เปิดจ.ม.ตอบนายกฯ ‘สมโภชน์ อาหุนัย’ บิ๊กพลังงาน อีลอน มัสก์ เมืองไทย ทุ่ม 250 ล้านสู้โควิด

‘สมโภชน์ อาหุนัย’ บิ๊กพลังงาน ฉายา อีลอน มัสก์ เมืองไทย ตอบจ.ม.นายกฯ เสนอไอเดียสู้โควิด

เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม นายสมโภชน์ อาหุนัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) เจ้าของฉายา อีลอน มัสก์ เมืองไทย ได้ทำจดหมายตอบกลับพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม โดยมีเนื้อหาดังนี้

ก่อนอื่น ผมขอขอบพระคุณท่านนายกรัฐมนตรีที่กรุณาให้เกียรติส่งจดหมายมาถึงผม  ในสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19   ถือเป็นวิกฤตที่รุนแรงอีกครั้งหนึ่งของมนุษยชาติ ผมจึงขอเป็นกำลังใจให้แก่ท่านนายกรัฐมนตรี คณะรัฐบาล และทีมงานที่เข้มแข็งพร้อมทั้งศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 ในภารกิจการนำพาประเทศไทยให้ก้าวข้ามผ่านวิกฤตในครั้งนี้ และขอยกย่องในความเสียสละ ทุ่มเทของบุคลากรทางการแพทย์ทุกท่านที่สามารถควบคุมการแพร่ระบาดในประเทศไทยให้เป็นที่ชื่นชมในระดับต้นๆ   ของโลก  แต่จากการที่องค์การอนามัยโลกคาดการณ์ว่า สถานการณ์โควิด-19 จะยังคงอยู่ต่อไปอีกระยะหนึ่ง ดังนั้น ประเด็นที่ว่าเราจะอยู่อย่างไรให้ปลอดภัย และสามารถลดผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจและสังคมให้น้อยที่สุดจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก จนกว่าจะมีวัคซีนและยารักษาโรค

นับตั้งแต่ที่ทราบข่าวว่าพบผู้ป่วยโควิด-19 รายแรกในประเทศไทยเมื่อวันที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2563 ผมรู้สึกเป็นห่วงและได้ติดตามเหตุการณ์การแพร่ระบาดของโรคอย่างใกล้ชิด ซึ่งในเวลานั้นสถานการณ์ค่อนข้างวิกฤตและยากที่จะคาดการณ์ได้ว่า   การระบาดจะรุนแรงจนเกินความสามารถในการรองรับของระบบสาธารณสุขของประเทศหรือไม่ แล้วมีแนวโน้มจะสิ้นสุดอย่างไร ภายในระยะเวลาที่รวดเร็วหรือไม่ ผมจึงได้พยายามคาดการณ์และประเมินสถานการณ์ในแต่ละกรณีตามแผนภาพ (รายละเอียดตามเอกสารแนบ 1) โดยประเมินถึงสิ่งที่จำเป็นที่ประเทศไทยอาจจะขาดแคลนในแต่ละกรณี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่จะส่งเสริมและป้องกันบุคลากรทางการแพทย์พร้อมทั้งลดการติดเชื้อตั้งแต่ต้นทาง

ผมพบว่า ยังมีหลายสิ่งที่ต้องทำและเตรียมการอีกมากมาย ซึ่งอาจจะต้องมีการประสานงานเพื่อลดความซ้ำซ้อน เพื่อให้เกิดการบริหารจัดการทรัพยากรให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น จึงได้ริเริ่มชักชวนผู้ที่สนใจทุกภาคส่วนในสังคมที่มีความรู้ความสามารถหลายด้านมาร่วมมือกัน โดยไม่หวังผลประโยชน์ ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด ไม่อิงการเมือง ไม่วิพากษ์วิจารณ์ใคร มาร่วมกันทำงานอย่างโปร่งใสและสามารถตรวจสอบได้ พร้อมเปิดรับแนวคิดที่เป็นประโยชน์ ไม่ทำงานซ้ำซ้อนกับโครงการอื่น ขณะเดียวกัน จะสนับสนุนและส่งเสริมโครงการดีๆ ที่มีผู้อื่นทำอยู่แล้ว และพร้อมที่จะสลายกลุ่มทันทีเมื่อวิกฤตผ่านพ้นไป โดยตั้งชื่อว่า “กลุ่มช่วยกัน” (รายละเอียดตามเอกสารแนบ 2)

