สธ.เพิ่มค้นหาผู้ป่วยเชิงรุก “โควิด-19” ช่วงผ่อนปรน กลุ่ม/พื้นที่เสี่ยง “ต่างด้าว ผู้ต้องกัก อาชีพเสี่ยง”

สธ.เพิ่มค้นหาผู้ป่วยเชิงรุก “โควิด-19” ช่วงผ่อนปรน กลุ่ม/พื้นที่เสี่ยง “ต่างด้าว ผู้ต้องกัก อาชีพเสี่ยง”

โควิด-19 เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค แถลงถึงการตรวจหาผู้ป่วยโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 ว่า ขณะนี้ประเทศไทยพบผู้ป่วยโรคโควิด-19 รายใหม่จำนวนน้อยลง แต่เนื่องจากรัฐบาลได้ผ่อนปรนมาตรการต่างๆ มากขึ้น หากประชาชนหย่อนการป้องกันตนเอง อาจทำให้สถานการณ์กลับมาพบผู้ป่วยระลอกสอง

นพ.สุวรรณชัย กล่าวว่า เพื่อเป็นการควบคุมโรคในระยะยาว สธ.ได้เพิ่มการเฝ้าระวังเชิงรุก ค้นหาผู้ติดเชื้อทั้งในกลุ่มเสี่ยง และสถานที่เสี่ยง จากเดิมที่เน้นเฉพาะการตรวจค้นหาในผู้มีประวัติสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย หรือคนในครอบครัว และเป็นแนวปฏิบัติสำหรับคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด คณะกรรมการโรคติดต่อกรุงเทพมหานคร (กทม.) โดยมอบให้อยู่ในอำนาจการตัดสินใจของคณะกรรมการฯ พิจารณาจากสถานการณ์ของพื้นที่เป็นหลัก โดยจะสนับสนุนการตรวจด้วยเทคโนโลยีที่ประหยัดมากขึ้น เช่น การตรวจเชื้อในเสมหะน้ำลายแทนการตรวจจากโพรงจมูก การตรวจโดยการนำตัวอย่างมาตรวจรวมกันในครั้งเดียว 5 ถึง 10 ตัวอย่าง วิธีการตรวจแบบรวมตัวอย่าง (Pooled Sample) กำหนดค่าเป้าหมายการตรวจไว้ที่ 6,000 คนต่อประชากรล้านคน คาดประมาณการตรวจ 85,000 คนต่อเดือน

“ประชากรกลุ่มเสี่ยง หมายถึงกลุ่มที่มีแนวโน้มอยู่รวมกันจำนวนมาก เช่น แรงงานต่างด้าวที่อยู่รวมกันในที่พักหรือโรงงาน ผู้ต้องขัง ผู้ต้องกักในศูนย์กักกันคนเข้าเมือง หรือกลุ่มที่มีโอกาสพบปะผู้คนจำนวนมาก เช่น บุคลากรหรือพนักงานต้อนรับประจำรถสาธารณะ อาชีพเสี่ยงอื่น ๆ หรือกลุ่มที่มีแนวโน้มพบปะผู้ป่วยสูง คือ บุคลากรทางการแพทย์ ส่วนสถานที่เสี่ยง ได้แก่ ตลาดนัด ศาสนสถาน สถานีขนส่งผู้โดยสาร สถานีรถไฟฟ้า ชุมชนแออัด เป็นต้น” นพ.สุวรรณชัย กล่าว

นอกจากนี้ นพ.สุวรรณชัย กล่าวว่า กรมควบคุมโรคได้สำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับโควิด-19 และการเว้นระยะห่าง หรือ ดีดีซี โพลล์ (DDC poll) 8 ครั้ง ตั้งแต่เดือนมกราคม – วันที่ 5 พฤษภาคม ในกลุ่มตัวอย่าง 27,843 คน พบว่า 1.การล้างมือด้วยน้ำและสบู่ และแอลกอฮอล์เจลเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะหลังการเข้าห้องน้ำ ก่อนและหลังการรับประทานอาหาร จากครั้งที่ 1 ร้อยละ 61.2 เป็นร้อยละ 92.7 ในครั้งที่ 8

