มผู้สูงอายุเป็นจำนวนมาก เช่น ประเทศเกาหลีใต้ หรือที่ฮ่องกงย่อมสุ่มเสี่ยงที่จะมีจำนวนผู้ติดเชื้ออาการรุนแรงต้องเข้ารักษาใน รพ. เพิ่มมากขึ้นจนระบบสาธารณสุขอาจรองรับไม่ได้ ดังนั้นผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในแต่ละประเทศอาจต้องเร่งพิจารณาหาวัคซีนเจนเนอเรชั่นที่สองที่ใช้โอมิครอนสายพันธุ์ย่อยอย่างน้อย BA.4 และ BA.5 เป็นสายพันธุ์ตั้งต้นในการผลิตวัคซีน เพราะการกลายพันธุ์ของโอมิครอนยังคงดำเนินการต่อเนื่องไม่หยุดยั้ง
ทาง ศูนย์จีโนมฯ ได้พัฒนาชุดตรวจ “MassArray Genotyping” มาเสริมการถอดรหัสพันธุกรรมทั้งจีโนม (whole viral genome sequencing) ที่ต้องใช้เวลาในการถอดรหัสพันธุกรรม วิเคราะห์ และแปลผล นานร่วม 1 สัปดาห์ เพื่อให้สามารถตรวจสอบสายพันธุ์หลัก และสายพันธุ์ย่อยของโอมิครอน ได้รวดเร็วยิ่งขึ้นจากตัวอย่างส่งตรวจที่ทราบผล ATK หรือ PCR เป็นบวก ว่าเป็นสายพันธุ์ใดระหว่าง BA.1, BA.2, BA.4, BA.5, BA.2.12.1, หรือ BA.2.75 ให้ได้ภายในเวลา 24-48 ชั่วโมง (ภาพ 9)
อันจะเป็นข้อมูลสำคัญให้กับแพทย์ผู้รักษาได้ทราบว่ากำลังรักษาผู้ที่ติดเชื้อติดโอมิครอนสายพันธุ์ย่อยใด เพื่อนำมาประกอบกับระดับอาการทางคลินิกของกลุ่มคนไข้ เขียว เหลือง และแดง เพื่อตัดสินใจเลือกการรักษาด้วยยาต้านไวรัสหรือแอนติบอดีสังเคราะห์ชนิดที่เหมาะสม (Individualized and precision medicine) ได้ทันท่วงที ร่วมไปกับการตรวจสอบว่าจีโนมไวรัสยังสมบูรณ์สามารถแพร่ระบาดไปยังผู้ใกล้ชิดได้ (infectious) หรือเป็นเพียงซากไวรัส (genomic fragmentation) ที่ไม่ติดต่อไปยังบุคคลอื่นอีกต่อไป (ภาพ 9)
รายละเอียดเพิ่มเติมอ่านได้จาก https://www.facebook.com/CMGrama/posts/pfbid0EcEwKneB9xkgn9hS7cEeWYAzAw6KeVWXtdba2qh1ETTp9Rf9mYCt1N1SywaRPzdYl
สำหรับข้อมูลการระบาดและข้อมูลทางคลินิกของ BA.2.75 และ BA.3.5.1 ยังมีน้อยมากจึงสรุปไม่ได้ว่าสองสายพันธุ์นี้จะเป็นมิตรหรือเป็นศัตรูกับมนุษย์ แต่ที่แน่นอนคือมีกลายพันธุ์ไปมากกว่า BA.4 และ BA.5 อันน่าจะส่งผลให้มีอัตราการแพร่ระบาดที่สูงกว่า BA.4 และ BA.5 หลายเท่าตัว
หมายเหตุ
I) กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ได้แบ่งระดับอาการผู้ป่วยโควิด ตามระดับอาการป่วยออกเป็นสีเขียว สีเหลือง และสีแดง เพื่อการดูแลและรักษาอย่างเป็นระบบ โดยแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ดังนี้
-สีเขียว คือ ผู้ป่วยอาการไม่มาก หรือไม่มีอาการ หรืออาการน้อยๆ เช่น มีไข้ ไอ น้ำมูก ตาแดง ผื่นขึ้น ไม่มีโรคร่วม พักรักษาที่โรงพยาบาลสนาม หรือฮอสปิเทล (Hospitel)
-สีเหลือง คือ ผู้ป่วยที่มีอาการไม่รุนแรง แต่มีอาการเหนื่อยหอบ หายใจเร็ว มีปัจจัยเสี่ยงอาการรุนแรงหรือโรคร่วม เช่น อายุมากกว่า 60 ปี โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรคปอดเรื้อรังอื่นๆ ไตเรื้อรัง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคหัวใจแต่กำเนิด โรคหลอดเลือดสมอง เบาหวานที่คุมไม่ได้ ภาวะอ้วน น้ำหนักเกิน 90 กิโลกรัม ตับแข็ง ภูมิคุ้มกันต่ำ และเม็ดเลือดขาวน้อยกว่า 1000
-สีแดง คือ กลุ่มผู้ป่วยที่มีอาการหอบเหนื่อย หายใจลำบาก เอกซเรย์พบปอดอักเสบรุนแรง มีภาวะปอดบวม ความอิ่มตัวของเลือดน้อยกว่า 96% หรือลดลงของออกซิเจนมากกว่า 3% หลังออกแรง ของค่าที่วัดได้ในครั้งแรกที่ออกแรง
II) การคำนวณหาค่า “ความสามารถในการแพร่ระบาด” โดยเฉลี่ยของโรคติดเชื้อ หรือ R-naught (R0) จะแสดงจำนวนคนที่ “ไม่มีภูมิคุ้มกันต่อจุลชีพหรือไวรัสก่อโรคดังกล่าวมาก่อน” ที่สามารถติดเชื้อจากผู้แพร่เชื้อเพียงคนเดียว เช่น โอมิครอน สายพันธุ์ย่อย BA.5 มีค่า R-naught ประมาณ 18.6 (ผู้ที่ติดเชื้อ BA.5 หนึ่งคนสามารถแพร่เชื้อไปบุคคลอื่นที่ยังไม่มีภูมิคุ้มกันต่อ BA.5 ได้ประมาณ 18-19 คน) ในขณะที่ไวรัสหัด มีค่า R-naught (R0) ประมาณ 18 อย่างไรก็ดีการใช้ R-naught (R0) กับไวรัสโคโรนา 2019 สายพันธุ์ที่อุบัติขึ้นมาใหม่ อาจจะคลาดเคลื่อนเพราะประชาชนส่วนใหญ่มีภูมิคุ้มกันจากการติดเชื้อตามธรรมชาติหรือจากการฉีดวัคซีน ในปัจจุบันจึงดูค่าความได้เปรียบในการเติบโต-แพร่ระบาด (relative growth advantage)” ซึ่งวัดเป็นสัปดาห์ เปรียบเทียบการกลายพันธุ์ระหว่างสายพันธุ์ที่อุบัติใหม่กับสายพันธุ์ที่ระบาดอยู่เดิม