ไม่ว่าสถานการณ์จะยืดเยื้อ หรือแม้กระทั่งในกรณีเลวร้าย เกิดการติดเชื้อเป็นจำนวนมากเกินความสามารถของระบบสาธารณสุขของประเทศ จึงมีความจำเป็นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ประเทศไทยจะต้องเพิ่มขีดความสามารถของระบบสาธารณสุขของประเทศ พร้อมทั้งต้องเพิ่มศักยภาพของคนไทยในการป้องกันตนเองจากการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 และที่สำคัญที่สุดคือ จะต้องค้นหาจุดสมดุลใหม่ ระหว่างการระงับการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 และการประคองเศรษฐกิจของประเทศ เพื่อให้สังคมไทยดำเนินต่อไปได้อย่างสงบเรียบร้อย

ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ เหตุการณ์การระบาดของโรคเริ่มลุกลามมากขึ้น อุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็นเริ่มขาดแคลน    การจัดซื้อจัดหาทำได้ลำบากขึ้นเรื่อยๆถึงแม้ว่าจะมีกำลังทรัพย์ก็ตาม ผมเกรงว่า หากสถานการณ์เลวร้ายลงไปกว่านี้ เราอาจจะ        ไม่สามารถจัดหาอุปกรณ์เหล่านั้นตามจำนวนที่ต้องการได้ทันเวลา ผมจึงได้เริ่มออกแบบ จัดหา และสั่งซื้อชิ้นส่วนอุปกรณ์สำคัญ     ที่มีในท้องตลาดในเวลานั้นเป็นการล่วงหน้า (รายละเอียดตามเอกสารแนบ 3) เพื่อนำมาใช้โดยตรง หรือสามารถดัดแปลงและนำมาติดตั้งง่ายๆ ในเวลาอันรวดเร็วโดยช่างติดตั้งทั่วไป อีกทั้งสามารถนำไปปรับใช้งานอื่นได้ภายหลังการระบาดสิ้นสุดลง

ผมขอเรียนรายงานท่านนายกรัฐมนตรี ทราบถึงสิ่งที่ได้ดำเนินการไปแล้ว สิ่งที่อยู่ระหว่างดำเนินการ และความคืบหน้าของแผนงานในอนาคตดังต่อไปนี้ (รายละเอียดตามเอกสารแนบ 4)นอกเหนือจากนี้ ผมคิดว่าหากเรามองวิกฤตให้เป็นโอกาส วิกฤตครั้งนี้ก็อาจเป็นโอกาสสำคัญที่ประเทศไทยของเราจะสามารถเริ่มพัฒนาอุตสาหกรรมการผลิตเครื่องมือด้านสาธารณสุขสำหรับใช้ในประเทศ เพื่อสร้างความยั่งยืนในระยะยาวได้อีกด้วย สิ่งที่ บมจ.พลังงานบริสุทธิ์ ได้ออกแบบและพัฒนาขึ้นมานั้น ผมยินดีเป็นอย่างยิ่ง หากผู้ใดสนใจนำไปพัฒนาต่อยอด

ส่วนที่ 1: เพิ่มศักยภาพในการปฏิบัติงานให้บุคลากรทางการแพทย์
สิ่งที่ได้ดำเนินการไปแล้ว และสิ่งที่อยู่ระหว่างดำเนินการ แผนงานในอนาคต
ร่วมจัดหาประกันที่มีวงเงินประกัน 25,000 ล้านบาท

ให้กับบุคลากรทางการแพทย์จำนวน 50,000 คน

ติดตั้งอุปกรณ์เพื่อปรับปรุงห้องพักปกติ เช่นโรงแรม หรือคอนโดมิเนียม ให้สามารถรองรับ กลุ่มผู้สงสัยติดเชื้อ