2.การสวมหน้ากากเมื่อมีอาการเจ็บป่วย เพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อเพิ่มขึ้น จากครั้งที่ 1 ร้อยละ 56.2 เป็นร้อยละ 74.6 ในครั้งที่ 8 แต่มีอัตราการสวมหน้ากากลดลงจากครั้งที่ 5 ที่พบร้อยละ 94.9 ซึ่งเป็นช่วงที่มีรายงานผู้ป่วยจำนวนมาก

3.ส่วนการสวมหน้ากากเมื่อไม่มีอาการเจ็บป่วย เพื่อป้องกันไม่ให้รับเชื้อลดลง จากครั้งที่ 3 ร้อยละ 93.5 เป็นร้อยละ 75.7 ในครั้งที่ 8 นอกจากนี้ ยังพบว่ามีประชาชนไม่สวมหน้ากากเพิ่มขึ้นเมื่อไม่มีอาการเจ็บป่วย เป็นร้อยละ 2.1

4.สำหรับการเว้นระยะห่าง พบว่า ประชาชนรับรู้ว่าต้องเว้นระยะห่างจากผู้อื่น 1-2 เมตร เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 72.3 เป็นร้อยละ 94.1 แต่การลดความถี่และระยะเวลาในการไปในพื้นที่สาธารณะไม่เปลี่ยนแปลงมาก อาจเป็นเพราะประชาชนเชื่อว่า การเว้นระยะห่างทางกายช่วยป้องกันการแพร่กระจายเชื้อลดลงจากร้อยละ 84.8 เป็นร้อยละ 78.1

นพ.สุวรรณชัย กล่าวว่า นอกจากนี้ พบว่าต้องการให้ภาครัฐจัดจำหน่ายหน้ากากราคาถูก มีจุดแอลกอฮอล์เจลบริการ และเข้มงวดการคัดกรองผู้ใช้บริการสถานที่สาธารณะต่าง ๆ

“แม้รัฐบาลจะผ่อนปรนมาตรการ แต่ประชาชนต้องไม่ผ่อนการปฏิบัติตัว ยังคงต้องปฏิบัติตัวอย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันการติดเชื้อโควิด 19 ทั้งการล้างมือบ่อยๆ การสวมหน้ากากเมื่อออกนอกบ้านทุกครั้ง การเว้นระยะห่าง และลดกิจกรรมที่ทำร่วมกับผู้อื่นจำนวนมาก” นพ.สุวรรณชัย กล่าว

นพ.สุวรรณชัย กล่าวว่า กลุ่มเป้าหมายในการตรวจโรคโควิด-19 ประเทศไทยได้มีการออกแบบตัวระบบไว้ตั้งแต่เดือนมกราคม ซึ่งเกิดโรคในประเทศจีน และโดยส่วนมากประชาชนชาวจีน มักจะเดินทางมาเที่ยวเมืองไทยในจำนวนค่อนข้างมาก ทางทีมควบคุมโรคจึงดำเนินการตั้งแต่วันที่ 3 มกราคม ตั้งจุดคัดกรอง ผ่านจุด 3 จุด ได้แก่ จุดที่ 1 ด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ จุดที่ 2 สถานพยาบาล และจุดที่ 3 ในชุมชน พร้อมทั้งพัฒนาการตรวจทางห้องปฏิบัติการ (แล็บ) มาตั้งแต่ต้น เริ่มจากการตรวจผู้ป่วยหรือผู้เข้าเกณฑ์การสอบสวนโรค (Patient Under Investigation: PUI) พร้อมกับขยายนิยามการเข้าเกณฑ์สอบสวนโรคมาอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งล่าสุดปัจจุบัน นิยามคือ 1.การตรวจผู้ป่วยหรือผู้ต้องสงสัยที่เข้าเกณฑ์การสอบสวนโรค ใน 1 เดือน ทำการตรวจมากกว่า 60,000 ราย ขึ้นไป ครอบคลุมทั้งในส่วนของคนไทยและคนต่างชาติ และเมื่อตรวจพบว่าเป็นผู้ป่วยยืนยันจะต้องดำเนินขั้นต่อไป 2.การค้นหาผู้สัมผัส ซึ่งมีการดำเนินการมาโดยตลอด ผู้สัมผัสเสี่ยงสูงเมื่อตรวจเสร็จแล้วก็ดำเนินการตามมาตรการป้องกันและควบคุมโรค