ได้อย่างปลอดภัยจำนวน 1,000 ห้อง

ติดตั้งอุปกรณ์ฆ่าเชื้อไวรัสในระบบปรับอากาศส่วนกลางให้กับโรงพยาบาลจำนวน 5 แห่ง และกำลังจะเข้าไปดำเนินการอีก 8 แห่งโดยมีเป้าหมายให้ครบ 100 แห่งภายใน 2 เดือน ติดตั้งอุปกรณ์เพื่อให้เตียงเคลื่อนย้ายในโรงพยาบาล

สามารถขนย้ายผู้ป่วยติดเชื้อจำนวน 500 เตียง

ติดตั้งอุปกรณ์เพื่อปรับปรุงห้อง ICU ปกติให้เป็นห้องแรงดันลบจำนวน 50 เตียง โดยมีเป้าหมาย 1,000 เตียงภายใน 2 เดือน ผลิตหน้ากากแรงดันบวกเพื่อให้บุคลากรทางการแพทย์ใช้ในการป้องกันการติดเชื้อเวลาตรวจผู้ป่วยจำนวน 3,000 ชุด
ติดตั้งอุปกรณ์เพื่อปรับปรุงห้อง Cohort ให้เป็นห้องแรงดันลบจำนวน 1,000 เตียงภายใน 2 เดือน ผลิตตู้ฆ่าเชื้อ UVC เพื่อใช้ในการฆ่าเชื้ออุปกรณ์ ของใช้ขนาดเล็ก

รวมถึงช่วยฆ่าเชื้อหน้ากาก N95 และหน้ากากอนามัย

ให้กลับมาใช้ได้ใหม่จำนวน 1,000 ตู้

ปรับปรุงรถพยาบาลเพื่อให้สามารถขนย้ายผู้ป่วยติดเชื้อได้

จำนวน 200 คันภายใน 2 เดือน

จัดหาเครื่อง RT-PCR พร้อมน้ำยาตรวจราคาถูก เพื่อให้สามารถตรวจได้อย่างทั่วถึงให้ได้มากถึง 10,000 ตัวอย่างต่อวัน
สนับสนุนมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ในการ วิจัยและผลิตแจกจ่ายชุดตรวจโควิดแบบรวดเร็วที่มีความแม่นยำสูง

จำนวน 6,000 ชุด

ผลิตเครื่องผลิตโอโซน จำนวน 500 เครื่อง
ร่วมวิจัยและพัฒนาวัคซีนในการป้องกันโรคโควิด-19 ร่วมกับ สวทช. ทำวิจัยและพัฒนาสารเคลือบผิวสำหรับฆ่าเชื้อแบคทีเรียและไวรัสเพื่อลดการติดเชื้อ
ส่วนที่ 2: เพิ่มศักยภาพในการป้องกันตนเองจากเชื้อไวรัสโควิด-19 ให้กับประชาชน
สิ่งที่ได้ดำเนินการไปแล้วและสิ่งที่อยู่ระหว่างดำเนินการ แผนงานในอนาคต
แจกจ่ายหน้ากากผ้าและหน้ากากอนามัยจำนวน 100,000 ชิ้น ผลิตหน้ากากแรงดันบวกเพื่อให้ประชาชนใช้ในการเดินทาง

หรือเมื่อต้องเข้าไปอยู่ในที่มีคนหนาแน่นจำนวน 7,000 ชุด

แจกจ่ายเจลแอลกอฮอล์จำนวน 50,000 ขวด ผลิตกล่องฆ่าเชื้อ UVC จำนวน 3,000 กล่อง
แจกจ่ายเครื่องกรองอากาศที่ฆ่าเชื้อไวรัสได้จำนวน 2,500 เครื่อง ผลิตตู้ฆ่าเชื้อ UVC จำนวน 2,000 ตู้
ผลิตเครื่องผลิตโอโซน จำนวน 500 เครื่อง
มูลค่าทั้งสิ้นประมาณ 150,000,000 บาท มูลค่าทั้งสิ้นประมาณ  100,000,000 บาท
มูลค่ารวมทั้งสิ้นประมาณ 250,000,000 บาท

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ท้าทายที่สุดหลังจากที่เราเพิ่มศักยภาพในการปฏิบัติงานให้บุคลากรทางการแพทย์และเพิ่มศักยภาพในการป้องกันตนเองจากเชื้อไวรัสให้กับประชาชนแล้วคือ การหาจุดสมดุลใหม่ของการระงับการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 และการประคองเศรษฐกิจของประเทศ เพื่อคืนการใช้ชีวิตของคนในสังคมและขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้กลับสู่สภาวะปกติให้มากที่สุด       และยังต้องป้องกันไม่ให้เกิดการแพร่ระบาดรอบใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเรามีความจำเป็นที่จะต้องเปิดเมือง เปิดประเทศ      จากการระดมสมองร่วมกับหน่วยงานหลายฝ่ายรวมถึง กลุ่มช่วยกัน กลุ่ม Code for Public, Blockfint และกลุ่มผู้พัฒนาซอฟท์แวร์อิสระที่มีความเชี่ยวชาญ จึงได้ร่วมกันพัฒนาแอปพลิเคชันที่มีชื่อว่า “หมอชนะ” โดยได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงดิจิทัล          เพื่อเศรษฐกิจและสังคม สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิตอล (สพร.) กระทรวงสาธารณสุข กรมควบคุมโรค สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช) สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิตอล (DEPA)    บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) และบริษัทเอกชนอีกหลายแห่ง

แอปพลิเคชัน “หมอชนะ” (รายละเอียดตามเอกสารแนบ 5) เป็นแอปพลิเคชันเพียงแอปพลิเคชัน (จากแอปพลิเคชันที่ออกมามากกว่า 30 แอปพลิเคชันในขณะนี้) ที่ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยในการเปิดเมือง ทำให้ผู้ใช้ได้ทราบความเสี่ยงของตนเองจากกิจกรรมและบุคคลที่ตนเองได้ใกล้ชิดในช่วงเวลา 14 วันที่ผ่านมา ซึ่งมีความแม่นยำมากกว่าการวัดอุณหภูมิร่างกายเพียงอย่างเดียว ซึ่งผู้ที่ติดเชื้อจะต้องติดเชื้อมาช่วงระยะหนึ่งก่อนที่อาการไข้จะแสดงออกมา แอปพลิเคชัน “หมอชนะ” มีจุดเด่นจากการนำ Bluetooth มาทำงานร่วมกับ GPS ทำให้สามารถติดตามได้ว่าผู้ใช้ได้เคยใกล้ชิดผู้ป่วยหรือได้เดินทางไปยังสถานที่ ที่มีความเสี่ยงและใกล้ชิดกับ ผู้ที่มีความเสี่ยงสูงในระยะรัศมี 5 เมตร จึงทำให้สามารถคัดแยกผู้ที่เสี่ยงติดเชื้อในวงที่แคบลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีการรายงานผลเป็นค่าสีต่าง ๆ ในรูปของ Dynamic QR Code ผู้ใช้จะรู้ระดับความเสี่ยงของตัวเองและสามารถใช้แสดงตนก่อนเข้าไปยังสถานที่ต่างๆ และก่อนเข้ารับบริการทางการแพทย์ ทำให้บุคลากรการแพทย์มีปลอดภัยมากยิ่งขึ้นและสามารถสอบสวนการติดโรคได้รวดเร็วขึ้น นอกจากนี้ ผู้ใช้ยังสามารถรู้ระดับความเสี่ยงของสถานที่ก่อนที่จะเข้าสถานที่นั้นๆ (จากความหนาแน่นของผู้ที่เสี่ยงที่อยู่ในพื้นที่นั้นๆ ในขณะนั้น มากกว่านำข้อมูลการติดเชื้อในอดีตของพื้นที่นั้นมาแสดง ซึ่งไม่ได้บ่งบอกถึงความเสี่ยงของพื้นที่นั้นๆอย่างแท้จริง) ทำให้ผู้ใช้แอปพลิเคชันระวังตัวและอาจจะตัดสินใจไม่เข้าไปในพื้นที่เสี่ยงนั้น อีกทั้งหากความเสี่ยงของผู้ใช้แอปพลิเคชันเปลี่ยนไปจากการที่ผู้ที่เคยใกล้ชิดมีความเสี่ยงมากขึ้นหรือเกิดการติดเชื้อ แอปพลิเคชัน “หมอชนะ” ก็จะเตือนไปยังผู้ใช้โดยตรงทันที แอปพลิเคชันมีการเก็บข้อมูลเท่าที่มีความจำเป็นเท่านั้นและเป็นแบบไม่ระบุตัวตนเพื่อปกป้องความเป็นส่วนตัว และมีความปลอดภัยภายใต้การดูแลข้อมูลของสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (สพร.) ซึ่งข้อมูลถูกเก็บไว้เพียง 30 วัน และจะถูกทำลายทิ้งเมื่อวิกฤตผ่านพ้นไป

อย่างไรก็ตาม การที่จะช่วยลดโอกาสการเกิดผู้ติดเชื้อรายใหม่ และควบคุมสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่เรากำลังจะเปิดเมือง จำเป็นต้องมีการผลักดันและเชิญชวนให้ประชาชนใช้แอปพลิเคชัน    “หมอชนะ” ให้มีจำนวนมากเพียงพอ เพื่อให้แอปพลิเคชันมีข้อมูลที่จะเตือนผู้ใช้แอปพลิเคชันและสังคมได้อย่างแม่นยำ ผมจึงใคร่ขอนำเรียนท่านนายกรัฐมนตรีพิจารณาออกมาตรการที่จูงใจอย่างเร่งด่วน เพื่อเชิญชวนให้ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ นักเรียน นักศึกษา และประชาชนผู้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ดาว์นโหลดแอปพลิเคชัน “หมอชนะ” เพื่อนำไปใช้เป็นมาตรการชี้วัดความเสี่ยงและคัดกรองเพิ่มเติมโดยการแสดง QR Code ในโทรศัพท์มือถือที่ใช้พกพาประจำตัวโดยเรียกว่า eHealth Passport หรือ COVID VISA ก่อนเข้าไปยังสถานที่ราชการ สถานประกอบการ สถานศึกษา โรงพยาบาล ยานพาหนะในระบบขนส่งสาธารณะ ร้านค้า และสถานที่ชุมชนต่างๆ

โดยยังคงต้องปฏิบัติตามมาตรการด้านสาธารณสุขอย่างเข้มงวด ทั้งนี้ หากท่านนายกรัฐมนตรีมีความเห็นว่า มีแอปพลิเคชันอื่นที่ทำงานได้มีประสิทธิภาพที่ดีกว่า หรือหากนำมาพัฒนาร่วมกันจะเกิดประสิทธิภาพที่ดีขึ้น ผมยินดีที่จะให้ความร่วมมือในทุกรูปแบบ

ตามที่ได้กราบเรียนมาข้างต้น ผมในฐานะของประชาชนคนไทยคนหนึ่ง ขอใช้สติปัญญา ความรู้ความสามารถ ประสบการณ์ ความเพียร และความมุ่งมั่นตั้งใจที่บริสุทธิ์ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการเข้ามาร่วมแก้ไขวิกฤตของประเทศในครั้งนี้ และหวังว่าจะช่วยให้สามารถประคับประคองชีวิตของคนไทย ทำให้ฟันเฟืองเศรษฐกิจและกิจกรรมทางสังคมกลับมาดำเนินต่อไป

ผมมีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง หากท่านนายกรัฐมนตรีต้องการให้ผมนำเสนอรายละเอียดเพิ่มเติม รวมถึงการร่วมมือกับภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาวิกฤตครั้งนี้ให้ผ่านพ้นโดยเร็ว

จึงกราบเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา

ขอแสดงความนับถืออย่างยิ่ง

(นายสมโภชน์  อาหุนัย)

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร

“กลุ่มช่วยกัน”

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้“เพื่อไทย” จี้ รบ.เร่งจ่ายเงินเยียวยาปชช. 4 กลุ่ม ขีดเส้น ควรจ่ายให้เสร็จก่อน 10 พ.ค.นี้
บทความถัดไปนายหัวร้านอาหารปักษ์ใต้ยังไม่ให้การ เครียดจัดหวั่นคิดสั้น ผู้การสั่งขังรวม