“หลังจากที่ดำเนินการในลักษณะนี้ได้ระยะหนึ่ง พบว่า ในบางพื้นที่ ทำไมยังคงมีโรคระบาดอย่างต่อเนื่อง ในบางพื้นที่ทำไมยังมีการรายงานผู้ป่วยไม่หยุดไม่หย่อน ตัวอย่างของพื้นที่เหล่านี้เราอาจจะคุ้นเคย ไม่ว่าจะเป็นใน จ.ภูเก็ต สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือบางจุดของกรุงเทพมหานคร ขณะเดียวกัน เราก็พบบางกลุ่มเสี่ยง เช่น พื้นที่ของโรงพยาบาล ที่เราพบผู้ป่วยยืนยันแล้ว เรายังเจอผู้ป่วยที่เกิดจากการสัมผัสและผู้สัมผัสที่ไม่มีอาการอย่างต่อเนื่องด้วยเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นกิจกรรมที่เราทำต่อมาก็คือ การไปค้นหาผู้ป่วยเชิงรุก (Active Case finding) ย้ำว่าเป็นผู้ป่วย มีการดำเนินการโดยตลอด แล้วก็ทำให้เราค้นหาผู้ป่วยที่มีอาการน้อย และดำเนินการแยกกัก แล้วก็ตัดวงจรการแพร่ระบาด ซึ่งผลที่เห็นคือ กรุงเทพฯ มีจำนวนผู้ป่วยรายใหม่ลดลงตามลำดับ จนสามารถใช้คำว่าว่า พบน้อยมาก หรือในบางวันไม่มีเลย เช่นเดียวกับ จ.ภูเก็ต หลายวันที่ผ่านมาก็ไม่มีรายงานผู้ป่วย ขณะเดียวกัน เมื่อเราพบผู้ป่วยรายใหม่ที่น้อยลง จำนวนผู้สัมผัสที่ต้องไปค้นเพิ่มก็จะน้อยลงไปตาม กิจกรรมในเรื่องของการค้นหาผู้ป่วยเชิงรุกก็เริ่มน้อยลงไปอย่างสัมพันธ์กัน” นพ.สุวรรณชัย กล่าว

นพ.สุวรรณชัย กล่าวว่า สิ่งหนึ่งที่มีคำถามอยู่ว่า “อย่างนี้น่าจะมีคนที่ติดเชื้อหรือไม่?” ที่อยู่ในชุมชนโดยที่ไม่มีอาการ ดังนั้นจึงมีการดำเนินการ “ค้นหาผู้ติดเชื้อในชุมชน” เพราะว่าคำว่าผู้ติดเชื้อ หมายความว่าคนกลุ่มนี้ ไม่มีอาการ หรือแทบจะไม่มีอาการ โดยดำเนินการในพื้นที่ของ กทม.และตรวจไปกว่า 3,000 ราย พบผู้ป่วยยืนยันเพียง 1 ราย การดำเนินการในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ก็พบผู้ป่วยยืนยันประปราย ในอัตราที่ต่ำกว่าร้อยละ 1 ยกเว้นในบางพื้นที่

“ปัจจุบันที่ สธ.ได้ดำเนินการ 1.การตรวจผู้ป่วยหรือผู้ต้องสงสัยที่เข้าเกณฑ์การสอบสวนโรค และ 2.การค้นหาผู้สัมผัสได้เป็นอย่างดี นำมาสู่การควบคุมโรคในประเทศอยู่ในเกณฑ์ที่ดี อย่างไรก็ตาม เมื่อมีมาตรการผ่อนปรน ตั้งแต่วันที่ 3 พฤษภาคมเป็นต้นมา จะพบเห็นประชาชนส่วนหนึ่งเริ่มที่จะกลับไปใช้ชีวิตแบบปกติ ประชาชนส่วนน้อยที่ไม่ได้สวมหน้ากากอนามัย ประชาชนส่วนหนึ่งไม่ยึดถือมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคม ลักษณะของพฤติกรรมที่ไปแย่งกันซื้อสิ่งของที่ไม่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต เช่น แอลกอฮอล์ และเช่นเดียวกันประชาชนส่วนหนึ่งใช้ชีวิตตามปกติ แออัดในรถขนส่งสาธารณะ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ากังวลใจอย่างยิ่งว่าจะมีการระบาดระลอกที่สอง” นพ.สุวรรณชัย กล่าว

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon